ไชยันต์ ไชยพรบริบททางการเมือง:
พ.ต.ท. ทักษิณถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายหุ้นของครอบครัวโดยไม่เสียภาษี และเกิดการชุมนุมประท้วงขึ้น
เมื่อเกิดการชุมนุมประท้วง พ.ต.ท. ทักษิณ ตัดสินใจใช้วิธีการยุบสภาแทนการใช้สภาเป็นเวทีในการให้ความกระจ่างต่อข้อสงสัยที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายหุ้นของครอบครัวโดยไม่เสียภาษี
การยุบสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549
“พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๙,” ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม ๑๒๓ ตอน ๒๐ ก (๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙): ๑-๒.
มีความตอนหนึ่งว่า
“โดยที่นายกรัฐมนตรีได้นําความกราบบังคมทูล ฯ ว่า ตามที่ประธานสภาผู้ แทนราษฎร ได้นําความกราบบังคมทูล ฯ เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอให้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมติเห็นชอบข้างมากเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎร ที่ลงคะแนนโดยเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร และได้มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นบริหารราชการ แผ่นดินแล้วนั้น ต่อมาได้ เกิดการชุมนุมสาธารณะตั้งข้อเรียกร้องในทางการเมืองขึ้น ซึ่งแม้ระยะแรก จะอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่เมื่อนานวันเข้า การชุมนุมเรียกร้องได้ขยายตัวไปในทางที่กว้างขวาง และอาจรุนแรงขึ้น รวมทั้งส่อเค้าว่าจะมีการเผชิญหน้าจนอาจปะทะกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและอาจมีการสอดแทรกฉวยโอกาสจากผู้ที่ประสงค์จะเห็นความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองจุดชนวนให้เกิด ความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จนลุกลามถึงขั้นก่อการจลาจลวุ่นวายสร้างความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินได้ ครั้นใช้อํานาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเข้าควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด หรือแม้แต่รัฐบาลได้พยายามดําเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญด้วยการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ก็ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาและความคิดเห็นพื้นฐานที่แตกต่างกันทั้งระหว่าง กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องกับรัฐบาล และระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องกับกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วย และประสงค์จะเคลื่อนไหวบ้างจนอาจเกิดการปะทะกันได้ สภาพเช่นว่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ของประเทศ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐสภา และความสงบเรียบร้อย ของสังคม โดยเฉพาะในขณะนี้ ซึ่งควรจะสร้างความสามัคคีปรองดอง การดูแลรักษาสภาพของ บ้านเมืองที่สงบร่มเย็นน่าอยู่อาศัยน่าลงทุน และการเผยแพร่ความวิจิตรอลังการ ตลอดจนความดีงาม ตามแบบฉบับของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความคิดเห็นในสังคมที่หลากหลาย และยังคงแตกต่างกันจนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเช่นนี้ ครั้นจะดําเนินการเพื่อตรวจสอบความประสงค์อันแท้ จริงของประชาชนโดยประการอื่น เพื่อให้ ทุกฝ่ายหยั่งทราบ แล้วยอมรับให้เป็นไปตามกลไกในระบอบประชาธิปไตยก็ ทําได้ยาก ทางออกในระบอบประชาธิปไตย ที่เคยปฏิบัติมาในนานาประเทศ และแม้ แต่ในประเทศไทย คือการคืนอํานาจการตัดสินใจทางการเมือง กลับไปสู่ประชาชนด้วยการยุบสภาผู้ แทนราษฎร เพื่อจัดให้ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎร ทั่วไปขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป”
------------------------
ข้อเท็จจริง
แต่ในความเป็นจริง ไม่พบว่า มีการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติในที่ประชุมรัฐสภาเกิดขึ้นแต่อย่างใด
การขอเปิดอภิปรายในลักษณะดังกล่าวนี้ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 212 และ 213 ความว่า
มาตรา 212: “ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้ตามมาตรา ๒๑๑ และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ในหน้าที่ของตนรวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี”
มาตรา 213: “ในกรณีที่มีปัญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควร จะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้รัฐสภาจะลงมติใน ปัญหาที่อภิปรายมิได้”
นั่นคือ การขอเปิดอภิปรายในลักษณะดังกล่าวเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้า พ.ต.ท. ทักษิณต้องการให้มีการเปิดอภิปรายดังกล่าวจริง การอภิปรายดังกล่าวก็ย่อมเกิดขึ้นได้
แต่ พ.ต.ท.ทักษิณกลับตัดสินใจยุบสภาทั้งๆ ที่ยังมีกลไกตามระบอบรัฐสภาที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้
และเมื่อพิจารณาหลักฐานเอกสารของรัฐสภา กลับไม่ปรากฏร่องรอยของกระบวนการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือคำขอ การรับหนังสือ การบรรจุระเบียบวาระ หรือการเรียกประชุมร่วมกันของรัฐสภา จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าการขอเปิดการอภิปรายตามมาตรา 213 ได้เกิดขึ้นในทางนิตินัยจริง หากมีเพียงถ้อยคำในพระราชกฤษฎีกาโดยปราศจากเอกสารประกอบ ก็ย่อมเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของฝ่ายบริหารที่ไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนในเอกสารของรัฐสภา
ภาระในการพิสูจน์ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการตามมาตรา 213 ย่อมตกอยู่แก่ฝ่ายบริหาร เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่รัฐบาลอ้างขึ้นเองในคำปรารภของพระราชกฤษฎีกายุบสภา อย่างไรก็ดี เมื่อไม่ปรากฏเอกสารทางราชการของรัฐสภาที่รองรับการดำเนินการดังกล่าว จึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังว่ากระบวนการตามมาตรา 213 ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการก่อนการยุบสภา ดังนั้น การยุบสภาจึงไม่ควรเป็นทางเลือกแรก หากยังมีกลไกของรัฐสภาที่สามารถใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน หากฝ่ายค้านจะขอให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ตามมาตรา 185
