
ต้องยอมรับว่าเมื่อเกิดวิกฤตความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รัฐบาลทั่วโลกต่างเผชิญความกดดันอย่างหนักเนื่องจากเป็นผลกับราคาพลังงานในประเทศ และกระทบไปยังค่าครองชีพของประชาชนและอัตราเงินเฟ้อ แต่ทั้งนี้เครื่องมือและนโยบายที่แต่ละประเทศเลือกใช้ก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยในประเทศไทยเองมีแนวทางการดำเนินงานอยู่หลายด้าน แต่ที่ผ่านมาก็เกิดข้อถกเถียงและแรงกดดันทางการเมืองในการขอให้ 'ควบคุมค่าการกลั่น' (Gross Refining Margin : GRM) เมื่อค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น และอาจจะสวนทางกับประเทศส่วนใหญ่ในระดับสากลที่เลือกใช้กลไกการคลัง การปรับโครงสร้างภาษี หรือการดึงอุปทานสำรองออกมาใช้ โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปแทรกแซงโครงสร้างการกลั่นโดยตรง
ทั้งนี้เมื่อนำมาตรการของประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เราจะเห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยประเทศไทย เน้นการใช้ 'กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' เข้ามาชดเชยราคาขายปลีกโดยตรง ควบคู่กับการปรับลดภาษีสรรพสามิต และเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นมาก ๆ สังคมและภาครัฐมักจะมุ่งเป้าไปที่การขอความร่วมมือหรือหาวิธีการดึงกำไรจาก 'ค่าการกลั่น' ของโรงกลั่นน้ำมันกลับคืนมาช่วยเหลือ
ขณะที่นานาชาติ (ยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชียหลายประเทศ) เน้นการใช้ 'มาตรการทางการคลังโดยตรง' เช่น การตัดลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการชั่วคราว การแจกเงินคูปองช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายผู้มีรายได้น้อย ส่วนในฝั่งอุปทาน ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำจะระบาย 'น้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์' (SPR) ออกสู่ตลาดเพื่อเพิ่มอุปทานและกดราคาน้ำมันดิบให้ลดลงโดยตรง ด้วยเหตุนี้เองอาจจะเกิดคำถามที่ว่า เมื่อเกิดภาวะน้ำมันแพง แต่ประเทศต่าง ๆ ไม่เข้าไปบังคับลดค่าการกลั่น แล้วมีบริหารจัดการอย่างไร ?
โดยส่วนใหญ่รัฐบาลต่างประเทศใช้ 3 กลไกหลัก ได้แก่ 1. การจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Profit Tax) ซึ่งในหลายประเทศในยุโรป เช่น ตาลี หากบริษัทพลังงานรวมถึงโรงกลั่นมีกำไรสุทธิพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติจากวิกฤตพลังงาน รัฐบาลจะไม่ไปแทรกแซงกลไกราคาหน้าโรงกลั่น แต่จะปล่อยให้ราคาเป็นไปตามตลาด แล้วจึงใช้วิธี จัดเก็บภาษีจากกำไรสุทธิปลายปี นำเงินภาษีส่วนนั้นมากองไว้ในงบประมาณแผ่นดินเพื่อนำไปจ่ายชดเชยให้ประชาชน
2. การปล่อยให้สัญญาณราคาทำงานเพื่อเร่งการปรับตัว โดยประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งเลือกที่จะ ปล่อยให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับขึ้นตามจริงเพื่อสะท้อนกลไกตลาด แต่เข้าไปเยียวยาภาคส่วนที่เปราะบางแทน เพื่อให้สัญญาณราคา ทำหน้าที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจและประชาชนลดการบริโภคพลังงานที่ซ้ำซ้อน และเร่งเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนหรือรถยนต์ไฟฟ้า และ 3. การส่งเสริมให้โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง โดยรัฐบาลในหลายประเทศสนับสนุนให้โรงกลั่นเลื่อนการซ่อมบำรุงออกไป และเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปเข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นวิธีทางกลไกตลาดธรรมชาติที่ช่วยลดส่วนต่างค่าการกลั่นให้ต่ำลงเอง
อย่างไรก็ตามหากมองว่าการลดค่าการกลั่นใช่คำตอบหรือไม่ ? ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ การบังคับลดค่าการกลั่นอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน และมักสร้างผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด สาเหตุเพราะค่าการกลั่น (GRM) ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น แต่เป็นเพียงส่วนต่าง ระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยกับราคาน้ำมันดิบที่ซื้อมา ค่าการกลั่นจะต้องถูกนำไปหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าพลังงานก๊าซ ค่าสารเคมี ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร และดอกเบี้ยเงินกู้ อีกทั้งโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่มีความผันผวนสูงมาก ในบางช่วงเวลาโรงกลั่นเผชิญภาวะค่าการกลั่นติดลบ หรือขาดทุนมหาศาล ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลก็ไม่เคยสามารถนำเงินงบประมาณไปช่วยชดเชยให้โรงกลั่นได้

ทั้งนี้การเข้าไปแทรกแซงหรือคุมค่าการกลั่นแบบฝืนกลไกตลาด อาจนำไปสู่ผลเสียร้ายแรง 2 ประการ ได้แก่โรงกลั่นลดกำลังการผลิตหรือเลิกส่งขายในประเทศ หากถูกคุมค่าการกลั่นจนไม่คุ้มทุน โรงกลั่นอาจเลือกที่จะลดกำลังการกลั่นลง หรือหันไปส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปขายในตลาดต่างประเทศที่ราคาสอดคล้องกับกลไกตลาดเสรีแทน ส่งผลให้เกิด ภาวะขาดแคลนน้ำมันภายในประเทศ
