'บิ๊กเต่า' ฟาดเดือด 'โทน บางแค' แค่โจรกระจอก

"บิ๊กเต่า" ฟาดแรง "โทน บางแค" แค่โจรกระจอก ร้อนตัวชิงเข้าพบตำรวจ เพื่อไม่ให้ออกหมายจับ ดิ้นหนัก รู้แก่ใจตัวเองทำอะไรไว้ ไม่ต้องเหลี่ยมมีชั้นเชิงกับผู้เสียหาย อ้างพระมีมูลค่า 400-500 ล้าน แต่พอตรวจสอบราคาจริงอยู่ที่ 40 ล้าน เลยบอกให้โทนเอาพระไปขาย ได้เท่าไหร่ก็มาจ่ายหนี้คืนมาดามเก่ง

8 พฤษภาคม 2569 -ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงกรณีที่ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ "มาดามเก่ง"แจ้งความดำเนินคดีนายโทนทอง สุขแก่น หรือ"โทน บางแค"เซียนพระชื่อดัง ว่าหลังต่างฝ่ายต่างออกมาให้สัมภาษณ์แต่ละมุมแต่ละประเด็นนั้น ความจริงแล้วเราก็ต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายออกมาพูดถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ส่วนตำรวจเป็นคนกลาง เราได้รับร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายและคู่กรณีเท่านั้น

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า จากที่ฟังสัมภาษณ์ของโทน เขาน่าจะเอาทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์มารวมกัน ทำให้พูดไม่หมด แต่ความจริงแล้ว ไทม์ไลน์ของวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่นัดพบ โดยโทนได้มาพร้อมทนายความ พบตนเองที่ห้องทำงานชั้น 27 ในห้องมีกันอยู่ 3 คน ยอมรับว่าตอนนั้นตนเองไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รู้เพียงบางส่วน จึงได้ยื่นข้อเสนอกับโทนด้วยความเจตนาที่สุจริตใจว่าขณะนี้มาดามเก่งรอเคลียร์อยู่ และได้พูดย้ำไปว่า "อยากคุยไหม ถ้าไม่อยากคุย โทนก็กลับได้เลย"

สุดท้ายโทนยินดีเจรจา เนื่องจากเป็นคนรู้จักกันและอีกทั้งคดีฉ้อโกง เป็นคดีที่ยอมความได้บางส่วน ตอนนั้นบรรยากาศก็ดูราบรื่น มีการแสดงทรัพย์สินเพื่อชดใช้รวมกว่า 50 ล้านบาท ไม่มีการใช้คำหยาบคาย หรือใช้ความรุนแรงอะไร และจำได้ว่าในวงสนทนามีกันทั้งหมด 7 คน ใช้เวลากว่าร่วมชั่วโมงเศษ สุดท้ายสัญญากลับพลิก ทำให้การเจรจาล้มเหลว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่าการเจรจา 3 ฝ่ายตัวเลขตอนนั้นตรงกันอยู่ที่ประมาณ 360 ล้าน 1.สัญญา 120 ล้านบาท โดยเอาตึกมาค้ำประกัน เรื่องนี้มาดามเก่งและโทนจบกัน โดยไม่มีอะไรติดค้าง 2.สัญญา 180 ล้านบาท และ 66 ล้านบาท สองยอดนี้ยังไม่เป็นธรรม ซึ่งสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คือ พระที่ขายอ้างว่ามีมูลค่า 400-500 ล้านบาท แต่พอตรวจสอบจริง ราคาอยู่ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งมาดามเก่งและทนายความ ก็ยื่นข้อเสนอว่า ให้โทนเอาพระไปขาย หากขายได้เท่าไหร่ ก็จ่ายคืนมาดามเก่งเพียง 180 ล้านบาท ถ้าได้กำไรก็ให้โทนเอาไปเลย แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล ส่วนสัญญาที่ยังขาด ก็ให้ขายทรัพย์สินที่โทนมีอยู่เอามาชดใช้หนี้ จะได้จบกัน ยอดยังขาดอยู่ร้อยกว่าล้านบาท ทำให้สัญญาไม่เป็นธรรม

การนัดหมายในวันที่ 17 เมษายน โทนเป็นคนอยากเข้าพบตนเอง ผ่านการประสานงานของ ป๋อง สุพรรณ ที่รู้จักทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงตั้งแต่ปลายปี 2568 โทนพยายามที่จะเข้ามาชี้แจงกับตนเองหลายครั้ง และเชื่อว่าเรื่องนี้ ป๋อง สุพรรณ ไม่มีผลประโยชน์อะไรด้วย ส่วนตนเองก็ยืนยันได้ว่าการดำเนินการทุกอย่าง ไม่ได้เป็นการทวงหนี้ เป็นการพูดคุยเจรจาในฐานะคนรู้จักกันเท่านั้น หรือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับทั้ง 2 ฝ่ายได้มาคุยกัน ไม่ได้ขัดแย้งอะไร แต่ก็ต้องบอกว่า ทางฝ่ายผู้เสียหายเขาก็มีพยานหลักฐาน แต่มันจะถึงเวลาที่จะเอามาใช้หรือไม่แค่นั้น

