เลขาฯ ป.ป.ช. แจงปม สตง. แจ้งผลตรวจสอบการใช้จ่ายเงินสำนักงาน ป.ป.ช. ปี 66 หลังพบ 16 หน่วยงาน บกพร่อง
29 มีนาคม 2568 - นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ชี้แจงกรณีมีการนำเสนอข่าวว่า ครม.รับทราบ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งผลตรวจสอบการใช้จ่ายเงินสำนักงาน ป.ป.ช. ปี 2566 พบ 16 หน่วยงานบกพร่อง ว่า สำนักงาน สตง.ได้ติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงิน การจัดการทรัพย์สิน และการบริหารโครงการ ภายใต้แผนปฏิบัติการและแผนการ
ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดย สตง.มีผลการตรวจสอบในส่วนของการจัดการทรัพย์สิน และการบริหารโครงการ ภายใต้แผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
สรุปได้ว่า ให้ผู้บริหารของสำนักงาน ป.ป.ช. เร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้เป็นไปตามแผนการใช้จ่ายเงิน จากการตรวจสอบการบริหารพัสดุ พบว่าทะเบียนคุมทรัพย์สินในระบบบริหารจัดการทรัพย์สิน บันทึกครุภัณฑ์ไม่ครบถ้วน โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่สามารถนำข้อมูลครุภัณฑ์ที่ได้มาก่อนปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 เข้าในระบบบริหารจัดการทรัพย์สินได้ครบถ้วน อาจส่งผลต่อการแสดงข้อมูลของครุภัณฑ์ในรายงานการเงินของสำนักงาน ป.ป.ช.ไม่ครบถ้วน
นอกจากนี้ ยังตรวจพบว่าการบริหารพัสดุบางด้านไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยพบข้อบกพร่องของหน่วยงานจำนวน 16 หน่วย ประกอบด้วยการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบพัสดุเกินกำหนดระยะเวลา จำนวน 8 หน่วย และการรายงานผลการตรวจสอบพัสดุเกินกำหนดระยะเวลา 30 วันทำการ จำนวน 8 หน่วย ทั้งนี้ สตง.ได้ให้ข้อเสนอแนะผู้บริหารของสำนักงาน ป.ป.ช.ในประเด็นต่างๆ ข้างต้นโดยภาพรวมแล้ว
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในประเด็นดังกล่าวแล้ว พบว่าการตรวจสอบรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2566 ของสำนักงาน ป.ป.ช. สตง.แสดงความเห็นอย่างไม่มีเงื่อนไข รวมทั้งการตรวจสอบการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 สตง.มีข้อเสนอแนะต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อให้การดำเนินงานสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
และสำนักงาน ป.ป.ช.ได้เร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินจบประมาณให้เป็นไปตามแผนการใช้จ่ายเงิน ได้ดำเนินการบันทึกข้อมูลในใบทะเบียนคุมทรัพย์สินรายการครภัณฑ์ให้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และได้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งได้มีการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามข้อเสนอแนะของ สตง. และได้รายงานผลการดำเนินการให้ทราบแล้ว พร้อมทั้งได้รายงานผลการดำเนินการความคืบหน้า ปัญหาและอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดำเนินการให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ป.ป.ช. สั่งไต่สวน 'โกงสอบท้องถิ่น' ปี 64 เป็นคดีพิเศษ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่าคณะกรรมการป.ป.ช. มีมติรับกรณี ทุจริตสอบผู้บริหารท้องถิ่น ปี64 ไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษเพิ่มเติม หลังพบพฤติกรรมแก้คะแนนจากสอบตกให้เป็นสอบผ่าน
ตำรวจเดินหน้าสางคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ขีดเส้นรายงานนายกฯภายใน 30 วัน
ผบ.ตร.เรียกประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น กำหนดกรอบการทำงาน 20 วัน ชี้คดีอาญาเป็นหน้าที่ ป.ป.ช. ดำเนินการ
ป.ป.ช. ชี้มูล 'เกรียง กัลป์ตินันท์' พร้อมเครือญาติกับพวก ทุจริตก่อสร้างถนน
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางรจนา กัลป์ตินันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
ไต่สวนทุจริตสอบท้องถิ่น 6,014 คน มีชื่อ 2 อดีตอธิบดี สถ. ภรรยากรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาด้วย
เปิด 4 กลุ่มถูก ป.ป.ช. ตั้งกรรมการไต่สวนคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น พบมีมีจำนวนมากถึง 6,014 คน โดยในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีชื่อของ 2อดีตอธิบดีคือ 1.ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วันที่ 29 ก.ค.-11 พ.ย. 2568
ป.ป.ช. ลุยตั้งกก.ไต่สวน 'โกงสอบท้องถิ่น' เป็นคดีพิเศษ พุ่งเป้า 4 กลุ่ม รวมอธิบดี สถ.
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาฯป.ป.ช. แถลงกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือใ
ป.ป.ช. ฟันขบวนการรีดเงินต่างชาติ 6 ล้านบาท แลกปล่อยตัวจาก ตม.ภูเก็ต
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายวิทยา สมศรีษมสกุล กับพวก รวม 6 คน กรณีร่วมกันเรียกรับทรัพย์สิน จํานวน 6 ล้านบาท เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานเพื่อให้ดําเนินการปล่อยตัว (ประกันตัว)