ขณะเดียวกันอาจจะเป็นเหตุผลให้ทำลายบรรยากาศการลงทุนระยะยาว เนื่องจากธุรกิจกลั่นน้ำมันใช้เงินลงทุนและต้องมีการลงทุนต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ปรับตัวรองรับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การแทรกแซงกลไกราคาจะทำให้นักลงทุนมองว่าเป็นความเสี่ยงเชิงนโยบาย ส่งผลให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุนยกระดับโรงกลั่นในอนาคต
และการที่ทำไมหลายประเทศจึงไม่ใช้มาตรการควบคุมค่าการกลั่นแบบไทย มีสาเหตุหลัก ๆ ได้แก่
1. ความสับสนระหว่างราคาหน้าโรงกลั่น กับค่าการกลั่นที่แท้จริง เพราะตลาดน้ำมันสากลใช้ราคาอ้างอิงภูมิภาค (ตลาดสิงคโปร์) ซึ่งเป็นราคาตลาดเสรีที่เกิดจากอุปสงค์และอุปทานของภูมิภาค หากประเทศใดประเทศหนึ่งไปคุมราคาหน้าโรงกลั่นให้ต่ำกว่าราคาตลาดโลก โรงกลั่นในประเทศจะถูกเสียเปรียบเชิงการค้าทันที
2. ปัญหาด้านกฎหมายและการค้าเสรี ในประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี การเข้าไปกำหนดกรอบกำไรหรือควบคุมค่าการกลั่นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นการละเมิดหลักการแข่งขันอย่างเสรี และ 3. กลไกการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพกว่า โดยประเทศส่วนใหญ่มีโครงสร้างภาษีที่รัดกุมอยู่แล้ว หากโรงกลั่นมีกำไรสูงขึ้น รัฐก็จะได้ภาษีเงินได้นิติบุคคล เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างกลไกควบคุมราคาใหม่ขึ้นมาให้เกิดความซับซ้อน
สำหรับประเทศไทย การบริหารจัดการราคาน้ำมันในอนาคตจำเป็นต้องมองในมุมใหม่ ๆ และติดตามในประเด็นอื่น ๆ นอกจากเรื่องของค่าการกลั่น อาทิ การปฏิรูปโครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมันฯ ให้ยืดหยุ่น เพื่อสามารถนำไปชดเชยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจริง หรือการหันไปใช้กลไกภาษีลาภลอย หากภาครัฐมองว่าภาคพลังงานได้ผลประโยชน์จากวิกฤตมากเกินไป การพิจารณาใช้กลไกภาษีจากกำไรสุทธิ ที่กำหนดหลักเกณฑ์อย่างชัดเจน โปร่งใสและเป็นธรรม ยังถือเป็นทางออกที่เป็นสากลและกระทบโครงสร้างการค้าเสรีน้อยกว่าการไปคุมค่าการกลั่นโดยตรง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยออยล์เผยไตรมาส 2/2569 กำไรลดลงจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมัน
ไทยออยล์เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 กำไรลดลงจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมัน เดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือความท้าทายของตลาด และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ไทยออยล์คว้า 2 รางวัลระดับโลกจาก Global Banking & Finance Awards 2026 ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการบริหารการเงินและการระดมทุน
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับ 2 รางวัลจากเวที Global Banking & Finance Awards 2026 ซึ่งจัดโดย Global Banking & Finance Review
ไทยออยล์คว้า 4 รางวัลระดับสากลจากนิตยสาร Alpha Southeast Asia ตอกย้ำความเป็นเลิศในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม
เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี และคุณธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับ 4 รางวัล จากงาน Alpha Southeast Asia's 16th Annual Institutional Investor Poll 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์
ไทยออยล์คว้ารางวัลธุรกรรมทางการเงินระดับอาเซียนที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี จาก The Asset สถาบันสื่อและวิจัยการเงินชั้นนำของเอเชีย
เมื่อเร็วๆ นี้ คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล Most Innovative Deal of the Year (ASEAN) จาก
ไทยออยล์ ร่วมกับ พพ. ลงนาม MOU พัฒนา ปรับปรุง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน จากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อยกระดับและสร้างโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-เอกชน
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนา ปรับปรุง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ห่างไกล
กลุ่มไทยออยล์จัดโครงการช่วยชีวิต ลดวิกฤตการจมน้ำ ปีที่ 7 ส่งเสริมทักษะการว่ายน้ำให้เยาวชนแหลมฉบัง
นายเชษฐ์ โปร่งจิตต์ ผู้จัดการฝ่ายกิจการสัมพันธ์ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) นายสันติ ศิริตันหยง รองนายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง และนายธนาวิชญ์ โถสกุล เลขาธิการสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด โครงการ "ช่วยชีวิต ลดวิกฤตการจมน้ำ" ปีที่ 7 ณ สระว่ายน้ำเทศบาลนครแหลมฉบัง

