สงครามตำราบนหอคอยงาช้าง 'ศิษย์มาร์กซ์' ซัดกันเองในสมรภูมิการเมืองไทย

หาก “คาร์ล มาร์กซ์” ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในภูมิทัศน์การเมืองไทยร่วมสมัย เขาอาจต้องขยี้ตาตัวเองหลายครั้งด้วยความฉงน เพราะสิ่งที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ในเวลานี้ ไม่ใช่การรวมตัวของชนชั้นกรรมาชีพเพื่อปฏิวัติโครงสร้างส่วนบนแต่อย่างใด

มันกลับเป็นศึกวิวาทะและการสาดโคลนทางทฤษฎี ระหว่างบรรดาผู้ที่ถูกมองว่าเป็นผู้นำทางความคิดของ “พรรคประชาชน” หรือ “พรรคส้ม” ด้วยกันเอง ปรากฏการณ์ “ซ้ายซัดซ้าย” ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่สะท้อนความร้าวฉานในค่ายความคิดเดียวกันอย่างรุนแรง เปลือยให้เห็นถึงวิกฤตอัตลักษณ์ และความลักลั่นย้อนแย้งของขบวนการก้าวหน้าไทยในปัจจุบันอย่างล่อนจ้อน

ชนวนเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ได้เริ่มจากหน้าตำรา เริ่มจากเกมการเมืองภาคปฏิบัติในสมรภูมิเมืองหลวง เมื่อค่ายสีส้มตัดสินใจเปิดตัว “ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนผู้มีอิทธิพลทางความคิดต่อสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

ความสัมพันธ์ระหว่างสุรพลกับค่ายสีส้มไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ ย้อนกลับไปในห้วงเวลาของคดีความทางการเมือง เขาคือหนึ่งในพยานผู้เชี่ยวชาญปากเอกที่ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเบิกความในข้อกฎหมายคดียุบพรรคก้าวไกล จนกระทั่งเข้าสู่สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เดิมทีสุรพลถูกทาบทามอย่างหนักให้เป็นตัวจริงลงชิงเก้าอี้เสาชิงช้า ทว่าเขารับบทบาท “ประธานที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ให้กับพรรคในท้ายที่สุด

เป้าหมายสูงสุดของค่ายสีส้มคือการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวที่มีเสถียรภาพ การดึงผู้ใหญ่ระดับบิ๊กในโครงสร้างเดิมมาจึงเป็นการเดินเกมเพื่อ “ขยายแนวร่วม” ทางชนชั้น หวังทลายเพดานและลบภาพจำแบบเก่า เพื่อเจาะเข้าไปในกลุ่มข้าราชการ เทคโนแครต และชนชั้นกลางระดับบนที่เคยหวาดระแวงพรรคส้มมาโดยตลอด

หากจะสืบค้นร่องรอยทางความคิดที่มาที่ไปของยุทธศาสตร์นี้ จะพบว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอย ๆ หรือปุบปับแต่อย่างใด มันเชื่อมโยงโดยตรงกับวิสัยทัศน์ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการนี้เคียงบ่าเคียงไหล่มากับปิยบุตร

โดย “ธนาธร” เคยส่งสัญญาณสำคัญผ่านการสัมภาษณ์ถึงแนวคิดการจัดระเบียบอำนาจใหม่ ที่เรียกว่า “การประนีประนอมใหญ่” (Grand Compromise) เขาอธิบายแนวคิดนี้จากมุมมองที่ว่า ทุกฝ่ายในสังคมไทยต่างเหนื่อยล้าและอ่อนแสงลงจากการต่อสู้ห้ำหั่นทางการเมืองที่ยาวนานกว่ายี่สิบปี ในเมื่อทุกฝ่ายต่างบอบช้ำ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดข้อตกลงร่วมกันเพื่อจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจกันใหม่ภายใต้กติกาที่ยอมรับร่วมกันได้

สาระสำคัญของแนวคิดจากธนาธรข้อนี้เอง คือพิมพ์เขียวและคำอธิบายขั้นพื้นฐานว่าทำไมพรรคประชาชนจึงเปิดประตูต้อนรับ “สุรพล” การดึงนักกฎหมายมหาชนระดับนำของปีกอนุรักษนิยมมาร่วมวง คือภาคปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของการเดินหน้ายุทธศาสตร์นี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่กติกาใหม่ที่ทุกฝ่ายยอมรับ