”ผมจะเรียกเขาเข้ามาเพื่ออะไร เขามีเจตนาอยากจะชี้แจงแต่แรกอยู่แล้ว การที่เขาเข้ามา เพราะคดีมันเริ่มคืบหน้า มันเริ่มมีการออกหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหากันแล้ว เขาร้อนตัว จึงประสานผ่านพี่ป๋องเข้ามา มันยังมีข้อความที่คุยกันกับพี่ป๋องอยู่เลยว่า ขอบคุณพี่ป๋องครับ แต่ไม่รู้ว่าเขาเอาคลิปไลน์ให้สื่อมวลชนดูหรือไม่" รอง ผบช.ก.

เมื่อถามว่ากระแสข่าวว่าโทน จะถูกดำเนินคดีจริงหรือไม่พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ทราบว่ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้ว แต่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาหรือไม่แจ้ง อยู่ในกระบวนการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนมั่นใจในพยานหลักฐาน ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ เท่าที่ทราบก็ขาดเหลืออยู่ประมาณ 1-2 ประเด็น และยังต้องสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้เรื่องนี้มาประกอบด้วย

โดยเมื่อวานที่โทนเข้ามาแสดงตัว ซึ่งก็แสดงเจตนาว่าเขาไม่หนี แต่ร้อนตัว ก็ถ้าว่าในแง่กฏหมาย ก็หมายความว่าไม่อยากให้ออกหมายจับ จึงอยากเข้ามาเพื่อเข้าสู่กระบวนการ รวมถึงในกลุ่มเซียนพระ ก็กลัวเสียชื่อเสียงหากถูกออกหมายจับ ไม่มีใครอยากเสียเครดิตและถูกดำเนินคดี มันเสียช่องทางทำมาหากิน

"เขาดิ้นเข้ามา รู้แก่ใจตัวเอง ว่าทำอะไรไว้ ไม่ต้องไปเหลี่ยม หรือไปชั้นเชิงกับผู้เสียหายเขาหรอก คุณรู้อยู่เต็มอก อยากให้ลองเอาใจเขาใส่ใจเรา เอาความเป็นพี่เป็นน้องมาใส่ใจกัน เขาจะรู้ว่ามันไม่ซื่อสัตย์

ผมไม่พูดหรอกว่าคุณเนรคุณหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นคนไทย คนที่เคยมีบุญคุณต่อกัน เคยช่วยเหลือกันมา คนที่ไหนหรือนักธุรกิจที่ไหน พอซื้อขายพระหรือขายของกันแล้วยังให้เวลาอีกตั้ง 10 เดือนค่อยมาจ่าย พอมีสภาพคล่องทางการเงินแล้ว ก็ต้องเอามาจ่ายเขาสิ เขาช่วยขนาดนี้แล้ว ส่วนทรัพย์สินที่เห็นเขาโพสต์เขาใส่อยู่ปัจจุบัน ก็เอามาค้ำมูลหนี้ได้ด้วย เห็นใส่อยู่ 3-4 ปีแล้ว รวมถึงรถหรูก็ยังอยู่ เหนียวหนี้ไม่เหนียวหนี้ก็คิดกันเอาเอง" รอง ผบช.ก.กล่าว

เมื่อถามว่าสรุปแล้วใครโกหกพล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า เช็คจากวิทยาศาสตร์เอาว่าใครเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาหรู รถหรู และการโพสต์ในโซเชียลปัจจุบัน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวด้วยว่าสำหรับคดีนี้กลุ่มแรกมีทั้งหมด 7 คน และกลุ่มสองมีทั้งหมด 2 คน โดยโทนอยู่ในกลุ่มที่สอง และมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มแรกด้วย นอกจากนี้ยังมีเซียนพระที่มีหนี้สิน ทำปั่นป่วนอีก 1 คน อยู่ภาคเหนือตอนล่าง ตอนนี้มีชื่อเสียงและสร้างความเสียหายร่วม 2-3 พันล้านบาท แต่ขอยังไม่อยากขยายไปถึงคนอื่น

