สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับคำถามครั้งใหญ่เกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หลังเกิดคดีสะเทือนขวัญครั้งใหญ่เมื่อ นายฑณา หรือป๋อง อายุ 43 ปี และนายธงชัย หรือธง อายุ 39 ปี สองผู้ต้องหาตัวฉกาจร่วมกันก่อเหตุอุกฉกรรจ์ฆาตกรรมอำมหิตต่อเนื่องถึงสองคดีซ้อน ทั้งคดีปลิดชีพสองพี่น้องชาวรัสเซีย คือ น.ส.ไดเอนา อายุ 22 ปี และนายโรมัน อายุ 17 ปี รวมไปถึงคดีอุ้มฆ่ายกครัว 3 พ่อแม่ลูกในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
ความโหดเหี้ยมระดับที่คนร้ายลงมือฆ่ามนุษย์ติดต่อกันถึงห้าชีวิตสร้างความสะเทือนใจอย่างรุนแรง พร้อมกับซัดทอดทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเจาะลึกเบื้องหลัง ตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 ตามจับกุมตัวนายป๋องและนายธงได้ที่ป่าริมถนนสายจันทบุรี-สระแก้ว หลังพยายามหลบหนีข้ามจังหวัดระยะทางกว่า 191 กิโลเมตร พร้อมยึดอาวุธปืนและระเบิดลูกเกลี้ยงที่ใช้ในการหลบหนี
จากการสอบสวนขยายผลพบพฤติกรรมอันน่าตกใจ คนร้ายทั้งสองคนเริ่มต้นก่อเหตุด้วยการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างเข้าทวงหนี้ ใส่กุญแจมือเหยื่อ และลงมือสังหารฝังหลุมเดียวกันในคดีฆ่ายกครัว 3 พ่อแม่ลูก ก่อนจะมาก่อเหตุซ้ำรอยกับสองพี่น้องชาวรัสเซียเพราะต้องการชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ แต่เมื่อเหยื่อขัดขืนจึงลงมือฆ่าแล้วนำร่างไปฝังดินอำพรางคดีในป่าช้าเก่าทุ่งหลวงอย่างไร้ความปรานี
พฤติกรรมของนายป๋องและนายธงเหี้ยมเกรียมและทำเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นภัยสังคมขั้นสุดยอดที่ไม่อาจปล่อยให้คนพวกนี้กลับมาเดินบนท้องถนนได้อีก
ประเด็นเหล่านี้ทำให้สังคมต้องหันกลับมาทบทวนเรื่องโทษประหารชีวิตในประเทศไทย แม้กฎหมายไทยจะมีบทลงโทษสูงสุดนี้อยู่ แต่ในทางปฏิบัติกลับแทบไม่มีการบังคับใช้มานานหลายปี
ที่ผ่านมา บรรดากลุ่มนักสิทธิมนุษยชนมักออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต โดยอ้างเหตุผลว่าควรให้โอกาสผู้กระทำความผิดได้กลับตัวและแก้ไขความผิดพลาด
แต่มุมมองดังกล่าวสวนทางกับความเป็นจริงและความรู้สึกของประชาชน เป้าหมายที่แท้จริงของโทษประหารชีวิตไม่ใช่การแก้แค้น แต่คือการป้องกันไม่ให้ฆาตกรเลือดเย็นเหล่านี้กลับมาทำร้ายผู้บริสุทธิ์ในสังคมได้อีก
ดังนั้น สำหรับคดีฆ่าคนตายอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับโทษประหารชีวิตสถานเดียวและไม่มีความจำเป็นต้องลดหย่อนผ่อนโทษใดๆ ทั้งสิ้น
กระแสสังคมที่เรียกร้องให้ใช้มาตรการเด็ดขาดในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรู้สึกโกรธแค้นชั่ววูบ แต่มาจากความจริงอันเจ็บปวดที่ว่า ระบบการลงโทษในปัจจุบันบางครั้งอาจยังไม่เพียงพอต่อการยับยั้งอาชญากรประเภทนี้
เมื่อพิจารณาจากสถิติและแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา หลายคดีอุกฉกรรจ์มักจบลงด้วยการลดหย่อนผ่อนโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย จนทำให้ผู้ต้องหาบางรายมีโอกาสกลับคืนสู่สังคมและสร้างความหวาดผวาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในมุมมองของประชาชนและเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย การให้โอกาสผู้กระทำความผิดที่มีพฤติกรรมโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างไร้มนุษยธรรม ย่อมสวนทางกับความปลอดภัยของคนส่วนใหญ่ในประเทศอย่างสิ้นเชิง
