'ปกรณ์' ผ่าภารกิจเข้าเป็นสมาชิก OECDกางโรดแมป 2571 รื้ออุปสรรคกฎหมาย ปูทางไทยสู้เวทีโลก

29 พ.ค.2569- ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ระบบการค้าพหุภาคีที่เริ่มสั่นคลอน และเทคโนโลยีที่หมุนเร็วจนกฎหมายตามไม่ทัน ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญในการยกระดับประเทศครั้งใหญ่ที่สุด นั่นคือการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งถูกนิยามว่าเป็น “คลับประเทศพัฒนาแล้ว” ซึ่งภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การพาประเทศไปอยู่ในเวทีโลก แต่คือการรื้อถอน อุปสรรคที่ถ่วงรั้งความสามารถในการแข่งขันของไทยมานานหลายทศวรรษ

“ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายของรัฐบาลคือขุนพลที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” เลือกให้มาคุมทัพขับเคลื่อนภารกิจการปรับปรุงกฎระเบียบ ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคเพื่อให้ไทยก้าวข้ามมาตรฐานสากล ซึ่งล่าสุด “ปกรณ์” ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า พร้อมกับเปิดมุมมองถึงความท้าทายที่ว่าทำไม OECD จึงถือเป็น “หน้าต่างโอกาสบานสุดท้าย” ที่จะเปิดทางการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในเวทีโลก และกางแผนปฏิบัติการที่เข้มข้นนับจากนี้ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายใหญ่ของรัฐบาลไทยคือพาประเทศเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571

กฎหมายต้องเปลี่ยนเมื่อโลกเปลี่ยน

ปกรณ์ อธิบายภาพสถานการณ์โลกผ่านสิ่งท่ีเขาเรียกว่า “วิชากฤษฎีกา 101”  องค์ความรู้ที่เขาคิดขึ้นและใช้บรรยายให้ความรู้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้เป็นนักกฎหมายที่ไม่หยุดอยู่กับที่แต่ก้าวทันโลก เขากล่าวว่า โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนไปจากยุคสงครามเย็นที่เน้นการ “ควบคุม”  ที่ต่างฝ่ายต่างกลัวเทคโนโลยีจะตกไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้าม จนมาสู่ยุคโลกาภิวัตน์ในปี 1990 ที่การค้าเริ่มเสรีขึ้น ทำให้นักกฎหมายจะต้องไม่หยุดอยู่กับที่ แต่ต้องรู้ว่า ณ ขณะนี้อะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

เขาสะท้อนว่า ปัจจุบันกฎหมายไทยยังติดอยู่ในระบบการควบคุมแบบต้อง “ขอก่อน” หรือ Pre-audit ซึ่งเป็นวิธีคิดตั้งแต่ยุคปี 1939 ในขณะที่มาตรฐานโลกอย่าง OECD เปลี่ยนไปใช้ระบบตรวจสอบภายหลัง หรือ Post-audit และเน้นคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน (Better Life) กันหมดแล้ว ซึ่งปัญหาที่ทำให้ไทยไปไม่ถึง OECD สักที คือเราขาดความสามารถในการแข่งขันจากระบบกฎหมายที่สร้างภาระเกินความจำเป็น  โดยระบบเดิมต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมาก และเกิดการใช้ดุลพินิจมหาศาล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

“ถ้าเราไม่เปลี่ยนกฎหมายซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้ เราจะไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้เลย และเราจะลำบากมากเมื่อเจอแรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตสิ่งแวดล้อม” ปกรณ์ กล่าว

OECD : หน้าต่างโอกาสบานสุดท้าย

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ย้ำว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD คือ “หน้าต่างโอกาสบานสุดท้าย” หรือ Windows of Opportunity  ของประเทศไทย เพราะ OECD คือฟอรัมที่คุยเรื่องการทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟูโดยลดอุปสรรคทางกฎหมาย หากไทยได้มาตรฐาน OECD เราจะสามารถค้าขายและลงทุนกับประเทศสมาชิกกว่า 30 ประเทศได้โดยไม่ต้องเสียเวลาทำความตกลงทวิภาคีเป็นรายประเทศ เพราะเรามีมาตรฐานเดียวกัน