มาตรา 185: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าสองในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกล่าวต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา 201 วรรคสอง ด้วย และเมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสยงตามวรรคสาม
จำนวน สองในห้าของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร คือ 200 เพราะสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้นมี 500 +/-
รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมี ส.ส. 377 ที่นั่ง
ฝ่ายค้านมี ส.ส. ทั้งหมด 123 ที่นั่ง (ประกอบด้วย ประชาธิปัตย์ 96, ชาติไทย 25, มหาชน 2)
ฝ่ายค้านจึงไม่สามารถมีเสียงพอที่จะเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
ซึ่งฝ่ายค้านได้ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียกร้องขอเสียงในสภาผู้แทนราษฎรในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สำเร็จ (ดู “ร่างญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ที่พรรคฝ่ายค้านจัดทำขึ้น รอ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลร่วมลงชื่อ ก่อนนำญัตติไปยื่นตามกระบวนการ เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการได้ตามลำพัง เพราะต้องใช้เสียง 2 ใน 5 หรือ 200 เสียงตามมาตรา 185 แห่งรัฐธรรมนูญ ขณะที่ฝ่ายค้านมีเพียง 124 เสียง” “ญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ กล่าวหา"แม้ว"รุนแรง "พาชาติสู่ความวิบัติ"!,” [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก: http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=190&action=view )
ดังนั้น ข้อความที่ว่า แม้แต่รัฐบาลได้พยายามดําเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญด้วยการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว จึงไม่เกิดขึ้นจริง
รัฐบาลมิได้พยายามดำเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นพื้นที่สำหรับผู้แทนราษฎรใช้อำนาจของประชาชนในการตรวจสอบหาความจริง รวมทั้งตรวจสอบถ่วงดุลนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ในรัฐธรรมนูญ 2540 จะกำหนดเรื่องการยุบสภาไว้ดังนี้
มาตรา 116 : พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำานาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในหกสิบวัน และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำาหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน
การยุบสภาฯให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา
-----
การตราพระราชกฤษฎีกา คือ การที่รัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดนั้น ๆ เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาต่อคณะรัฐมนตรีให้พิจารณา โดยร่างพระราชกฤษฎีกานั้น จะต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้อง
เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว จะต้องนำร่างพระราชกฤษฎีกา ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงตราพระราชกฤษฎีกานั้น ๆ นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จากนั้นจึงนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา บังคับใช้ต่อไป
การทูลเกล้าฯ ถวายพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรของ พ.ต.ท. ทักษิณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 อาจตีความได้สองกรณี
กรณีแรก สามารถทำได้ เพราะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
หรือ
กรณีที่สอง ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ชอบต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 และมาตรา 213
มาตรา 212: “ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้ตามมาตรา 211 และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ในหน้าที่ของตนรวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี”
มาตรา 213: “ในกรณีที่มีปัญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควร จะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้รัฐสภาจะลงมติใน ปัญหาที่อภิปรายมิได้”
--------------
การยุบสภาฯของไทย ก่อนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 -
แม้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผ่านมา จะกำหนดเรื่องการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ต่างจากมาตรา 116 ในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่บัญญัติไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำานาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในหกสิบวัน และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำาหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน”
แต่ที่ผ่านมาก่อนหน้าการยุบสภาผู้แทนราษฎรโดย พ.ต.ท. ทักษิณ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 มิได้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรอย่างในกรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ เลย
การยุบสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่มีการปกครองในระบอบพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หรือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีทั้งสิ้น 11 ครั้ง และสามารถจัดประเภทตามเงื่อนไขการยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ดังนี้
- ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับสภาผู้แทนราษฎร 2 ครั้ง (การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2481, การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2529)
- ความขัดแย้งภายในรัฐบาล 4 ครั้ง (การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2519, การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2531, การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2538, การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2539)