การเดินหมากตามรอยคำพูดของธนาธรเพื่อหวังผลการเลือกตั้งในวันข้างหน้า สร้างความไม่พอใจให้แก่บรรดากองเชียร์สายมาร์กซิสต์สุดโต่ง กลุ่มนักคิดสายวิพากษ์และมวลชนปีกซ้ายมองว่า การขยับแบบนี้คือการถอยร่นทางอุดมการณ์ที่น่ากังขา โดยเฉพาะเมื่อดูจากปูมหลังอันเข้มข้นของตัวสุรพลเอง

ในหน้าประวัติศาสตร์ “สุรพล” ถูกจดจำในฐานะอดีตคณบดีนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และนักกฎหมายชื่อดังที่ถูกตั้งแง่และโจมตีมาตลอดว่าเป็นแนวร่วมสำคัญของม็อบนกหวีด หรือกลุ่ม “กปปส.” โดยเฉพาะการเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมผลักดันและเสนอตรรกะทางกฎหมายเรื่อง “นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7” ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเมืองในอดีต บทบาทเหล่านี้ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นมันสมองที่เคยรองรับกลไกแแช่แข็งประชาธิปไตยมาก่อน

เมื่อพรรคฝั่งก้าวหน้าที่ชูธงวิพากษ์มรดกของการรัฐประหาร กลับดึงตัวนักกฎหมายขั้วตรงข้ามมาร่วมทัพ จึงกลายเป็นจุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีทันที และเมื่อกระแสวิจารณ์เรื่อง “สุรพล” เริ่มขยายวง “ปิยบุตร แสงกนกกุล” จึงออกโรงกางตำราเขียนบทความวิเคราะห์เพื่ออธิบายยุทธวิธีของพรรคผ่านหน้าเพจส่วนตัว

ปิยบุตรจงใจเลือกหยิบยกสรรนิพนธ์ของ “เหมา เจ๋อตง” หัวข้อ “ว่าด้วยแนวร่วมประชาชาติ” จากรายงานประวัติศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 1935 มาเป็นแว่นตาอธิบายว่า ในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องการรบชนะจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น ประธานเหมาตัดสินใจจับมือกับคู่แค้นอย่างพรรคก๊กมินตั๋ง รวมถึงผนึกกำลังกับทุนชาติและกระฎุมพีบางกลุ่ม เพราะตระหนักดีว่ากำลังของพรรคในเวลานั้นยังไม่เพียงพอ

เป้าหมายของการดึงแนวร่วมขั้วตรงข้ามเข้ามาในมุมมองของปิยบุตร คือยุทธวิธีเพื่อยกระดับและเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คนเหล่านั้นให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับพรรค เพื่อยึดหัวหาดในการเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ การขยับหมากของปิยบุตรครั้งนี้จึงเป็นการชูธงนำยุทธวิธีของ “เหมา” มาคัดค้าน “ลัทธิปิดประตู” ของปีกซ้ายสายคัมภีร์เคร่งตำราในไทย

ทว่า การพยายามจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่เช่นนี้ กลับถูกกระตุกแรง ๆ จากนักวิชาการร่วมสายธารความคิดก้าวหน้าด้วยกันเอง เมื่อ “รศ.ดร.เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ” นักวิชาการสายมาร์กซิสต์ ออกมาโพสต์ตอกกลับทันควันว่า การเมืองไทยไม่ใช่สนามที่ใครจะหยิบฉวยทฤษฎีมาบิดใช้ตามใจชอบ ความแหลมคมของวิวาทะครั้งนี้ จึงอยู่ที่มุมมองการตีความทฤษฎีและการประยุกต์ใช้เพื่อมองโลกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมื่อนักคิดร่วมค่ายกางตำราซัดกันด้วยประเด็นอุดมการณ์ มันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมจะต้องหันกลับไปตรวจสอบรากเหง้าต้นธารความคิดนี้ให้แน่ชัดว่า ในโลกของปรัชญาการเมืองนั้น สิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ปีกซ้ายมีเส้นแบ่งความบริสุทธิ์และขอบเขตของการประนีประนอมเอาไว้ตรงไหนกันแน่

ความจริงแล้ว เส้นแบ่งระหว่าง “ซ้าย” และ “ขวา” ไม่ใช่ศัพท์ลึกลับ แต่เป็นแผนผังที่นั่งจริงในสภาฐานันดรระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1789 โดยกลุ่มที่นั่งฝั่ง “ขวา” ของประธานสภา คือปีกอนุรักษนิยม ที่ต้องการรักษาระเบียบและโครงสร้างเดิมเอาไว้ แต่พร้อมปรับเปลี่ยนกลไกให้สอดรับกับอนาคต ขณะที่กลุ่มที่นั่งฝั่ง “ซ้าย” คือปีกหัวก้าวหน้า ที่มุ่งทลายโครงสร้างส่วนบนเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางชนชั้นอย่างรวดเร็ว

นิยามที่ยึดโยงกับที่นั่งในสภาฝรั่งเศสนี้ เกิดขึ้นก่อนที่ “คาร์ล มาร์กซ์” จะวางรากฐานทฤษฎีระบบคิดให้กลายเป็น “วิทยาศาสตร์สังคม” ในอีกครึ่งศตวรรษต่อมาเสียด้วยซ้ำ

ทว่าเมื่อมาร์กซ์เข้ามาจัดระเบียบความคิดให้ฝั่งซ้าย สิ่งที่เขาเน้นย้ำเพิ่มคือการวิเคราะห์โลกผ่านพลังการผลิต และเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของ “ชนชั้นกรรมาชีพ” ที่ต้องไม่ประนีประนอมกับกลุ่มศักดินาหรือนายทุนผู้กดขี่อย่างเด็ดขาด

การปะทะกันในปัจจุบันจึงเกิดจากการที่ นักคิดปีกซ้ายสายตำราในไทย มักหยิบยกเอาความบริสุทธิ์ทางทฤษฎียุคหลังมาร์กซ์มาเป็นไม้บรรทัดตัดสินทุกสิ่ง จนกลายเป็นความระแวดระวังที่มากเกินไปและรับไม่ได้กับการดึงตัวแทนจากระบอบเดิมเข้ามาผสมโรงในขบวนการ ทั้งที่ในความเป็นจริงของหน้าประวัติศาสตร์ ตรรกะในตำราถูกพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจำเป็นต้องได้รับการปรับเปลี่ยนเมื่อเข้าสู่ภาคปฏิบัติการจริง

นั่นคือเหตุผลที่ปิยบุตรโควตข้อความของ “เหมา เจ๋อตง” ชิ้นประวัติศาสตร์ขึ้นมาสั่งสอน โดยชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ “แนวร่วมประชาชาติ” เกิดขึ้นมาเพื่อคัดค้านพวกลัทธิปิดประตูที่วัน ๆ เอาแต่ท่องคัมภีร์ว่าชนชั้นนายทุนชาติเป็นปฏิกิริยาชั่วกัปชั่วกัลป์ ปัญญาชนมีลักษณะปฏิวัติแค่สามวัน หรือมองว่าแนวร่วมคือลัทธิฉวยโอกาส ตรรกะแช่แข็งเหล่านี้ต่างหากที่เหมาด่าว่าเป็น “โรคไร้เดียงสา” ของเด็กสามขวบที่ไม่เข้าใจการบริหารบ้านเมือง และเป็นต้นเหตุที่ทำให้กองทัพแดงเคยเพลี่ยงพล้ำอย่างหนักในอดีต

ความยืดหยุ่นทางตรรกะในโลกปีกซ้ายสายปฏิบัติการไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น หากไล่เรียงต่อมาจาก “เหมา” ถึง “เติ้ง เสี่ยวผิง” บุรุษผู้เคยร่วมเป็นร่วมตายและร่วมเดินทัพทางไกลในการปฏิวัติมาด้วยกัน ในฐานะนักปฏิบัติที่ผ่านสมรภูมิเลือดและร่วมสถาปนาประเทศจีน ทั้งคู่ย่อมรู้ดีว่าทฤษฎีที่กินไม่ได้ย่อมไร้ความหมาย

เมื่อ “เติ้ง” ขึ้นมานำประเทศหลังยุคปฏิวัติวัฒนธรรมอันบอบช้ำ เขาจึงพัฒนาตรรกะเชิงปฏิบัติการก้าวไปอีกขั้นด้วยวาทะบันลือโลก “แมวจะสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ” ซึ่งเป็นหลักการที่เติ้งใช้ประกาศว่า อุดมการณ์สายตำราต้องยอมถอยหลีกให้แก่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและความอยู่รอดของประชาชน

การมัวแต่รักษาความบริสุทธิ์ทางทฤษฎีแล้วปล่อยให้ประเทศล้มเหลว ก็ไม่ต่างจากลัทธิปิดประตูที่ “เหมา” เคยวิตก และ “มาร์กซ์” เองก็คงไม่ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น สายธารตรรกะจากปีกซ้ายดั้งเดิม สู่ “มาร์กซ์” ที่วางระบบความคิด สู่ “เหมา” ที่ใช้ยุทธศาสตร์แนวร่วมประชาชาติจัดลำดับศัตรู และมาจบที่ “เติ้ง” ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ จึงเป็นคำอธิบายที่ทรงพลังในโลกของนักปฏิบัติ และกลายเป็นฐานคิดที่รองรับหมากเกมนี้ของพรรคส้มได้อย่างลงตัว

การที่ “ปิยบุตร” ออกมาอ้างอิงยุทธวิธีแนวร่วม จึงเป็นการถอดรหัสจากฐานคิดแบบนักปฏิบัติการการเมืองที่มองจากหน้าตักในสมรภูมิจริง ต้องไม่ลืมว่าปิยบุตรไม่ได้นั่งอ่านตำราอยู่ในห้องแอร์เฉย ๆ แต่เขาคือคนที่กระโดดลงสนามจริง เจ็บจริง ร่วมหัวจมท้ายสร้างพรรคมากับธนาธรตั้งแต่ยุค “พรรคอนาคตใหม่” ที่ถูกยุบเลิกไปตามกระบวนการกฎหมาย

ต่อสู้ผ่านความล้มลุกคลุกคลานจนมาเป็น “พรรคก้าวไกล” ก็ต้องเผชิญกับคำวินิจฉัยยุบพรรคซ้ำสอง จนกระทั่งส่งไม้ต่อมาถึง “พรรคประชาชน” ในปัจจุบัน แกนนำเหล่านี้ผ่านสมรภูมิการเมืองและคดีความสารพัดจนสะบักสะบอม พวกเขาเห็นมาหมดแล้วว่าโลกแห่งความจริงมันโหดร้ายและเปื้อนโคลนขนาดไหน ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของตำราไม่เคยใช้ปกป้องขบวนการได้ในการต่อสู้จริง

ในทางตรงกันข้าม การออกมาขัดขวางของ “เก่งกิจ” และกลุ่มนักวิชาการสายมาร์กซิสต์ จึงเป็นเพียงการกอดคัมภีร์แน่นบนหอคอยงาช้าง และผลิตคำถามแบบทฤษฎีจ๋าที่ตัดขาดจากความจริงอย่างสิ้นเชิง การพยายามโยงบริบท “แนวร่วมประชาชาติ” ของเหมาที่เกิดในสงครามจีน-ญี่ปุ่น มาเปรียบเทียบกับสนามเลือกตั้งปกติ เพื่อชี้หน้าว่าพรรคประชาชนกำลังลดเพดานอุดมการณ์ จึงเป็นตรรกะที่คับแคบและไร้เดียงสาทางการเมือง

สิ่งที่นักคิดห้องแอร์เหล่านี้กำลังทำ ก็ไม่ต่างจากนโยบาย “ไล่นกกระจอกเข้าป่า ไล่ปลาไปสู่น้ำลึก” ตามที่เหมาเจ๋อตงเคยเตือนไว้ นั่นคือการผลักเอาพลังมวลชนเรือนแสนเรือนล้านและพันธมิตรที่สามารถช่วงชิงมาได้ ให้กระเด็นไปอยู่ฝั่งศัตรูทั้งหมด เพียงเพราะต้องการรักษาความบริสุทธิ์แบบดันทุรัง ขบวนการเมืองที่มุ่งมั่นจะเป็นรัฐบาล ไม่ใช่ชมรมศึกษาทฤษฎีที่จะต้องรักษาความสะอาดจนจับต้องไม่ได้ การปฏิเสธพันธมิตรใหม่มีแต่จะทำให้ขบวนการลีบเล็กและโดดเดี่ยวในที่สุด

ศึกวิวาทะครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการแลกเปลี่ยนทางวิชาการที่มีคุณค่าแต่อย่างใด มันเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของแรงฉุดรั้งจากพวกนักทฤษฎีสายบริสุทธิ์ ที่ไม่เคยลงมือทำจริง จ้องจะตัดแข้งตัดขานักปฏิบัติในสนามที่กำลังสู้รบกับความเป็นจริงคดเคี้ยวของการเมืองไทย

หากปีกซ้ายสายตำรายังไม่เลิกเอาไม้บรรทัดในห้องเรียนมาวัดหน้างานการเมืองจริง ยุทธศาสตร์การขยายแนวร่วมของพรรคประชาชนก็คงต้องเผชิญแรงเสียดทานที่ไร้สาระจากภายในตนเอง ความแข็งทื่อและลัทธิยึดมั่นในคัมภีร์แบบไม่ลืมหูลืมตา ย่อมกลายเป็นยาพิษที่บ่อนทำลายขบวนการให้พังครืนลงมาเอง โดยที่คนนอกขบวนการหรือฝ่ายตรงข้ามไม่ต้องขยับตัวทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

ความคลั่งตำราจนมองไม่เห็นโลกความจริง ย่อมแปรสภาพเป็นหลุมพรางที่ลึกที่สุดซึ่งนักคิดปีกซ้ายเหล่านี้ขุดขึ้นมาเพื่อฝังขบวนการของตนเอง.
.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'แก้วตา ธิษะณา' วิพากษ์มายาคติ 'พรรคประชาชน' ภายใต้ทฤษฎี 'กระฎุมพี' อุปถัมภ์ประชาธิปไตย

น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ทฤษฎีกระฎุมภีอุปถัมภ์ประชาธิปไตย Bourgeois Patronage Theory of Parliamentary Compromiseการโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เพียง “แท็กติกทางรัฐสภา” และไม่ใช่เพียง “การบีบให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย” อย่างที่ถูกอธิบายให้ดูเฉียบแหลมทางยุทธศาสตร์

'พริษฐ์' จี้ภูมิใจไทยอธิบายให้ชัด หลังถอนชื่อร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย ทั้งที่เคยโหวตหนุน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยให้ สส.ถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า ตนทราบจากข่าว เ

'ปธ.โสภณ' ยันรับอยู่แล้ว คำร้องฝ่ายค้านยื่นสอบ ป.ป.ช. ปมศักดิ์สยาม

'โสภณ' ยันรับอยู่แล้ว ปมฝ่ายค้านยื่นร้องสอบ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ คดี 'ศักดิ์สยาม' ขอรอดูเนื้อหาก่อน แจงปมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทุกฝ่ายหันหน้าคุยกัน ชี้ประธานมีหน้าที่บรรจุวาระ

‘ปวิน’ ถือหาง ‘เก่งกิจ’ หยาม ‘ปิยบุตร’ เมาไวน์ราคาถูก ด่ากราดกลางดึก!

“ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” โพสต์ให้กำลังใจ “เก่งกิจ กิติเรียงลาภ” หลังปะทะคารมกับ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ปมวิจารณ์บทบาทนักการเมืองกับการใช้ทฤษฎีทางการเมือง พร้อมเหน็บแรงว่าอีกฝ่าย “ด่ากราดกลางดึก” และ “เมาเพราะกินไวน์ราคาถูก”

เอาแล้ว ‘ปิยบุตร’ สุดทน! สวนเดือดนักวิชาการสายมาร์กซิสต์ ท้าลงสนามจริงสักครั้ง

“ปิยบุตร แสงกนกุล” เดือดหลังถูกพาดพิงปมการเมืองไทยมีคนเจ็บและเสียชีวิต ซัดกลับนักวิชาการสายมาร์กซิสต์ชื่อดัง ขอให้นำทฤษฎีที่เขียนและสอนมาตลอดมาปฏิบัติจริงผ่านการตั้งพรรคและลงสนามการเมือง แทนการวิจารณ์อยู่ภายนอก