“เราต้องการเข้าไปอยู่ใน Good Boy Club เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่จริงๆ แล้วเวลาพูดถึง OECD ให้มองที่คำว่า Better Life หรือชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่า มาตรฐานของ OECD จะบีบให้ช่องว่างความไม่เท่าเทียมลดลง ผ่านการออกกฎหมายที่โปร่งใสและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง

ปฏิบัติการ “TH2OECD” เมื่อ AI เป็นพี่เลี้ยงปฏิรูปกฎหมาย

ความยากที่สุดของการเข้าสมาชิก OECD คือการต้องตรวจสอบกฎหมายไทยว่าสอดคล้องกับตราสารมาตรฐานของ OECD (Instruments) กว่า 260 ฉบับหรือไม่

ปกรณ์ ระบุว่า  ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติกว่า 900 ฉบับ และกฎหมายลำดับรองกว่า 7,000 ฉบับ ที่เมื่อรวมกระบวนงานแล้วรวมได้กว่า 21,000 กระบวนงาน ซึ่งหากใช้คนทำจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดและล่าช้า ซึ่งการดำเนินการเรื่องนี้กฤษฎีกาจึงร่วมมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีและ Microsoft พัฒนาระบบ “TH2OECD” โดยใช้ Agentic AI และ Graph RAG มาช่วยประมวลผล ระบบนี้ทำหน้าที่แปลกฎหมายไทยเป็นภาษาอังกฤษและแมตช์กับตราสาร OECD เพื่อวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) และให้ข้อแนะนำในการปิดช่องว่างนั้น

 “เรารื้อฐานข้อมูลใหม่หมด จากไฟล์ PDF ให้เป็น Machine Readable Format เพื่อให้ AI อ่านได้ แต่แม้ AI จะฉลาดขึ้นมากแค่ไหนแต่เราก็ยังต้องมีเจ้าหน้าที่กฤษฎีกาตรวจสอบในขั้นตอนสุดท้าย หรือเรียกว่า Human in the loop เพื่อความแม่นยำสูงสุด” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว 

โรดแมป 2571: ภารกิจท้าทายสู่สมาชิก OECD  

เมื่อถามถึงกรอบเวลา “ปกรณ์”  ได้กางให้เห็นโรดแมปที่ชัดและท้าทายว่าเป้าหมายของ “รัฐบาลอนุทิน” คือการเข้าพาประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกให้ได้ภายในปี 2571

โดยการขับเคลื่อนด้านกฎหมายได้เดินหน้าไปได้มากแล้ว ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการกำกับดูแล หรือ Regulatory Policy Committee – RPC  ของ OECD ได้ส่งทีมมาประเมินด้านกฎหมายของไทยเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถ้ากฎหมายผ่านการประเมินในปีนี้ จะถือเป็นบันไดขั้นสำคัญ ซึ่งกฤษฎีกาและหน่วยงานที่ได้ช่วยกันปรับปรุงเรื่องกฎหมาย จะสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้หน่วยงานอื่นได้ เพราะเรื่องกฎหมายยากที่สุดแล้ว

ปกรณ์ กล่าวว่า  เมื่อมิติด้านกฎหมายมีความชัดเจนแล้ว ในปี 2570 จะเป็นปีที่ทุกหน่วยงานที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านสังคม หรือสิ่งแวดล้อม จะต้องลุยงานเข้าสู่ OECD อย่างเข้มข้นที่สุด โดยมีกฤษฎีกาคอยประคับประคองเป็นพี่เลี้ยงให้ ซึ่งถือเป็นงานที่หนักมาก โดยเฉพาะงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานของ OECD มีข้อเรียกร้อง หรือ Requirements สูงกว่าด้านเศรษฐกิจอยู่มาก

