
3 ส.ค.2569- นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ถอดรหัสกฎหมายฮั้ว สว. : เหตุใดการตัดสิทธิทางการเมือง จึงไม่ควรอิงมาตรฐานเดียวกับคดีอาญา?” เนื้อหาระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 โดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว. สำรอง ได้ชี้เป้าความเชื่อมโยงของผู้ร่วมขบวนการฮั้ว สว. กว่า 20,000 คน และจำแนกข้อกล่าวหาออกเป็น 7 กลุ่มความผิด ได้จุดประกายข้อถกเถียงทางนิติศาสตร์ครั้งสำคัญขึ้นอีกครั้ง
ในขณะที่สังคมกำลังสับสนและตั้งคำถามวนเวียนอยู่เพียงว่า “มีเส้นทางการเงินหรือไม่?” หรือ “จะเอาผิดกลุ่มการเมืองและแก๊งลูกเทพได้หรือไม่?” ถ้อยแถลงของ พล.ต.ท.คำรบ ได้สะท้อนหัวใจสำคัญของปัญหาไว้ได้อย่างแหลมคมว่า: “กลุ่มนักการเมืองอาจรอดในคดีอาญาเพราะหลักฐานต้องสิ้นสงสัย แต่ สว. ปัจจุบัน 138 คน ซึ่งเป็นผลผลิตของการทุจริต ต้องถูกเพิกถอนสิทธิ (ใบแดง) ตามมาตรา 62!”
การแยกแยะเช่นนี้ ถือเป็นการมองผ่านกรอบกฎหมายที่ถูกต้อง เพราะโครงสร้างของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ไม่ได้ออกแบบให้การคุ้มครองระบบและการลงโทษทางอาญาเป็นเรื่องเดียวกัน
1.แยกให้ออก: หมวด 4 คุ้มครองระบบ vs หมวด 6 ลงโทษบุคคล
กฎหมายออกแบบโครงสร้างโดยแยกบทบัญญัติออกเป็นคนละหมวดอย่างชัดเจน ได้แก่: หมวด 4 : การควบคุมให้การเลือกเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (มาตรา 62) หน้าที่หลัก: คุ้มครองความสุจริตและเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก และรักษาความชอบธรรมของสถาบัน สว. กลไก: ให้อำนาจ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง/สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลให้สมาชิกภาพของ สว. สิ้นสุดลงทันที (และต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีที่ศาลรับคำร้อง) มาตรฐานหลักฐาน: ใช้เกณฑ์ “เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” (Reasonable Grounds to Believe)
หมวด 6 : บทกำหนดโทษทางอาญา (มาตรา 77) หน้าที่หลัก: ลงโทษตัวบุคคลผู้กระทำผิดทางอาญา (เช่น ผู้สุมหัวจัดตั้ง, แก๊งลูกเทพ, ผู้จ่ายเงิน/จัดเลี้ยง) กลไก: ดำเนินคดีอาญาเพื่อลงโทษจำคุก 1–10 ปี, ปรับ, ตัดสิทธิ 20 ปี และส่ง ปปง. ดำเนินการยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงิน มาตรฐานหลักฐาน: ใช้เกณฑ์ “ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร” (Beyond Reasonable Doubt)
เมื่อวัตถุประสงค์ ผลทางกฎหมาย และมาตรฐานพยานหลักฐานต่างกันโดยสิ้นเชิง การนำเงื่อนไขของคดีอาญามาเป็นอุปสรรคในการส่งศาลฎีกาตามมาตรา 62 จึงเป็นการตีความกฎหมายที่ผิดเจตนารมณ์!
