
กสม. ชี้โครงการโรงไฟฟ้า–เหมืองถ่านหิน ‘หงสา’ ในลาว เสี่ยงสูงก่อมลพิษข้ามพรมแดนกระทบชาวน่าน จี้บริษัทเอกชน–กฟผ.ใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมสูงสุด ติดตั้งระบบตรวจวัดสารปรอท 24 ชม.
30 ม.ค. 2569 – นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) เมื่อเดือนมิ.ย. 2566 ระบุว่า จากการสำรวจข้อมูลในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน พบว่าการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสา ขนาด 1,878 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหงสาและเมืองเงิน แขวงไซยะบุรี สปป. ลาว ใกล้กับชายแดนประเทศไทย และเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทเอกชนสัญชาติไทยแห่งที่หนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) (ร้อยละ 40) บริษัทเอกชนสัญชาติไทยแห่งที่สอง (ผู้ถูกร้องที่ 2) (ร้อยละ 40) และรัฐวิสาหกิจลาวโฮลดิ้ง (ร้อยละ 20) โดยมีธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย 9 แห่ง เป็นผู้สนับสนุนทุน นั้น สร้างมลพิษต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่หลายหมู่บ้าน เช่น มีหมอกควันดำ ฝุ่น PM2.5 ใบข้าวไหม้ ใบหม่อนเหลืองมีจุดดำ เมื่อฝนตกชาวบ้านคันตามผิวหนังและตาเปลี่ยนเป็นสีแดง วัวดื่มน้ำจากแหล่งน้ำแล้วตาย ผลตรวจสุขภาพของชาวบ้านพบมีรอยหรือจุดในปอด เป็นต้น นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นแหล่งปล่อยสารพิษที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ อาทิ โรคมะเร็ง จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณาแยกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรก กรณีการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสา สปป. ลาว ของบริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านหรือไม่ เห็นว่า โรงไฟฟ้าฯ เริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2558 แม้การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าฯ ของบริษัทผู้ถูกร้องทั้งสอง ได้ปฏิบัติตามกฎหมายของ สปป. ลาว โดยติดตั้งระบบควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิภาพสูงแล้วก็ตาม แต่มลพิษที่ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกโรงไฟฟ้าฯ อาจส่งผลกระทบถึงประชาชนในจังหวัดน่านได้ อีกทั้งข้อมูลอาการป่วยรุนแรงของประชาชนส่วนใหญ่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและพบมากในช่วงที่มีหมอกควันรุนแรง ประกอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า มลพิษที่เคลื่อนที่ได้ไกล เช่น ก๊าซกรดและสารปรอท ได้ถูกลมพัดพาและมีความเสี่ยงจากการตกสะสมในพื้นที่จังหวัดน่าน และเมื่อพิจารณาจากบริบทของพื้นที่ พบว่าโรงไฟฟ้าฯ ของบริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 34 กิโลเมตร เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่มีความเชื่อมโยงกับสารปรอท โดยไม่พบแหล่งกำเนิดอื่นในรัศมีที่ส่งผลกระทบได้ และยังไม่มีการติดตั้งระบบหรืออุปกรณ์ดักจับสารปรอทก่อนปล่อยสู่บรรยากาศและแหล่งน้ำ ในชั้นนี้ เห็นว่าการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาใน สปป. ลาว ของบริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองมีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประชาชนในจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง
ประเด็นที่สอง กรณีการลงทุนข้ามพรมแดนในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาใน สปป. ลาว ของบริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบหรือไม่ เห็นว่า โครงการโรงไฟฟ้าฯ เป็นการลงทุนข้ามพรมแดนขนาดใหญ่ที่ผูกพันกับหลายภาคส่วนของไทย มีบริษัทผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่รับซื้อไฟฟ้าและกำกับดูแลการเดินเครื่องและบำรุงรักษา ทำให้รัฐบาลไทยมีความรับผิดชอบภายใต้พันธกรณีเหนืออาณาเขตเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม
