“จตุพร พรหมพันธุ์” วิเคราะห์สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มอง “ชัชชาติ” ยังนำห่างจากกระแสนิยมส่วนตัวและภาพผู้สมัครอิสระที่ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ ชี้ผู้ท้าชิงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีอะไรเหนือกว่า พร้อมหาจุดอ่อนคู่แข่งให้เจอ หากหาไม่พบยากจะพลิกเกมเลือกตั้ง 28 มิ.ย. นี้
2 มิถุนายน 2569 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า ยังไม่มีผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่า กทม.คนใดมีความนิยมชนิดเบียดสูสีกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งลงสมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง และยังสอดรับกับอารมณ์คน กทม.นิยมเลือกตัวบุคคลมากกว่าพรรคการเมือง
อีกทั้งกล่าวว่า โพลเลือกตั้งผู้ กทม.ล่าสุดระบุผู้สมัครอิสระได้รับความนิยมเหนือกว่าผู้สมัครสังกัดพรรคการเมือง สิ่งที่น่าสนใจคือ ประชาชนยังนิยมเลือกผู้ว่า กทม.กับ ส.ก.แตกต่างกัน และผลโพลยังชี้วัดถึงการเมืองภาพใหญ่ในความนิยมระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน โดยบ่งชี้ถึงความนิยมบุคคลมากกว่าระดับพรรคการเมือง ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งทำผลงานให้เด่นขึ้น ส่วนฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้นและควรลดประเด็นปัญหากระทบสถาบันนอกการเมือง
ในสนามเลือกตั้งผู้ว่า กทม. มีพรรคการเมืองส่ง 3 พรรคประกอบด้วยพรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ และพรรคเศรษฐกิจ โดยพรรคแกนนำสำคัญของรัฐบาลไม่ส่ง ส่วนที่เหลือเป็นผู้สมัครอิสระ ที่โดดเด่นที่สุดคือนายชัชชาติ อดีตผู้ว่า กทม. ซึ่งลงสมัครต่อเนื่องเป็นวาระสอง
ส่วนผู้สมัครอิสระน่าจับตา คือ ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ หม่อมกร อย่างไรก็ตาม การแข่งขันและหาเสียงเพิ่งเริ่มขึ้น โดยการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. นี้ แต่ขณะนี้ผลโพลของนายชัชชาติ ได้รับความนิยมลอยลิ่วนำคนอื่นๆ มาแต่ไกลๆ
"ที่น่าสนใจคือ คน กทม.แยกการตัดสินใจ ในสนามเลือก สส.เลือกพรรคประชาชน ซึ่งแตกต่างจากการเลือกผู้ว่า กทม.ที่นิยมอิสระมากกว่าสังกัดพรรค และการรณรงค์หาเสียงขณะนี้ยังไม่เห็นจุดเปลี่ยนให้คนเต็งอย่างชัชชาติ เกิดเพลี่ยงพล้ำ”
นอกจากนี้ การเลือก ส.ก.นั้น จากผลโพลระบุว่า คน กทม.เลือกผู้สมัครอิสระมากกว่าสังกัดพรรค ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ผู้สมัครจากพรรคจะเบียดดึงความนิยมจากผู้สมัครอิสระอย่างไร ขณะเดียวกันผู้สมัครอิสระจะทำตัวเองให้น่าจับตากันอย่างไร
