เด็กไทยกับพัฒนาการภาษา วันที่งานวิจัยยังตามหลังโลก

‘พัฒนาการทางภาษา’ ของเด็กไทย ในวันที่นานาชาติให้ความสำคัญตั้งแต่วัยแรกเกิด แต่งานวิจัยไทยยังค่อยๆ ก้าวตาม

ความสามารถในการ “เรียนรู้ภาษา” จากสภาพแวดล้อมทางภาษาที่อาศัยอยู่และเติบโต คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ถูกฝังอยู่ในตัวมนุษย์ตั้งแต่กำเนิด แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นที่สื่อสารโดยใช้สัญชาตญาณที่ติดตัวมา

ทันทีที่มนุษย์รับรู้เสียงพูด เป็นวินาทีเดียวกับที่การเรียนรู้ภาษาได้เริ่มต้นขึ้น ก่อนที่สิ่งนั้นจะก่อตัวไปสู่การพัฒนาทางระบบภาษาด้านอื่นๆ เช่น การเปล่งเสียง การเรียนรู้คำ ความหมาย หรือกระทั่งทักษะในการอ่าน

ดังนั้น ทั้งสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเลี้ยงดู จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการกำหนดพัฒนาการทางภาษาของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติทางการสื่อสารและการเรียนรู้ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 10% ของเด็กไทยทั้งประเทศ เด็กกลุ่มนี้จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่สอดรับกับช่วงพัฒนาการ เพื่อช่วยไม่ให้มีภาวะที่ถดถอยและส่งผลกับการเติบโตในระยะยาว

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเด็กเกิดน้อย การทำให้เด็กทุกคนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพจึงสำคัญมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไทยจะไปสู่จุดที่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคน

ผศ. ดร.จุฑามณี อ่อนสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และหัวหน้าห้องปฏิบัติการมารคซ์-ซิลซ์ นกฮูกเบบี้แล็บ (MARCS-CILS NokHook BabyLab) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการด้านพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมของเด็กเล็กแห่งแรกของประเทศไทย ฉายภาพว่า การศึกษาด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากพัฒนาการในช่วงวัยนี้เกี่ยวข้องกับหลายมิติ ขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักมุ่งเน้นไปที่การวินิจฉัย การรักษา และการบำบัดจากนักจิตวิทยาพัฒนาการและกุมารแพทย์เฉพาะทาง โดยทำอย่างองค์รวม ไม่ได้ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบสำคัญด้านสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเลี้ยงดูเท่าที่ควร นอกจากนี้ ข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการอ้างอิงองค์ความรู้จากต่างประเทศ

แม้ว่าการศึกษาจากต่างประเทศจะเป็นตัวเลือกที่ดีในสถานการณ์ที่องค์ความรู้ของประเทศไทยมีไม่มาก และยังไม่เป็นระบบที่ชัดเจน แต่ด้วยความแตกต่างทางระบบภาษา ลักษณะทางวัฒนธรรม และบริบทอื่นๆ ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าใจเรื่องพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทย

“ประเทศไทยยังต้องการการพัฒนาเกณฑ์กลางในการประเมินและติดตามพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารในหลากหลายมิติของเด็กเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยการอ้างอิงเกณฑ์และข้อมูลวิจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก ยกตัวอย่างจากประเทศอย่างญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย มีเกณฑ์ติดตามพัฒนาการทางภาษาไว้ตั้งแต่วัยทารก ว่าเด็กช่วงอายุ 4-6 เดือน ควรตอบสนองต่อเสียงพูดประเภทต่างๆ ได้ในระดับใด เพราะหากรอจนถึงอายุ 1 ปีครึ่ง–2 ขวบ แล้วจึงเริ่มพบปัญหาด้านการสื่อสาร ก็อาจหมายถึงพัฒนาการที่เริ่มล่าช้าไป” ผศ. ดร.จุฑามณี กล่าว

นั่นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมีองค์ความรู้ด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กเป็นของตัวเอง และควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้เกี่ยวข้อง ผศ. ดร.จุฑามณี เสนอว่า รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการใน 3 ส่วน เพื่อช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้