2. ถ้อยคำของ มาตรา 62 แตกต่างจาก มาตรา 77 อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อพิจารณาตัวบท มาตรา 62 อย่างละเอียด กฎหมายบัญญัติไว้ว่า: “เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม…” สิ่งที่กฎหมายใน หมวด 4 (ม. 62) ให้ความสำคัญ คือ “การกระทำอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”
กฎหมาย ไม่ได้เขียนไว้เลย ว่าต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้: “ต้องมีการให้ทรัพย์สิน” “ต้องมีเส้นทางการเงิน (เส้นเงิน)” “ต้องจับผู้บงการทางอาญาให้ได้ก่อน”
องค์ประกอบเรื่องเส้นเงินและการให้ทรัพย์สิน เป็นลักษณะเฉพาะของ บทกำหนดโทษทางอาญาในหมวด 6 (ม. 77) การนำองค์ประกอบของมาตรา 77 วรรคหนึ่งส่วนท้าย มาครอบมาตรา 62 โดยอัตโนมัติ ย่อมทำให้มาตรา 62 สูญเสียสภาพบังคับ และเสี่ยงที่จะทำให้ กกต. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องสถาบันนิติบัญญัติ
3. “ฮั้ว” มีหลายระดับ: การบล็อกโหวตกระทบ ม. 62 แม้ไร้เส้นเงิน
หากจำแนกการกระทำที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. สามารถแบ่งพฤติการณ์ออกเป็น 3 ระดับเชิงโครงสร้าง: ระดับที่ 1: การแนะนำตัวปกติ ผู้สมัครพบปะ แนะนำตัว แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นเรื่องปกติ ไม่เป็นความผิด ระดับที่ 2: การจัดระบบลงคะแนน / แนะนำตัวผิดระเบียบ (กระทบ ม. 62) การรวมตัวสุมหัวตามโรงแรมเพื่อเขียนโพย การจัดทีมโหวตเตอร์ และการทำลายดุลพินิจอิสระของผู้สมัคร คำถามสำคัญไม่ใช่แค่อยู่ที่ “มีเงินหรือไม่?” แต่คือ “กระบวนการนี้ยังเป็นการเลือกที่ผู้สมัครแต่ละคนใช้ดุลพินิจอย่างอิสระอยู่หรือไม่?” หากผลการเลือกถูกกำหนดล่วงหน้าโดยระบบเครือข่าย ย่อมทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าข่าย มาตรา 62 โดยตรง ระดับที่ 3: การจัดตั้งโดยมีผลประโยชน์ตอบแทน (กระทบ ม. 62 + ม. 77) การจูงใจด้วยเงิน (เช่น จ่ายก่อน 20,000 บาท หลังเลือกอีก 180,000 บาท) การจัดเลี้ยง พาเที่ยว หรือใช้อิทธิพลนักการเมือง/แก๊งลูกเทพ นอกจากกระทบต่อการคุ้มครองระบบตามมาตรา 62 แล้ว ยังก้าวเข้าสู่ คดีอาญาตามมาตรา 77 เต็มรูปแบบ
4. โครงสร้างความรับผิด 2 ชั้น (Tiers of Liability)
ชั้นที่ 1: มาตรา 62 (หมวด 4) – คุ้มครองระบบเลือกตั้ง พฤติการณ์: จัดระบบ บล็อกโหวต คะแนนเกาะกลุ่มผิดธรรมชาติ มีชื่อในโพย มาตรฐานหลักฐาน: “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (ใช้ AI / Voting Pattern / นิติคณิตศาสตร์) ผลลัพธ์: กกต. ส่งศาลฎีกา -> สว. หยุดปฏิบัติหน้าที่ -> เพิกถอนสิทธิ (ใบแดง 138 คน)
(หากปรากฏหลักฐานมัดตัวบุคคลชัดเจน)