“มันท้าทายมาก เจ้าหน้าที่ OECD ยังถามเลยว่าจะไหวไหม แต่ผมบอกว่าไม่ไหวก็ต้องไหว” ปกรณ์ กล่าว

รื้อระบบใบอนุญาตสู่ Super License สร้างความเชื่อมั่นรัฐ

อีกส่วนสำคัญที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ทันที คือการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองผ่านแนวคิด “Super License” หรือใบอนุญาตพวง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องขอใบอนุญาตแยกกันหลายสิบใบ แต่ให้ขอที่เดียวและตรวจสอบภายหลัง ซึ่ง พ.ร.บ.การอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ฉบับใหม่ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการเพื่อประกาศใช้บังคับ จะเข้ามาบทบาทในการผลักดันให้เรื่องนี้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น 

ขณะที่การทำงานกับเอกชนก็เป็นเรื่องสำคัญ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีนัดหมายกับทีมกฎหมายของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ  กกร. เพื่อส่ง “การบ้าน” รายชื่อกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายภายในวันที่ 10 มิ.ย. นี้ เพื่อจะนำข้อมูลจริงจากภาคเอกชนมาเสนอ ครม. ให้สั่งการแก้ไขกฎหมายลำดับรองโดยไม่ต้องรอหน่วยงานเจ้าของกฎหมาย

ทั้งนี้ จะดำเนินการแก้ไขกฎหมายลำดับรองจากสำนักงานรองนายกรัฐมนตรีขึ้นไป ไม่ต้องรอหน่วยงานแล้ว เพื่อรวดเร็วและตรงกับสิ่งที่เป็นอุปสรรคของเอกชน แต่เมื่อผ่าน ครม. แล้วก็ต้องนำไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามขั้นตอนว่าเขาเห็นด้วยกับแบบที่เอกชนคิดหรือเปล่า ถ้าเห็นด้วยก็ดำเนินการแก้ไขให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย  และย้ำว่าทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ใช้ระบบดิจิทัลมากที่สุด เพื่อลดการใช้ดุลพินิจ การทุจริต และจะเป็นวิธีที่สร้างความเชื่อมั่นให้รัฐมากที่สุด

 “การเข้าสู่ OECD ไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ประเทศชาติ หากภารกิจรื้อโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายครั้งนี้สำเร็จ ไม่เพียงแต่ไทยจะได้เป็นสมาชิกกลุ่มระดับโลก แต่คนไทยจะได้รับกฎหมายที่เอื้อต่อการทำมาหากิน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่หยุดนิ่ง” ปกรณ์ กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กางโรดแมป 'ปฏิรูปกฎหมายไทย' ปักหมุดปี 71 สมาชิก OECD

'ปกรณ์' กางโรดแมป ปฎิรูปกฎหมายไทย ปักหมุดปี 2571 เป็นสมาชิก OECD พัฒนาระบบ 'TH2OECD' ใช้ AI ช่วย เดินหน้าซุปเปอร์ไลเซนส์เอื้อภาคธุรกิจ ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน สร้างเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก

รัฐบาลลุยรื้อ 'กม.เศรษฐกิจ' 7 พันฉบับ ดึงเอกชนร่วมชี้เป้า

รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเสนอรัฐต้น มิ.ย. ลุยทบทวนกฎกระทรวง 7,000 ฉบับ ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนต่อยอด BOI Fast Pass ดันลงทุนไตรมาสแรงโต 18%

'มือกฎหมายรัฐบาล' มองโผ 10 หน่วยงานรัฐ เรียกรับสินบน เป็นผลวิจัย ไม่ใช่ปัญหา ต้องตรวจสอบจริงหรือไม่

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลการหารือร่วมกับคณะทำงาน Zero corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ว่า ข้อเสนอของ กกร. ตรงกับนโยบายของรัฐบาล ในการปราบปรามทุจริต