นายจตุพร กล่าวว่า คน กทม.ต้องการถ่วงดุลพรรคการเมืองแต่ละฝ่าย และต้องการผู้ว่า กทม.ที่เป็นอิสระ แต่ผลโพลกว่า 10 % ยังนิยมผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคหนุนหลังอยู่เช่นกัน เสียงในส่วนนี้จึงน่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม อารมณ์การเมืองของคน กทม. ดูเหมือนเน้นไปที่ผู้สมัครอิสระทั้งผู้สมัครผู้ว่าและ ส.ก. ดังนั้น เสียง ส.ก.จึงอยู่ในระดับต้องแย่งชิงกันมากที่สุด เพราะการแข่งขันวัดกันที่ตัวบุคคลผสมกับกระแสการเมืองระดับชาติมาเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้บุคลิกตัวตนของนายชัชชาติ ยังหาโรคมาแทรกชนิดมีโอกาสเหยียบเปลือกกล้วยลื่นล้มได้ยากมาก เพราะภาพปรากฎเป็นคนนอบน้อม ถ่อมตน ไม่โอเวอร์ และถ้ายังไม่ถึงวันเลือกตั้งก็คิดเสมอว่าต้องแพ้เช่นกัน บุคลิกภาพแบบนี้ถ้าเป็นภาษามวยบอกว่าต่อยยากมากที่สุด
"สิ่งสำคัญ คน กทม.เชื่อว่า นายชัชชาติ เป็นผู้สมัครที่ทำงานดีอย่างไร ส่วนผู้แข่งขันท้าชิงต้องอธิบายให้ได้ว่า ตัวเองมีดีอะไรที่เหนือกว่าชัชชาติ และต้องชี้ข้อด้อยของชัชชาติให้ได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นความแตกต่างที่จะมาเป็นจุดเปลี่ยนได้"
นายจตุพร เชื่อว่า จุดชี้ขาดผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่เป็นกระแสการเมืองและความเชื่อในตัวบุคคล ในอดีตการแข่งขันระหว่างนายชนะ รุ่งแสง จากพรรคประชาธิปัตย์ กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งบุคลิกตัวตนมีความแตกต่างกันมาก แต่กระแสสินค้าห้างกับสินค้าแบ่กับดินเป็นจุดเปลี่ยนจากเสียงสูสีกันมาทำให้นายชนะ ต้องแพ้ไป
อีกอย่างการสร้างกระแสมาเป็นจุดเปลี่ยนให้ชนะเลือกตั้งผู้ว่า กทม. โดยกรณีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กับปวีณา หงสกุล ซึ่งมีผลงานมากมาย แต่นายอภิรักษ์ อธิบายปัญหา กทม.ได้กระชับ ง่ายๆ ชัดเจนกว่า จึงเป็นจุดพลิกให้ชนะ รวมถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ชนะแข่งขันเหนือกว่า พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เพราะการปั้นกระแสของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เช่นกัน
"การเมืองเป็นเรื่องการออกแบบ เมื่อสมัครแล้วเหลือคู่แข่งกัน 2 คนมีเสียงคู่คี่ สูสี เบียดกันไปมา แต่การเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ครั้งที่แล้ว กับครั้งนี้ยังไม่เห็นการแข่งขันที่มีเสียงนิยมเบียดกันคู่คี่เลย”
อย่างไรก็ตาม แม้กระแสการเมืองเริ่มก่อขึ้นมาแล้วในกรณีรูปภาพองคมนตรีสังเกตการประชุม มาถึงระบอบสีน้ำเงินที่ถูกอธิบายไปเกินกว่าพรรคภูมิใจไทย และจะลุกลามถึงคดีวัคซีนของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่ทั้งหมดยังไม่เป็นกระแสที่จะลากดึงมาสู่การเลือกตั้ง กทม. เพราะคู่แข่งไม่ใช่พรรคการเมือง ซึ่งนายชัชชาติ สมัครอิสระ ดังนั้น โอกาสหากระแสใหม่ย่อมมีความเป็นไปได้