แต่ยืนยันว่ามีเซียนพระหลายคนที่มีแผนประทุษกรรม โดยการเอาตัวตีเนียนเข้าหามาดามเก่ง ซึ่งในส่วนของมาดามเก่ง ยอดความเสียหายกับกลุ่มเซียนพระอยู่ที่ 2 พันล้านบาท และยังมียอดที่กลุ่มเซียนพระไปทำกับคนอื่นอีก 5 พันล้านบาท โดยในความเป็นจริง ไม่มีใครทำธุรกรรมกับกลุ่มเซียนพระนี้อยู่แล้ว ส่วนจะมีคนกลางที่เชื่อมให้มาดามเก่งกับเซียนพระเหล่านี้รู้จักกันหรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมรวมกันมาหลอกหรือฉ้อโกง ถ้ามีหลักฐานก็จะดำเนินคดีด้วย

เมื่อถามว่าพล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.ได้เรียกไปคุยในรายละเอียดอะไรบ้างนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า เราได้ให้รายละเอียดทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรยังไง ตอนนี้ ผบช.ก.คงมีคำสั่งมอบหมายหน้าที่ว่าใครจะดูแลเรื่องนี้ ส่วนประเด็นที่มีการเจรจาให้หรือให้ความเป็นธรรม ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าตนเองเกี่ยวข้องในขั้นตอนไหนบ้าง ส่วนแนวทางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งไว้ 2 แนวทางนั้น ถ้ามีเรื่องร้องเรียน ก็คงตั้งกรรมการสอบ แต่ยืนยันว่าการกระทำของโทน สร้างความเสียหายให้กับตนเองและคนอื่น โดยการใช้ข้อความอันเป็นเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา แต่ตอนนี้ตนยังไม่พิจารณาว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่ เพราะมองดูแล้วเป็นโจรกระจอก

เมื่อถามย้ำว่ารู้สึกว่าเปลืองตัวที่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้หรือไม่พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ตนเองเจอเรื่องแบบนี้มาเยอะ เพราะคนเข้ามาหาเราเยอะ เราเป็นตำรวจ ถ้าเรากลัว หรือไม่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ก็อย่าเป็นตำรวจเลย เราเป็นตำรวจทั้งตัวและจิตวิญญาณ ไม่นิ่งดูดาย ยอมรับว่ายังคิดอยู่เลยเรื่องการปฏิรูปวงการพระเครื่อง ไม่อยากให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ เพราะมีการร้องเรียน มีการแจ้งความฉ้อโกงหลายพื้นที่ เซียนพระถือเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะมีเงิน จึงเชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาคงเข้าใจและให้ความเป็นธรรมแน่นอน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผบช.ก. ไม่ทราบ เซียนพระถูกดำเนินคดีทั้ง 9 คน ยังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) เปิดเผยความคืบหน้าคดีของมาดามเก่งถูกเซียนพระเบี้ยวหนี้หลายร้อยล้านบาทว่า คดีนี้ตนเองทราบเรื่องมาตั้งแต่ช่วงที่เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจ

'โทน บางแค' ปัดร้อนตัว โร่พบกองปราบ ลือหึ่งถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกงมาดามเก่ง

นายโทนทอง สุขแก่น หรือ โทน บางแค พร้อมนายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อนำเอกสารและหลักฐานมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังมีกระแสข่าวเตรียมออกหมายจับเซียนพระชื่อดัง ที่ร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหาย มูลค่าความเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท

'มาดามเก่ง' เปิดไทม์ไลน์เล่าหมดเปลือก คดีทวงหนี้เซียนพระดัง ร่ำไห้ขอโทษ ลาก 'บิ๊กเต่า' เดือดร้อน

น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ มาดามเก่ง พร้อมด้วยทนายความ ออกมาชี้แจงกรณีที่นายโทนทอง สุขแก่น หรือ โทน บางแค ออกมาระบุ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.บังคับข่มขู่ให้จ่ายหนี้

โฆษก ตร. ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ปม 'โทน บางแค' ร้องบิ๊กตำรวจใช้อำนาจข่มขู่ทวงหนี้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย กรณี โทน บางแค ร้องขอความเป็นธรรมโดยอ้างว่านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ใช้อำนาจบังคับทวงหนี้ ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบรายงานเบื้องต้นแล้ว ทั้งกรณีที่ร้องทุกข์วันนี้ และคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

'บิ๊กเต่า' ยันไม่ได้ใช้อำนาจข่มขู่ทวงหนี้ 'โทน บางแค' จ่อฟ้องกลับถูกพาดพิง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยถึงกรณีถูก โทน บางแค เซียนพระชื่อดัง ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้ตรวจสอบ โดยอ้างว่าถูกกดดันข่มขู่ให้ชำระหนี้ก้อนโตเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า เรื่องนี้เริ่มจากต้นปี 2568 มาดามเก่ง