บทเรียนราคาแพงจากคดีของนายป๋องและนายธงที่ก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องรวมห้าศพ จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐจำเป็นต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนผ่านการบังคับใช้กฎหมายขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มอาชญากรหรือโจรผู้ร้ายใจทมิฬ
หากกระบวนการยุติธรรมต้องการเรียกคืนความเชื่อมั่นและปกป้องสังคมอย่างแท้จริง การยืนหยัดในหลักการลงโทษสถานหนักโดยไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษสำหรับคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ คือมาตรการเดียวที่สังคมต้องเลือกใช้
การปกป้องสังคมจากภัยมืดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้ เพราะตราบใดที่โทษประหารชีวิตยังคงมีอยู่บนกระดาษแต่ไม่ถูกนำมาบังคับใช้จริง อาชญากรย่อมไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษของบ้านเมือง
การอ้างสิทธิมนุษยชนให้กับฆาตกรที่ลงมือปลิดชีพเพื่อนมนุษย์อย่างเลือดเย็นถึงห้าชีวิต ถือเป็นการมองข้ามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถโดยไม่มีโอกาสได้แก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น
ครอบครัวของผู้สูญหายและเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายต้องจมอยู่กับความโศกเศร้าและความหวาดกลัว ขณะที่ผู้ก่อเหตุอย่างนายป๋องและนายธงกลับยังมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีและรอวันลดโทษตามระบบราชการ ซึ่งความเหลื่อมล้ำทางความรู้สึกนี้คือแผลเป็นของกระบวนการยุติธรรม
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกล้าที่จะทบทวนนโยบายเหล่านี้อย่างจริงจัง การบังคับใช้โทษสูงสุดกับคดีฆาตกรรมอุกฉกรรจ์ไม่ใช่ความป่าเถื่อน แต่เป็นการสร้างกำแพงคุ้มครองความปลอดภัยให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติและเศรษฐกิจไทยแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความปลอดภัย หากปล่อยให้คดีฆ่ายกครัวและฆ่านักท่องเที่ยวเงียบหายหรือมีการลดโทษหย่อนยาน ประเทศไทยจะกลายเป็นดินแดนปลอดภัยของโจรทันที
ประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความเด็ดขาดของกฎหมายคือกำแพงด่านแรกที่ช่วยลดทอนความกล้าของอาชญากรได้ดีที่สุด มากกว่าการใช้มาตรการทางสังคมที่อ่อนแอ
เมื่อนายป๋องและนายธงเลือกที่จะถืออาวุธ ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และลงมือฆ่าคนต่อเนื่องถึงห้าศพเพื่อชิงทรัพย์อย่างไม่สะทกสะท้าน พวกเขาได้สละสิทธิ์ความเป็นมนุษย์และสิทธิ์ที่จะอยู่ในสังคมปกติไปเรียบร้อยแล้ว
การควบคุมตัวผู้ต้องหาในคดีฆ่ายกครัวสามศพและคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวรัสเซียสองศพได้สำเร็จ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการทวงคืนความยุติธรรม แต่บทสรุปที่แท้จริงต้องไปสิ้นสุดที่ห้องประหาร
เสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนใหญ่ในเวลานี้ไม่ได้ต้องการคำแก้ตัวหรือมาตรการเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ต้องการความมั่นใจว่าฆาตกรรายนี้จะไม่มีวันได้กลับมาเหยียบย่ำบนท้องถนนหรือสร้างความหายนะให้ใครได้อีก
ตราบใดที่บทลงโทษยังมีความยืดหยุ่นและช่องโหว่ อาชญากรย่อมกล้าที่จะลองเสี่ยง เพราะพวกเขารู้ดีว่าระบบราชการและนักสิทธิบางกลุ่มพร้อมที่จะหาช่องทางลดโทษให้อยู่เสมอ
ถึงเวลาแล้วที่กระบวนการยุติธรรมไทยจะต้องสะสางปัญหาความอ่อนแอทิ้งไป การยึดมั่นในบทลงโทษประหารชีวิตสถานเดียวกับคดีฆาตกรรมอำมหิตหลายศพ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทำให้โจรผู้ร้ายต้องคิดทบทวนอย่างหนักก่อนลงมือ
ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่สังคมต้องแบกรับความเสี่ยงจากชีวิตของฆาตกรที่ก่อคดีซ้ำซ้อนแลกกับการให้โอกาสพวกเขาแก้ตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนความสูญหายของครอบครัวผู้บริสุทธิ์
การเรียกร้องโทษสูงสุดในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การรักษาความสงบเรียบร้อยและความอยู่รอดของสังคมไทย เพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และเด็ดขาดอย่างแท้จริง
หากเรายังคงลังเลและปล่อยให้ช่องว่างทางกฎหมายเปิดกว้าง ประเทศไทยก็จะเป็นเพียงแหล่งหากินของอาชญากรและฆาตกรโรคจิตที่พร้อมจะพรากชีวิตใครก็ได้ทุกเมื่อ
ทางออกเดียวที่จะเยียวยาความรู้สึกของสังคมและปกป้องประเทศชาติอย่างยั่งยืน คือการยืนหยัดสั่งประหารชีวิตสถานเดียวกับผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์เหล่านี้ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่สังคมตลอดไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาลฎีกา ยืนประหารชีวิต เจ้าแม่ค้ายาพร้อมพวกรวม 5 ราย ของกลาง 5.2 ล้านเม็ด
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการคดียาเสพติดเป็นยื่นฟ้อง น.ส.ปิยะฉัตร วัชรดิลก ,นายกฤติพงศ์ อุเทนสุด นายอัมพร หีมหมัน ,นายสมบูรณ์ นิติอมรรัตน์ และ นายกรกช กันทะใจ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในข้อหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สนับสนุน ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
คนร้ายลอบวางระเบิดภายในคลังสินค้าโกลบอลเฮ้าส์ ปัตตานี
คนร้ายลอบวางระเบิดภายในโกลบอลเฮ้าส์ แยกบานา จ.ปัตตานี เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
ศาลตัดสินประหารชีวิต 'แอม ไซยาไนด์' คดีที่ 7 วางยาฆ่าล้างหนี้วงแชร์
ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่อ1802/2568 ระหว่าง พนักงานอัยการโจทก์ ฟ้อง น.ส.สรารัตน์ วุฒิตาภรณ์ หรือแอม ไซยาไนด์ จำเลย ฐานฆ่าผู้อื่นโดยใตร่ตรองไว้ก่อน ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอา หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำ
'ราชทัณฑ์' ขยับร่างกฎกระทรวงใหม่ 'โทษประหาร' ต้องติดคุกจริงขั้นต่ำ 25 ปี ถึงมีสิทธิเลื่อนชั้น
"อธิบดีราชทัณฑ์" รับเล็งเคาะโทษประหารต้องขังจริงขั้นต่ำ 25 ปีถึงได้เลื่อนชั้น ชี้ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย ด้านรองอธิบดีฯ ยันต้องรอบอร์ดสันติสุขเคาะกรอบชัดเจนก่อนเปิดรับคำร้องนิรโทษฯ คาดผู้ต้องขังคดีการเมืองเข้าเกณฑ์ไม่ถึงหมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคดีต่อเนื่อง
โจรใต้ลอบยิง 'อดีตภารโรง' ดับ เจ้าหน้าที่ขอปชช.แจ้งเบาะแส เร่งล่าตัว
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า รายงานว่า เมื่อเวลา 21.30 น. ของวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายลอบยิง นายมะยูโซะ เบ็ญเจ๊ะวัน อายุ 62 ปี บริเวณบ้านเลขที่ 8 หมู่ 8
'ราชทัณฑ์' อยู่ไม่ไหว! เล็งแก้กฎกระทรวง ปิดช่องลดโทษ-พักโทษ ผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญสังคม
"กรมคุก" เล็งออกกฎกระทรวงใหม่ อุดช่อง ‘"ลดโทษ–พักโทษ" คดีร้ายแรง ชงจำกัดประโยชน์นักโทษโทษสูง หลัง "เล่าต๋า-ป๋อง" จุดคำถามระบบบริหารโทษ หวังผู้ต้องขังที่ได้รับอภัยโทษจาก "ประหาร" เหลือ "จำคุกตลอดชีวิต" ต้องรับโทษตามนั้น ปิดช่องลดวันต้องโทษซ้ำ เปิดรับฟังนักสิทธิฯ-นักวิชาการ ก่อนเสนอใช้จริง