ประกอบด้วย 1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการสร้างแพลตฟอร์มกลางที่จะเชื่อมโยงโจทย์วิจัย หรือความต้องการของผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการในเด็กเล็กจากโรงพยาบาลทั่วประเทศกับเครือข่ายนักวิจัยด้านพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้น และเกิดประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อยอดด้วย เพราะปัจจุบันการที่นักวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลจะมาเจอกันถือเป็นเรื่องยาก

2. หน่วยงานทางด้านการสนับสนุนทุนวิจัย ควรมีการปรับระบบการให้ทุนวิจัย โดยขยายเวลาของการทำวิจัยจาก 1 – 2 ปี เป็น 4 ปีขึ้นไป เนื่องจากการทำวิจัยในด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กจำเป็นต้องเห็นความต่อเนื่อง และการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างในช่วงยาวจะเกิดประโยชน์สูงสุด

3. การสร้างระบบที่เชื่อมโยงอาสาสมัครกับโครงการวิจัย พร้อมกับสื่อสารสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญการเข้าร่วมโครงการวิจัย เพราะธรรมชาติของคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมีการวิจัยที่ทำในเด็กเล็ก มักจะมีกำแพงความไม่เข้าใจ หรือการมองข้ามการทำวิจัยเหล่านี้ไป ทั้งที่ในหลายประเทศถือเป็นเรื่องปกติมาก และเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้องค์ความรู้ก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อนำไปสู่ประโยชน์ในทางปฏิบัติด้วย

ในส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการตั้งห้องปฏิบัติการมารคซ์-ซิลซ์ นกฮูกเบบี้แล็บ ขึ้นตั้งแต่ปี 2559 จากความร่วมมือของคณะศิลปศาสตร์ มธ., MARCS Institute for Brain, Behaviour and Development ออสเตรเลีย, ศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการด้านสารสนเทศอัจฉริยะ เทคโนโลยีเสียงพูดและภาษา และนวัตกรรมด้านบริการ (CILS) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Center for Brain Science (RIKEN CBS) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ในเรื่องนี้ให้กับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันทีมวิจัยฯ ประกอบด้วย ผู้ช่วยวิจัย นักวิจัยรับเชิญ และนักศึกษาฝึกงาน

บทบาทของทีมวิจัยฯ คือการศึกษาวิจัยด้านพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 2 ปี เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่สำหรับการทำความเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของทารก และเด็กเล็กที่ใช้ภาษาไทย รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษาในระยะยาว โดยเริ่มจากการศึกษาในเด็กปกติทั่วไป เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญ ก่อนจะไปสู่กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติทางการสื่อสารและการเรียนรู้ และกลุ่มเด็กที่ใช้สองภาษาหรือมากกว่า ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากจำนวนอาสาสมัครเด็กเล็กและผู้ปกครองกว่า 500 รายที่เข้าร่วมโครงการวิจัย ทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายและเข้าร่วมประชุมวิชาการร่วมกับนักวิจัยจากนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทีมวิจัยฯ ยังมีการผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลในทางปฏิบัติด้วย ตัวอย่างเช่น การพัฒนาแบบสำรวจคำศัพท์และภาษาท่าทางของเด็กไทยอายุระหว่าง 8 – 18 เดือน ฉบับเบื้องต้น (Thai CDI: WG ฉบับเบื้องต้น) ซึ่งล่าสุดทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กำลังเตรียมนำไปใช้ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์ และหลังจากนั้นจะมีการผลักดันให้เกิดการขยายผลไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ต่อไป

“ในอนาคตถ้าสามารถสร้างองค์ความรู้ในการทำความเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กได้มากพอ จะช่วยสามารถออกแบบแนวทางในการให้คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ดูแลร่วมสังเกต ประเมิน และให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสมที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านอื่นๆ ด้วย อีกทั้งยังลดความกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา และการสื่อสารของเด็กเล็ก” ผศ. ดร.จุฑามณี กล่าว