การให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยทั้ง 9 แห่ง เกิดขึ้นก่อนปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มกำหนดแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ และก่อนการออกหลักการธนาคารเพื่อความยั่งยืนอย่างเป็นทางการของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในปี 2566 บริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองได้นำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) และการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) ไปปรับใช้ในเชิงภาพรวมของบริษัทโดยสมัครใจ อย่างไรก็ตาม การไม่จัดทำ HRDD และไม่เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดผลกระทบเชิงลบเป็นรายโครงการ โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย อาจเป็นการขาดความโปร่งใสอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง รัฐไทยต้องรับผิดชอบและกำกับดูแลให้บริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองที่ไปลงทุนใน สปป. ลาว ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ไม่ก่อมลพิษข้ามพรมแดนและละเมิดสิทธิในสุขภาพของประชาชน ในชั้นนี้ จึงเห็นว่าการลงทุนข้ามพรมแดนโครงการโรงไฟฟ้าฯ มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งบริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองมีหน้าที่ยึดถือมาตรฐานสูงสุดระหว่างกฎหมายของประเทศผู้ลงทุนสัญชาติไทยและของประเทศที่ตั้งโครงการคือ สปป. ลาว ต้องใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เข้มงวดกว่า เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินโครงการไม่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามแดน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะต่อบริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองแห่ง และ กฟผ.ในฐานะผู้ร่วมลงทุนและผู้รับซื้อไฟฟ้า ให้ยึดถือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เข้มงวดที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าการปล่อยมลพิษจากโครงการโรงไฟฟ้าฯ จะไม่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน โดยดำเนินการติดตั้งระบบตรวจวัดสารปรอทอย่างถาวรและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลมลพิษรายวัน และรายงานค่าความเข้มข้นมลสารจากปล่องโรงไฟฟ้าสู่สาธารณชนและหน่วยงานไทยเป็นรายชั่วโมงหรือรายวันผ่านเว็บไซต์ที่เข้าถึงได้ง่าย และให้จัดตั้งกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนงบประมาณให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและให้ภาคประชาชนในจังหวัดน่านมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการใช้งบประมาณของกองทุนด้วย รวมทั้งให้ปฏิบัติตามหลักการ UNGPs โดยมีกระบวนการ HRDD ของโครงการโรงไฟฟ้าฯ ที่ต้องระบุการเยียวยาความเสียหายที่อาจเกิดจากการประกอบธุรกิจโครงการโรงไฟฟ้าฯ โดยเฉพาะผลกระทบต่อจังหวัดน่าน และให้จัดทำรายงาน HRDD 3 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ ลาว และไทย และเผยแพร่ให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งให้มีช่องทางสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าฯ ตามแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP)
ทั้งนี้ ให้บริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองแห่งร่วมกับจังหวัดน่าน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ใช้กลไกคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบและเฝ้าระวังมลพิษทางสิ่งแวดล้อม จังหวัดน่าน โดยพัฒนาระบบเทคโนโลยีและการแจ้งเตือนภัยความผิดปกติของค่ามลพิษที่เชื่อมโยงข้อมูลภาคประชาชนเข้ากับระบบของภาครัฐ รวมทั้งเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหารและการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยมีมาตรการเฝ้าระวังการสะสมของสารปรอทในอาหารอย่างต่อเนื่อง และมีแผนปฏิบัติการปรับปรุงดินควบคู่ไปกับแผนการฟื้นฟูคุณภาพดินในระยะยาว
นอกจากนี้ มีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ สรุปได้ดังนี้
1.ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ เร่งจัดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติมในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสะสมของมลพิษ และให้มีคณะกรรมการร่วมเพื่อการตรวจสอบข้อมูล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ นักวิชาการท้องถิ่น และตัวแทนชุมชนร่วมสังเกตการณ์การเก็บตัวอย่าง การสอบเทียบเครื่องมือ และการรับรองความถูกต้องของข้อมูล