ชั้นที่ 2: มาตรา 77 (หมวด 6) – ลงโทษอาญาตัวบุคคล พฤติการณ์: ซื้อเสียง (1), จัดเลี้ยง (3), นักการเมือง/แก๊งลูกเทพแทรกแซง มาตรฐานหลักฐาน: “ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร” (เส้นทางเงิน / นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล) ผลลัพธ์: ฟ้องศาลอาญา (จำคุก 1-10 ปี) + ปปง. ยึดทรัพย์ฟอกเงิน
5. การพิสูจน์ตามมาตรา 62 : นิติคณิตศาสตร์และพยานหลักฐาน 4 ประเภท
การพิสูจน์ตามมาตรา 62 ย่อมไม่ควรจำกัดอยู่เพียง “เส้นเงิน” แต่ควรรวมพยานหลักฐาน 4 ประเภทเข้าด้วยกัน โดยมีข้อมูลเชิงประจักษ์ทาง นิติคณิตศาสตร์ (Legal Mathematics) เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญสำคัญ:
1) พยานหลักฐานเชิงสถิติ (Statistical Evidence):ดังที่ อาจารย์ลอย ชุนพงษ์ทอง นักนิติคณิตศาสตร์ชื่อดัง ได้คำนวณรูปแบบการลงคะแนน (Voting Pattern) จากบัตรลงคะแนนในกลุ่ม 1 ที่กรอกเลขเหมือนกันและเรียงลำดับตรงกันเป๊ะถึง 19 ใบ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นโดยบังเอิญเพียง 1 ใน 10^391(และในกลุ่ม 8 เพียง 1 ใน 10^408) ซึ่งเป็นสัดส่วนความยากที่มหาศาล ยิ่งกว่าการสุ่มงมหาอะตอมเม็ดเดียวในพหุจักรวาล และพฤติการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นคล้ายกันในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ
ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ระดับนี้ได้ตัดคำว่า “บังเอิญ” ออกไปโดยสิ้นเชิง และมีน้ำหนักทางนิติวิทยาศาสตร์ (Computational Forensics) ที่มัดแน่นยิ่งกว่าลายนิ้วมือหรือ DNA
2) พยานหลักฐานเชิงพฤติการณ์ (Circumstantial Evidence): พฤติกรรมที่ขัดขวางสัญชาตญาณมนุษย์ เช่น “โหวตเตอร์พลีชีพ” ที่ยอมได้คะแนน 0 โดยไม่ลงคะแนนให้ตนเองเลย หรือกรณีผู้สมัครที่แอบเลือกตนเองผิดจากการวางแผน จนระบบการให้คะแนนเบี่ยงเบน สะท้อนการจัดตั้งและควบคุมคะแนนอย่างชัดเจน
3) พยานหลักฐานเชิงเอกสารและดิจิทัล (Documentary & Digital Evidence): ลายมือและหมายเลขบนบัตรลงคะแนนที่สอดรับกับ “โพยฮั้ว” ที่เก็บบันทึกได้ รวมถึงข้อมูล CCTV และการติดต่อสื่อสาร
4) พยานหลักฐานเกี่ยวกับผลประโยชน์ (Financial Evidence): เส้นทางการเงิน การโอนเงินค่าจ้างสมัคร 4,000–5,000 บาท หรือการจัดเลี้ยงที่โรงแรม การไม่มีเส้นเงินในพยานประเภทที่ 4 ไม่ได้ทำให้พยานเชิงสถิติ (1 ใน 10^408) พยานพฤติการณ์ (คะแนน 0) และพยานเอกสาร (โพย) หมดความหมายไป เพราะหัวใจของมาตรา 62 คือ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระบวนการไม่สุจริตหรือไม่” เท่านั้น!
6. บทสรุป: ทางรอดของ กกต.