- ครบวาระ 3 ครั้ง (การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2488, การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2543, การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2548)
- สภาผู้แทนราษฎรขัดแย้งกับวุฒิสภา 1 ครั้ง (การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2526)
- เป็นรัฐบาลเฉพาะกาลหลังจากเกิดวิกฤตทางการเมือง 1 ครั้ง (การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2535)
เมื่อประมวลสาเหตุของการยุบสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 11 ครั้งข้างต้น จะพบว่า มีสาเหตุหลักในการยุบสภาดังนี้คือ
- ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับสภา
- ความขัดแย้งภายในรัฐบาล
- สภาครบวาระ
- สภาผู้แทนราษฎรขัดแย้งกับวุฒิสภา
- เป็นรัฐบาลเฉพาะกาลหลังจากเกิดวิกฤตทางการเมือง
แต่ในการยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2549 สาเหตุของการยุบสภาที่ประกาศไว้ในพระราชกฤษฎีการคือ
“โดยที่นายกรัฐมนตรีได้นําความกราบบังคมทูลฯ ว่า ตามที่ประธานสภาผู้ แทนราษฎร ได้นําความกราบบังคมทูล ฯ เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอให้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมติเห็นชอบข้างมากเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎร ที่ลงคะแนนโดยเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร และได้มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นบริหารราชการ แผ่นดินแล้วนั้น ต่อมาได้ เกิดการชุมนุมสาธารณะตั้งข้อเรียกร้องในทางการเมืองขึ้น ซึ่งแม้ระยะแรก จะอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่เมื่อนานวันเข้า การชุมนุมเรียกร้องได้ขยายตัวไปในทางที่กว้างขวาง และอาจรุนแรงขึ้น รวมทั้งส่อเค้าว่าจะมีการเผชิญหน้าจนอาจปะทะกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและอาจมีการสอดแทรกฉวยโอกาสจากผู้ที่ประสงค์จะเห็นความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองจุดชนวนให้เกิด ความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จนลุกลามถึงขั้นก่อการจลาจลวุ่นวายสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ครั้นใช้อํานาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเข้าควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดหรือแม้แต่รัฐบาลได้พยายามดําเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญด้วยการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ก็ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาและความคิดเห็นพื้นฐานที่แตกต่างกันทั้งระหว่าง กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องกับรัฐบาล และระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องกับกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วย และประสงค์จะเคลื่อนไหวบ้างจนอาจเกิดการปะทะกันได้ สภาพเช่นว่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ของประเทศ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐสภา และความสงบเรียบร้อย ของสังคม โดยเฉพาะในขณะนี้ ซึ่งควรจะสร้างความสามัคคีปรองดอง การดูแลรักษาสภาพของ บ้านเมืองที่สงบร่มเย็นน่าอยู่อาศัยน่าลงทุน และการเผยแพร่ความวิจิตรอลังการ ตลอดจนความดีงาม ตามแบบฉบับของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความคิดเห็นในสังคมที่หลากหลาย และยังคงแตกต่างกันจนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเช่นนี้ ครั้นจะดําเนินการเพื่อตรวจสอบความประสงค์อันแท้ จริงของประชาชนโดยประการอื่น เพื่อให้ทุกฝ่ายหยั่งทราบ แล้วยอมรับให้เป็นไปตามกลไกในระบอบประชาธิปไตยก็ทําได้ยาก ทางออกในระบอบประชาธิปไตย ที่เคยปฏิบัติมาในนานาประเทศ และแม้ แต่ในประเทศไทย คือการคืนอํานาจการตัดสินใจทางการเมือง กลับไปสู่ประชาชนด้วยการยุบสภาผู้ แทนราษฎร เพื่อจัดให้ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎร ทั่วไปขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป” [1]
ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ข้อความที่ว่า “แม้แต่รัฐบาลได้พยายามดําเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญด้วยการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ก็ยังไม่อาจแก้ไขปัญหา...” ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะไม่พบว่า มีร่องรอยหลักฐานการขดเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติในที่ประชุมรัฐสภา และมีร่องรอยหลักฐานการขอเปิดอภิปรายในลักษณะดังกล่าวนี้ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 212 และ 213
[1] “พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๙,” ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม ๑๒๓ ตอน ๒๐ ก (๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙): ๑-๒.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴LIVE ‘ส้ม’ ซ้ำซาก | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569
🔴LIVE ดวลเดือด! ลูกยางสาว 'ไทย-จีน' ใครทะลุรอบชิง!? | ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569
สีน้ำเงิน ยังคุมสภาสูง เดิมเกมดูดสว.เติมเสียง
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.จำนวน 77 รายชื่อ โดยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 26 รายชื่อ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมามากมาย
'แก้วสรร' ชำแหละคดีฮั้ว สว. ถามหา 'ช้างตัวจริง' โยงศึกการเมืองน้ำเงิน-ส้ม
“แก้วสรร” ออกบทความถาม-ตอบ “ช้างตัวจริง...ในคดีฮั้ว สว.” เทียบมุม กกต.เสียงข้างมาก-ข้างน้อย ก่อน
'โจ มณฑานี' ประกาศแบก 'อนุทิน' เต็มตัว ลั่นใครไม่เลือก เจ้เลือก!
“โจ มณฑานี” ประกาศจุดยืนหนุนนายกฯ และรัฐบาลแบบเต็มกำลัง สวนเสียงเชียร์
🔴LIVE '..ไม่มี สัญญาณพิเศษ ล้มอนุทิน..!!' | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569