อีกทั้งกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ เคยชนะเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ถึง 5 ครั้งตั้งแต่สมัยนายธรรมมูญ เทียนเงิน มาถึงนายอภิรักษ์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ คนละ 2 ครั้ง ขณะที่พรรคเพื่อไทย หรือไทยรักไทย ยังไม่เคยชนะ
นายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้อารมณ์คน กทม.รักอิสระ ไม่เอาผู้สมัครพรรคการเมือง ดังนั้น ตัวผู้สมัครจากพรรคการเมืองต้องมีความเข้มข้น มีบุคลิกโดดเด่น มีความแหลมคมเนื้อหาสาระที่แตกต่างมาเป็นจุดเปลี่ยนเพื่อท้าชิงกับชัชชาติ
“ผู้ท้าชิงต้องคิดว่า ชัชชาติมีจุดบกพร่องตรงไหน ต้องหาให้ได้จึงมากำหนดจุดเปลี่ยนกับคนของตัวเอง ถ้ายังหาเสียงกันแบบนี้อยู่ ยังไกลจากชัชชาติ ที่ลงอิสระ เป็นคนไม่มีฝ่าย ไม่มีแยกข้าง และที่สำคัญไม่ส่ง ส.ก.ด้วย โดยเน้นทำงานกับทุกฝ่ายได้"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์' ขีดเส้น 1 เดือน จัดระเบียบมีมาตรฐานขั้นต่ำคุมเข้ม
'เอกนิติ' ขีดเส้น 1 เดือน จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ตั้งมาตรฐานขั้นต่ำคุมไฟฟ้า-น้ำ-ผังเมือง-สิ่งแวดล้อม เปิดรับลงทุน ยันประชาชนไม่กังวลผลกระทบ
'ชัชชาติ' แจง กมธ.งบฯ ยืนยันไม่ซื้อคืนรถไฟฟ้าสายสีเขียว หลังพรรคส้มดักคออุ้มเอกชน
กมธ.งบ 70 จากปชน. ดักคอ กทม.ซื้อคืนรถไฟฟ้าสายเขียว อย่าเอื้อนายทุน ด้าน “ชัชชาติ” ปัดไม่มีซื้อคืนสายสีเขียว ยันแม้ซื้อคืนก็ไม่เกี่ยวล้างคดีในป.ป.ช.
'จตุพร' ทวงสัญญา กกต. ครึ่งเดือนแล้ว! จี้ชี้ขาดคดีฮั้ว สว. อย่ายื้อจนสิ้นศรัทธา
"จตุพร" ทวงคำมั่น กกต. ประกาศชี้ขาดคดีฮั้ว สว.ภายในเดือน ส.ค. ผ่านมาครึ่งเดือนยังไร้วี่แวว ฟาดยื้อกว่า 2 ปีจนสังคม
'จตุพร' ถอดบทเรียนเหตุสลดยิงในโรงเรียน ห่วงปืน-ปัญหาเด็ก แนะ ศธ.เร่งอุดช่องโหว่
“จตุพร” ชี้เหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นบทเรียนใหญ่ที่สังคมต้องร่วมรับผิดชอบ มองปัญหาปืนและสภาพจิตใจต้องได้รับการดูแลจริงจัง เสนอรัฐเปิดทางนำปืนเถื่อนมามอบ พร้อมแนะ ศธ.จัดครูจิตวิทยาในโรงเรียน รับฟังปัญหา-สกัดความรุนแรงก่อนสายเกินไป
'จตุพร' วิจารณ์เกม 'ยิ่งชีพ' เปิดชื่อ 9 นักการเมือง โยงฮั้ว สว. เสี่ยงเข้าคิลลิ่งโซน
“จตุพร” ประเมินการเปิดรายชื่อ 9 นักการเมืองภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาพัวพันฮั้ว สว. เป็นเกมเสี่ยง ชี้หากเดินเกมต่ออาจเข้าทางฝ่ายถูกกล่าว
'จตุพร' จี้ล้างโกง รื้อระบบราชการ เปิดทางลงทุนต่างชาติ
“จตุพร” เสนอปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ หลังปมทุจริตสอบท้องถิ่นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง แนะรัฐไม่ควรเน้นเพิ่มจำนวนข้าราชการ แต่คัดคนคุณภาพ ใช้เทคโนโลยี AI

