นักวิชาการธรรมศาสตร์ เห็นด้วยปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม ระบุต้องแยกส่วนระหว่าง “ประสิทธิภาพในการบริหาร-การเพิ่มเงินสมทบ” เพราะสองเรื่องพัฒนาไปพร้อมกันได้ แนะรัฐออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ-ลดหย่อนภาษี เพื่อผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง พร้อมพัฒนาสิทธิประโยชน์ใด้ดีกว่า “บัตรทอง” ตอบโจทย์ 2 ความกังวลผู้ประกันตน “เจ็บป่วย-เกษียณแล้วไม่มีเงิน”
7 ธันวาคม 2568 - จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยกำหนดให้มีการปรับเพดานค่าจ้างแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป และอัตราเงินสมทบยังคงคิดที่ร้อยละ 5 เช่นเดิม ซึ่งในช่วง 3 ปีแรก ตั้งแต่ปี 2569-2571 เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทต่อเดือน ซึ่งเดิมผู้ประกันตน มาตรา 33 เคยส่งเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 750 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน
ผศ. ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยเมื่อ 6 ธันวาคมผ่านมา ว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการปรับเพดานจ่ายเงินสมทบในระบบประกันสังคมแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยและเป็นข้อเสนอในแวดวงนักวิชาการด้านประกันสังคมมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เนื่องจากอัตราเงินสมทบเดิมเป็นภาพสะท้อนของค่าจ้างเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจและค่าจ้างมีความเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่จะมีการปรับเปลี่ยน ส่วนผู้ที่มีฐานเงินเดือนไม่ถึง 17,500 บาท ก็ยังคงคิดอัตราเงินสมทบที่ร้อยละ 5 เช่นเดิม โดยผู้ประกันตนที่จ่ายสมทบเพิ่มขึ้นก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เงินชดเชยรายได้กรณีเจ็บป่วย เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น และเงินบำนาญที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ผศ. ดร.ธร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของผู้ประกันตน คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบต่อการปรับเพดานสมทบตามสัดส่วนเงินเดือนเท่าใดนัก เพราะลักษณะของเงินเดือนมักจะไม่ได้ปรับลงตามสภาพเศรษฐกิจ แต่ในส่วนของผู้ประกอบการในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางนั้น เป็นบทบาทของภาครัฐที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาผ่านการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่างๆ แก่ผู้ประกอบการ เช่น สิทธิการลดหย่อนภาษี หรืออื่นๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านี้ไปเสียก่อน
ผศ. ดร.ธร กล่าวว่า อาจมีผู้ประกันตนจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่เชื่อมั่นและตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม และความคุ้มค่าในสิทธิประโยชน์ที่ได้รับกับเงินสมทบที่จ่ายไป โดยบางส่วนมองว่าเป็นการผลักภาระมาให้ผู้ประกันตนและผู้ประกอบการหรือไม่ ส่วนตัวเข้าใจต่อมุมมองเหล่านี้ แต่อาจจะต้องแยกเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารกับการเพิ่มอัตราเงินสมทบเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนออกจากกัน
“มันเป็นปัญหาคนละส่วนกัน แต่มันเป็นเรื่องที่สามารถพัฒนาควบคู่ไปพร้อมๆ กันได้ ในเมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเยอะขึ้น มันทำให้เรายิ่งต้องแคร์มันมากขึ้น จึงอยากให้ผู้ประกันตนช่วยกันจับตา ตรวจสอบว่ากองทุนประกันสังคมได้พัฒนาตนเองไปตามเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าเป็นปัจจัยที่ดีด้วยซ้ำไปในแง่ที่สังคมจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันประกันสังคมให้ทำงานอย่างโปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น” ผศ. ดร.ธร กล่าว
อีกทั้ง เพื่อให้กองทุนประกันสังคมสามารถบริหารเงินกองทุนประกันสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนตัวเห็นว่าควรจะมีการออกพระราชบัญญัติ หรือร่างกฎหมายเพื่อทำให้กองทุนประกันสังคมมีอิสระและเกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน ไม่ติดอยู่ในกรอบหรือระเบียบต่างๆ ของทางราชการมากเกินไป และสามารถจ้างผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจากภาคเอกชนเข้ามาบริหารเงินกองทุนได้ ส่วนตัวไม่อยากให้ประกันสังคมมีบทบาทที่เปรียบเสมือนกรมหนึ่งของกระทรวงแรงงาน และมีระบบราชการเป็นผู้กุมทิศทางในการบริหารเงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ไม่ใช่ผู้จัดการกองทุนจากภาคเอกชนที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารสินทรัพย์เพื่อทำให้เงินกองทุนประสังคมนั้นเติบโต มั่นคงในระยะยาว ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ย่อมขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำทางการเมืองว่าต้องการที่จะปฏิรูประบบประกันสังคมมากน้อยเพียงใด
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารเงินประสังคม ยังมีมิติเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนที่ควรพัฒนาไปทางที่ดีตามเงินสมทบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนตัวคิดว่าผู้ประกันตนคงให้ความสำคัญไปที่เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล และเรื่องเงินบำนาญเป็นหลัก
“คนทำงานก็กลัวอยู่ 2 เรื่อง คือกลัวเจ็บป่วย และกลัวเกษียณแล้วไม่มีเงิน ในเชิงการบริหารจัดการเรื่องสิทธิการรักษาคิดว่าประกันสังคมในปัจจุบันก็ใช้วิธีการบริหารเชื่อมโยงกับระบบของบัตรทองอยู่ ซึ่งประกันสังคมสามารถใช้บัตรทอง หรือระบบการบริหารของ สปสช. เป็นฐานในการเรียนรู้ และพัฒนาต่อยอดให้ดีกว่ามาตรฐานของบัตรทองได้ เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเพิ่ม ขณะที่เรื่องบำนาญ อยากจะให้ประกันสังคมคิดสูตรบำนาญในรูปแบบใหม่ๆ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น อนุญาตให้ผู้ที่มีรายได้สูงกว่าเพดานสามารถส่งเงินสมทบเพิ่มเติมได้ เพื่อให้ได้รับบำนาญที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตจริงๆ ในวัยเกษียณ จะได้ทำให้คนวัยทำงานไม่ต้องจ่ายประสังคม แล้วยังต้องไปซื้อประกันออมเงินเกษียณของเอกชน หรือประกันชนิดอื่นๆ ซ้ำซ้อน ทั้งๆ ที่สามารถทำให้ครบวงจรได้ที่ประกันสังคม” ผศ. ดร.ธร กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'วิโรจน์' ชอบใจหลัง 'รัฐบาล' ทบทวนเกณฑ์ลดหย่อนภาษีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หวิดกลายเป็นบัตรสวัสดิการเนรคุณ
ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวกรณีที่นายเอกนิติ
'อดีตสว.สมชาย' เตือนเสนอความเห็นข้อพิพาทชายแดน ระวัง 'ฮุนเซน' จ้องหยิบเอาไปสู้เวทีระหว่างปท.
อดีตสว. โพสต์ฝากเตือนนักวิชาการและสื่อสารมวลชน ในการนำเสนอความเห็นข้อพิพาทไทย-กัมพูชาอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจา
'ดร.โจ' บี้คลังแจงปมร้อนตัดสิทธิ์บัตรคนจน ยกลำพูนโมเดลแนะรัฐบาลอนุทิน
“ชัยวัฒน์” มอง พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษี ตัวเลข-ตรรกะ ไม่สมเหตุสมผล โยน ก.คลัง แจง ยกโมเดลลำพูน แนะช่องกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน

