สถาบันพระมหากษัตริย์ ช่วยสร้างซอฟต์พาวเวอร์ ทำให้วัฒนธรรมไทยมีสถานะบนเวทีโลก

2 กรกฎาคม 2569 - นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์มีไว้ทำไม?" สถาบันพระมหากษัตริย์ช่วยสร้าง Soft power ในแบบที่ทำให้วัฒนธรรมไทยมีสถานะบนเวทีโลก

การปรากฏของชุดไทย ศิลปะไทย มารยาทไทย และพิธีการไทยในเวทีโลก เป็น soft power แบบใด และต่างจากการประชาสัมพันธ์ทั่วไปอย่างไร?

การปรากฏของชุดไทย ศิลปะไทย มารยาทไทย และพิธีการไทยในเวทีโลก คือ soft power แบบ “เชิงอารยธรรม” ไม่ใช่ soft power แบบโฆษณาสินค้า

ความหมายคือ มันไม่ได้พยายามบอกชาวโลกตรง ๆ ว่า “ไทยดี ไทยสวย ไทยมีวัฒนธรรม” แต่ทำให้ชาวโลก “เห็น” และ “รู้สึก” ถึงความงดงาม ความประณีต ความลึก และความมีรากของประเทศไทยผ่านภาพ พิธีการ บุคลิก และสัญลักษณ์

นี่คือ soft power ที่ทรงพลังมาก เพราะมันไม่ใช่การขายของ แต่เป็นการทำให้คนเกิดความรู้สึกว่า ประเทศนี้มีเสน่ห์ มีอารยธรรม มีรสนิยม และมีศักดิ์ศรี

ชุดไทยในเวทีโลกจึงไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกาย แต่เป็น “ภาษาทางวัฒนธรรม” ที่บอกว่า ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ มีราชสำนัก มีงานช่าง มีผ้า มีลวดลาย มีความประณีต มีมารยาท และมีความเข้าใจเรื่องกาลเทศะ

เวลาชุดไทยปรากฏในงานรัฐพิธีต่างประเทศ สิ่งที่คนเห็นไม่ใช่แค่สีผ้า หรือความสวยของผู้สวมใส่ แต่เห็น “ระบบวัฒนธรรม” ทั้งระบบอยู่ในภาพเดียว

ผ้าไทยสะท้อนงานฝีมือ ลายผ้าสะท้อนภูมิปัญญา เครื่องประดับสะท้อนรสนิยม การวางตัวสะท้อนมารยาท พิธีการสะท้อนระเบียบของชาติ และพระราชอิริยาบถสะท้อนความสง่างามของประเทศ

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “embodied soft power” หรือ soft power ที่ปรากฏผ่านตัวบุคคล ผ่านร่างกาย ผ่านการแต่งกาย ผ่านกิริยา และผ่านพิธีกรรม ไม่ใช่ผ่านคำโฆษณา

ต่างจากการประชาสัมพันธ์ทั่วไปอย่างไร? การประชาสัมพันธ์ทั่วไปมักเป็นการ “บอก”
แต่ soft power ทางวัฒนธรรมแบบนี้คือการ “ทำให้เห็น” ประชาสัมพันธ์ทั่วไปอาจบอกว่า ประเทศไทยมีผ้าไทยสวย

แต่การปรากฏของชุดไทยในรัฐพิธีระดับโลก ทำให้คนเห็นว่าผ้าไทยสวยจริง มีสถานะจริง และยืนอยู่ในเวทีสูงสุดของการทูตได้จริง ประชาสัมพันธ์ทั่วไปอาจบอกว่า ประเทศไทยมีวัฒนธรรมดีงาม

แต่พิธีการ มารยาท และพระราชอิริยาบถในเวทีโลก ทำให้คนรู้สึกได้เองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมลึก มีแบบแผน และมีความสง่างาม ประชาสัมพันธ์ทั่วไปอาจเป็น campaign แต่สิ่งนี้คือ prestige campaign ต้องซื้อพื้นที่สื่อ

แต่ prestige ทำให้คนอยากพูดถึงเอง campaign มีอายุสั้น แต่ภาพจำทางวัฒนธรรมมีอายุยาว campaign สร้างการรับรู้ แต่ soft power เชิงอารยธรรมสร้างความประทับใจ ความนับถือ และความอยากเข้าใกล้ นี่คือความต่างสำคัญมาก เพราะ soft power ที่ดีที่สุดไม่ใช่การตะโกนว่า “เรามีพลัง” แต่คือการทำให้คนอื่นรู้สึกว่า “ประเทศนี้มีบางอย่างที่น่าชื่นชม”

ในกรณีของการเสด็จเยือนต่างประเทศ ชุดไทย ศิลปะไทย มารยาทไทย และพิธีการไทยจึงทำหน้าที่เป็น “การทูตทางวัฒนธรรม” คือช่วยให้ประเทศไทยสื่อสารกับโลกในภาษาที่ลึกกว่าการเมืองและเศรษฐกิจ

นี่คือเหตุผลที่ราชสำนัก รัฐพิธี และเครื่องแต่งกายของประเทศต่าง ๆ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หรือเดนมาร์ก ยังมีความสำคัญในโลกสมัยใหม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศมี “บุคลิก” มีภาพจำ และมีทุนทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากประเทศอื่น

ประเทศไทยก็มีทุนแบบนี้เช่นกัน ชุดไทยไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือประวัติศาสตร์ที่สวมใส่ได้ พิธีการไทยไม่ใช่แค่ความเป็นทางการ แต่คือระเบียบทางวัฒนธรรมที่ทำให้ประเทศดูมีราก มารยาทไทยไม่ใช่แค่ความสุภาพ แต่คือรูปแบบของอารยธรรมที่ทำให้คนต่างชาติสัมผัสได้ถึงความละเอียดอ่อน

ศิลปะไทยไม่ใช่แค่ของงาม แต่คือหลักฐานว่า ประเทศไทยมีภูมิปัญญา มีความต่อเนื่อง และมีความสามารถในการสร้างสรรค์ความงามของตนเอง

ดังนั้น soft power ในกรณีนี้ไม่ใช่ soft power แบบ “ขายวัฒนธรรม” แต่เป็น soft power แบบ “ทำให้วัฒนธรรมมีสถานะ”

นี่สำคัญมาก เพราะเมื่อวัฒนธรรมมีสถานะ มูลค่าทางเศรษฐกิจก็ตามมา พูดง่าย ๆ คือ การประชาสัมพันธ์ทั่วไปทำให้คน “รู้จักไทย” แต่ soft power เชิงอารยธรรมทำให้คน “รู้สึกดีกับไทย” และ “ให้คุณค่ากับไทย”

“การประชาสัมพันธ์ทั่วไปทำให้โลกเห็นว่าไทยมีอะไร แต่ soft power เชิงอารยธรรมทำให้โลกสัมผัสได้ว่าไทยเป็นใคร ความต่างอยู่ตรงนี้เอง ระหว่างการขายภาพลักษณ์ กับการทำให้อัตลักษณ์ของชาติปรากฏอย่างมีศักดิ์ศรี”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'บ้านเมืองเราในรอบ​ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "บ้านเมืองเราในรอบ​ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม" มีเนื้อหาดังนี้

'ดร.เอนก' แพร่บทความ ประชาธิปไตยกับราชาธิปไตย : ความย้อนแย้งในการเมืองไทย

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยแพร่ บทความเรื่อง ประชาธิปไตยกับราชาธิปไตย: ความย้อนแย้งในการเมืองไทย มีเนื้อหาดังนี้

'เอ็ดดี้' วิเคราะห์ 'ศุภจี' เปลี่ยน ก.พาณิชย์ จาก 'ตามแก้ปัญหาราคา' ให้เป็น 'อ่านสัญญาณตลาดก่อนเกิดวิกฤต'

นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คุณศุภจีกำลังเปลี่ยนกระทรวงพาณิชย์จากหน่วยงานที่ “ตามแก้ปัญหาราคา” ให้เป็นหน่วยงานที่ “อ่านสัญญาณ