2.ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาใช้มาตรการให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่ให้สินเชื่อลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าฯ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กำหนดนโยบายสินเชื่อที่ยั่งยืนแบบผูกพันทางกฎหมาย โดยออกหลักเกณฑ์ให้มีนโยบายระงับหรือถอนสินเชื่อ เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือไม่แก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น และกำหนดให้การปล่อยสินเชื่อแก่โครงการลงทุนข้ามพรมแดนที่มีความเสี่ยงสูง ต้องทบทวนหรือปรับปรุงกระบวนการ HRDD ของลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ มีช่องทางการรับข้อร้องเรียน และต้องรายงานการเยียวยาต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
3.ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กำกับดูแลบริษัทผู้ถูกร้องทั้งสองแห่ง กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกในรายงานความยั่งยืน และแบบ 56-1 One Report เกี่ยวกับความเสี่ยงและแนวทางการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนที่ครอบคลุมถึงพื้นที่จังหวัดน่าน รวมถึงดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน เพื่อความโปร่งใสต่อผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย
4.ให้กระทรวงสาธารณสุข และกรมควบคุมโรค พัฒนากลไกการเฝ้าระวัง ป้องกัน และการรายงานอุบัติการณ์ของโรคจากพิษปรอทอย่างเป็นระบบในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจสัมผัสสารปรอทจากมลพิษในสิ่งแวดล้อมจากโครงการโรงไฟฟ้าฯ และพิจารณาเพิ่มโรคจากพิษปรอทเป็นโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญามินามาตะที่ประเทศไทยเป็นภาคี
5.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน และกรมวิชาการเกษตร ตรวจสอบและเฝ้าระวังพันธุ์พืชและคุณภาพดินในพื้นที่จังหวัดน่านที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าฯ หรือผลกระทบจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอทุ่งช้าง และรายงานให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบ
และ6ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เร่งรัดรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมในการจัดตั้งกลไกศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมทั้งรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินธุรกิจ ตามแนวปฏิบัติสำหรับบรรษัทข้ามชาติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทำไมประกันโรคมะเร็งถึงเป็นเงินสำรองก้อนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด
ลองจินตนาการดูว่าหากวันหนึ่งผลตรวจสุขภาพที่เพิ่งได้รับมา มีประโยคที่ระบุว่าเรากำลังเผชิญกับโรคร้ายที่ใครก็ไม่อยากเจอ ความรู้สึกแรกที่ถาโถมเข้ามาคงไม่ใช่แค่ความกลัวต่อความเจ็บป่วย
INDกางแผนปี 69 ปักธงประมูลงานรัฐ-เอกชนเต็มสูบ
INDกางแผนยุทธศาสตร์ปี 69 เดินเกมรุกประมูลโครงการภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจ และเอกชนไม่ยั้ง หวังต่อยอดธุรกิจ หนุนผลงานเติบโตแข็งแกร่ง สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น มั่นใจผลงานสดใสทุกไตรมาส หนุนรายได้ทั้งปีโตต่อเนื่อง
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย(TEI) เผยผลสำรวจพบคนไทยกว่า 88% อ่วม! เจอมลพิษรุนแรง PM2.5 นำโด่ง 42% โลกร้อน 22% มลพิษขยะและของเสีย 15% เรียกร้องพรรคการเมืองดัน 3 นโยบาย “อากาศ – น้ำ - ขยะ” เป็นวาระหลัก เตรียมทำข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่
เมื่อวันที่ 19 ม.ค.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) พร้อมด้วยองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน(ประเทศไทย) (Thai SCP)และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เปิดเวทีดีเบตเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งในงาน “TEI: Thai
เช็กเลย! ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ กทม. เกินมาตรฐาน 4 พื้นที่
ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 9 มกราคม 2568
กฟผ. เปิดช่องทางให้บริการข้อมูลข่าวสารออนไลน์แล้ววันนี้
กฟผ. พร้อมให้บริการในด้านข้อมูลข่าวสาร ทั้งภารกิจหลัก การดำเนินงานเพื่อสังคม ข้อมูลด้านอื่น ๆ รวมไปถึงการบริการต่าง ๆ ผ่านช่องทางบริการออนไลน์แล้ววันนี้
ทภ.1 สดุดี จ.ส.อ.พีระยุทธ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ชายแดนอรัญประเทศ
กองทัพภาคที่ 1 แสดงความอาลัยต่อการจากไปของ จ.ส.อ.พีระยุทธ น้าวิลัยเจริญ ทหารกล้าเสียชีวิตระหว่างภารกิจปกป้องอธิปไตยไทย ยืนยันดูแลพิธีศพและสิท