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ โครงการวิจัยที่นกฮูกเบบี้แล็บ มธ. ท่าพระจันทร์ มีศักยภาพในการทำวิจัยและพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทยได้อีกหลายมิติ หากแต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องอาสาสมัคร จึงทำให้ไม่สามารถขยับได้อย่างก้าวกระโดด “ผศ. ดร.จุฑามณี” จึงขอเชิญชวนผู้ปกครองสมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก “MARCS CILS NokHook BabyLab นกฮูกเบบี้แล็บ”

สำหรับคุณสมบัติ เป็นเด็กเล็กอายุ 4-10 เดือน และ 16-18 เดือน ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ไม่มีปัญหาด้านการได้ยิน และไม่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งผู้ปกครองจะได้พบปะกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อรับคำแนะนำและองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษา ที่จะนำไปประกอบการออกแบบเพื่อเลี้ยงดูบุตรหลานได้อย่างเหมาะสม

ทั้งหมดนี้ หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กไทย สังคม และอนาคตของประเทศโดยรวม เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อความฝันของเด็กๆ เข้าใกล้เวทีโลกด้วยแรงบันดาลใจจาก 'ฮอนด้าLPGAไทยแลนด์'

เสียงปรบมือดังขึ้นเป็นจังหวะเมื่อช็อตสำคัญตกลงใกล้ธง เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งยืนเรียงกันอยู่ภายในเชือกกั้นสนาม ดวงตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนักกอล์ฟระดับโลกอย่างไม่กะพริบ สำหรับพวกเขา การเดินทางมาชมการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” คือ ผลลัพธ์ของการเริ่มต้นจากกิจกรรม Honda LPGA Thailand Junior Golf Program เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

เด็กไทยจากโครงการโตโยต้าฯ คว้าแชมป์'Cruyff Football Tournament 2025' ที่สเปน

โครงการ Toyota Junior Football Clinic (TJFC) ภายใต้การสนับสนุนของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ และนับเป็นก้าวแห่งประวัติศาสตร์ ของวงการ ฟุตบอลเยาวชนไทย เมื่อทีม TJFC U14 สามารถคว้าแชมป์ Cruyf Football Tournament 2025 มาครอง สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย พร้อมแสดงศักยภาพ โดยการชนะทีมระดับนานาชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 16 ทีม จาก 7 ประเทศ

เด็กไทยเสี่ยงบนโลกออนไลน์ ถึงเวลามีสติรู้เท่าทันยุค AI

ทุกธุรกิจบนโลกใบนี้ล้วนเริ่มจาก “ความกลัว” ของมนุษย์-กลัวมืดจึงมีหลอดไฟ กลัวมองไม่เห็นจึงมีแว่นตา และในยุคที่โลกย้ายมาอยู่ในจอ ความกลัวรูปแบบใหม่ก็ผุดขึ้นเป็นรายวัน ตั

อันตราย! เด็กไทยเผชิญครอบครัวบุหรี่ไฟฟ้า

เด็กไทยเสี่ยงรับสารพิษจากกลิ่นบุหรี่ไฟฟ้าที่ติดเสื้อผ้าพ่อแม่นักสูบ สสส. สานพลัง ธปท. เปิดพื้นที่ ชวนเด็กGen Z เรียนรู้ภัยบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านนิทรรศการคอนเซ็ปต์ใหม่ FAKE OR FRESH? งานวิจัยพบ เด็กที่มีพ่อแม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า มีโอกาส 2 เท่าหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

เด็กไทยป่วยซึมเศร้าทะลุ 2,200 คน ต่อประชากรแสนคน เสี่ยงทำร้ายตัวเอง 17.4% ซ้ำเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพจิต

ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สานพลังภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน จัดกิจกรรม “ดูแลวัยเด็กด้วยศิลปะด้านใน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2568” ภายใต้โครงการโมเดลวิทยากรต้นแบบศิลปะด้านในเชิงลึกเพื่อขยายชุมชนการเรียนรู้และพัฒนาสุขภาวะเด็กก่อนวัยรุ่น เปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน พ่อแม่