
16 ธ.ค.2568- จากกรณีเมื่อวันที่ 24 พ.ย. เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีความมั่นคง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรมราชทัณฑ์ ได้ร่วมกันเข้าไปด้านในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบริเวณอาคารสำนักงานผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อสอบสวนปากคำข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เรือนจำฯ รวบรวมเก็บพยานเอกสารและพยานวัตถุ ก่อนรับผลรายงานจากการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบภายในสำนวนการสืบสวนขบวนการทุจริตภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขณะที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีการเซ็นคำสั่งให้ข้าราชการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 6 ราย ออกจากราชการไว้ก่อน ประกอบด้วย นายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, นายไตรพล สีเขียวแก่ เลขานุการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, ผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และ 3 เจ้าหน้าที่ผู้คุมเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังการสอบสวนปากคำเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ และจากการสืบสวน พบข้อเท็จจริงว่าขบวนการดังกล่าวไม่ได้มีเพียงแค่ในส่วนของอดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขานุการ อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงคนกลุ่มนอกอย่างทนายชายชื่อดัง อักษรย่อ ป. จากจังหวัดสมุทรปราการรายหนึ่ง ที่เข้ามามีบทบาทกับการจัดแจง ประสานงานการเยี่ยมญาติในส่วนของผู้ต้องขังชาวจีนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจำนวนมาก และยังมีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครรายอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งหลักฐานสำคัญที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของขบวนการดังกล่าวนี้ คือ กรณีที่ทนายอักษรย่อ ป. มีปรากฏในข้อมูลทะเบียนประวัติการเยี่ยมญาติผู้ต้องขังชาวจีนและชาวไทยรวมกว่าพันราย และยังมีเส้นทางการเงินมากถึงหลักร้อยล้านบาทที่หมุนเวียนรับโอนเงินระหว่างกัน ทั้งในส่วนของทนายความ และบริษัทเอกชนบางแห่งที่จัดตั้งขึ้นมารับเงินตรงนี้ แต่ในส่วนของอดีต ผบ.เรือนจำฯ ไม่ได้ปรากฏเส้นทางการเงินรับโอนตรงเข้าบัญชีเจ้าตัวแต่อย่างใด มีเพียงเส้นทางการเงินที่โอนเข้าบัญชีเจ้าหน้าที่คนใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ในการสอบปากคำพยานและการรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่า อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีพฤติการณ์การเอื้อประโยชน์ให้ผู้ต้องขังจีนเทาจริง โดยเฉพาะเรื่องการเยี่ยมญาติวันอาทิตย์ ซึ่งรายละเอียดระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ไม่ได้มีกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า อำนาจของ ผบ.เรือนจำฯ จะสามารถอนุญาตให้ผู้ต้องขังเยี่ยมญาติในวันอาทิตย์ได้โดยใช้สถานที่ที่ไม่ใช่สถานที่เยี่ยมญาติรับรอง จึงทำให้ อดีต ผบ.เรือนจำฯ เข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และในกรณีที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจพบร่องรอยนิ้วมือบุคคลที่สาม และยืนยันผลคราบอสุจิ ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า อดีต ผบ.เรือนจำฯ มีการปล่อยปละให้เกิดการค้าประเวณีขึ้นในสถานที่เกิดเหตุ ในวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดราชการ
ล่าสุดดีเอสไอได้มีการสรุปสำนวนการสืบสวน กล่าวหาดำเนินคดีกับข้าราชการ 2 ราย คือ อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเลขานุการ อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในฐานความผิด ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวหาเจ้าพนักงานของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จึงอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวนและวินิจฉัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 คณะพนักงานสืบสวนจึงได้ดำเนินการส่งสำนวนดังกล่าว ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะมีกรณีพลเรือน อาทิ ผู้ต้องขังจีนเทา ทนายอักษรย่อ ป.คนดัง ร่วมสนับสนุนหรือได้รับประโยชน์จากการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ก็ให้เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ดำเนินการสืบสวนต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ เวลา 09.00 น. นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. จะเป็นผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. เดินทางเข้าพบ นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ณ ห้องประชุม ชั้น 11 อาคารกระทรวงยุติธรรม เพื่อหารือในประเด็น ดังนี้ 1.ติดตามความคืบหน้าคดีคุกวีไอพี (VIP) ที่มีเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เกี่ยวข้อง 2.ประสานความร่วมมือในการนำมาตรการ Whistle Blower (การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส) และการร่วมมือในการนำกฎหมาย Anti-Slapp Law ป้องกันการฟ้องปิดปากมาใช้บังคับ และ 3.แนวทางการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิบากกรรมโจ๊ก ยื่นฟ้องกราวรูด บิ๊กเต่าลั่นลุยต่อ
หนังยาว! "บิ๊กโจ๊ก" ฟ้องกลับ "บิ๊กเต่า" เอาขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ
'ทวี' ดีใจรอดคมดาบศาลรัฐธรรมนูญ ลั่นเป็นชัยชนะของหลักนิติธรรม
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกแถลงการณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยกคำร้องกรณีข้อกล่าวหาแทรกแซงการทำงานของ DSI ในคดีฮั้วเลือก สว. โดยศาลวินิจฉัยไม่พบพฤติการณ์สั่งการหรือข่มขู่ตามที่ถูกกล่าวหา
'ภูมิธรรม' ขอบคุณศาล รธน. ให้กำลังใจคนตั้งใจทำงาน หลังตัดสินไม่ได้แทรกแซงคดีฮั้ว สว.
นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ว่านายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้ใช้อำนาจแทรกแซงคดีฮั้ว สว.
'ภูมิธรรม-ทวี' รอด! ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยไม่แทรกแซงคดีฮั้วเลือก สว.
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอ่านคำวินิจฉัยกลาง ในคำร้องที่กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ร่วมกันลงชื่อเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม (ในขณะนั้น) และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม (ในขณะนั้น) สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
‘เรืองไกร’ ร้องสอบ กก. ป.ป.ช. ปมรับสินบนทองคำ เข้าข่ายรับทรัพย์สินเกินสามพันบาท หรือไม่
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ถึงประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรรมการ ป.ป.
'โจ๊ก' ดิ้นสุดชีวิต! ส่งทนายพึ่ง 'สภาสูง' ชงศาลฎีกาตั้งผู้ไต่สวนคดีสินบน
'ทนายบิ๊กโจ๊ก' โร่ยื่น 'ประธานวุฒิสภา' ชง ปธ.ศาลฎีกา ตั้งผู้ไต่สวนอิสระ คดี”สุรเชชษฐ์” ชี้ ป.ป.ช.-ตำรวจไม่มีอำนาจ -ขัดรัฐธรรมนูญ ปัดเยื้อคดีเพื่อต่อรอง