เมื่อกระบวนการเลือก สว. ถูกจัดตั้งจนทำลายความสุจริตและเที่ยงธรรม สว. ทั้ง 138 คนที่มีชื่อผูกติดกับโพยและ Voting Pattern ดังกล่าว ย่อมถือเป็น “ผลผลิตของการทุจริต” ที่ต้องถูกส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ หาก กกต. อ้างเหตุผลเรื่อง “หาเส้นเงินคดีอาญาไม่เจอ” แล้วไม่ยอมส่งเรื่องศาลฎีกาตามมาตรา 62 กกต. เองนั่นแหละที่จะกลายเป็นผู้กระทำผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 69 แห่ง พรป. กกต. 2560 และมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา) เพราะหน้าที่ของ กกต. ในหมวด 4 คือการส่งหลักฐานอันควรเชื่อได้ไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อปกป้องระบบ มิใช่การทำหน้าที่เป็นศาลที่พิจารณาคดีอาญาเพื่อลงโทษตัวบุคคลครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ถอดบทเรียนคำพิพากษา ครอบครองที่ดินคนอื่นครบ 10 ปี ไม่ได้แปลว่าได้เป็นเจ้าของทันที
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เรื่อง ครอบครองที่ดินคนอื่นครบ 10 ปี ไม่ได้แปลว่า ได้เป็นเจ้าของ
ชำแหละคดีฮั้วภาคพิเศษ เปิดหลักฐานส่งตรง กกต.
'ฝ่ายค้าน' เตรียมจัดกิจกรรมเปิดหลักฐานคดีฮั้วสว. ภาคพิเศษสื่อสารตรงถึง กกต. 4 ส.ค.นี้ รับ ต้องทำงานแข่งเวลา แย้ม หากยกคำร้องทั้งหมด-ตัดตอนบางรายส่งศาล ต้องดูเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
‘คำรบ’ ชี้ 'แก๊งลูกเทพ' มีเอี่ยวฮั้วสว. เผยผู้ร่วมขบวนการมากกว่า 2 หมื่นคน
แกนนำกลุ่มสว.สำรองชี้เป้า”แก๊งลูกเทพ”มีเอี่ยวฮั้วสว. ลั่นหลักฐานแน่น ผู้ร่วมขบวนการเรือนหมื่น ยอมรับกลุ่มรมต.อาจรอด เพราะคดีอาญา หลักฐานต้องชัดสิ้นข้อสงสัย เตือนกกต.หากไม่ส่งศาลฎีกาสอย 138 สว.โดนร้องเอาผิดติดคุก!
'กรวีร์' ชี้ฝ่ายค้านใช้ข้อมูลเก่าปั่นคดีฮั้ว สว. หวังกดดัน กกต. เร่งชี้ขาด
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคดีฮั้ว สว. ที่ฝ่ายค้านพยายามหยิบขึ้นมาพูดในช่วงนี้ มองว่าจะไปถึงขั้นการยุบพรรคหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล เพราะทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
'วันวิชิต' ชี้ระบบเลือก สว. เปิดช่องล็อบบี้ทุกกลุ่ม ส่วนปมฮั้วต้องมีหลักฐานเส้นเงิน ล็อกโหวต กำหนดผล ชี้ข้อสันนิษฐาน สร้างกระแส แต่ไร้ Impact ทางกฎหมาย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ว่า กระบวนการเลือก สว. ตามระบบปัจจุบันเปิดให้ผู้สมัครต้องแนะนำตัว แลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานการสนับสนุนระหว่างกัน โดยเฉพาะการเลือกในรอบไขว้ ซึ่งหากผู้สมัครไม่พูดคุยหรือสร้างความรู้จักกับผู้อื่นเลย โอกาสได้รับเลือกย่อมน้อยลง
'เทพไท' จี้ กกต.นำข้อมูลแฮ็ก CCTV รวมสำนวนคดีฮั้วสว.
“เทพไท” เรียกร้อง กกต.ตรวจสอบและนำข้อมูลแฮ็กภาพจาก CCTV ที่ถูกเผยแพร่มาประกอบสำนวนคดีฮั้ว สว. หากยังไม่เคยถูกรวบรวมไว้ พร้อมระบุว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่สะท้อนการลงคะแนนตามโพย และควรเร่งสรุปสำนวนส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งโดยเร็ว

