
18 ส.ค.2569-วันที่ 18 สิงหาคม เวลา 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Beyond the Thailand-Australia Bilateral Partnership: Advancing International Order through Regional and Minilateral Cooperation” ณ สถาบัน Lowy (Lowy Institute) นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระด้ายนโยบาย ระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย โอกาสนี้ Dr. Michael Fullilove ผู้อำนวยการบริหารสถาบัน Lowy ให้การต้อนรับ
นายกรัฐมนตรี กล่าวนำเสนอมุมมองของไทยต่อแวดวงนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย ถึงบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น พร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง 2.รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) และ 3.สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจ
การเยือนออสเตรเลียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า โดยทั้งสองประเทศควรต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จากความร่วมมือทวิภาคี ไปสู่การร่วมสร้างประโยชน์แก่ภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเชื่อมโยงกันมากขึ้น การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และความขัดแย้งส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร
ในภาวะที่ระบบระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยาก ไทยและออสเตรเลียต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง มีเสถียรภาพ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา โดยทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมในการธำรงรักษาระบบดังกล่าว ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของประเทศมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว
นายอนุทิน ยังเสนอ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในปัจจุบัน ประการแรก ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง โดยเห็นว่าสถาบันระดับโลกยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาที่การสร้างฉันทามติในระดับโลกเป็นไปได้ยาก สถาบันระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรักษาช่องทางการหารือ สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับประเทศไทย อาเซียนยังคงเป็น “หลักยึดทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากภูมิภาคที่เคยมีความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจ ไปสู่ภูมิภาคแห่งการหารือ ความร่วมมือ และการบูรณาการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาต่อไป โดยความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้รับการสนับสนุนด้วยความสามารถในการกำหนดวาระของตนเอง และตอบสนองต่อความท้าทายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเรื่องเมียนมา นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า ไทยสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (Five-Point Consensus) ควบคู่กับแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) เพื่อรักษาช่องทางการหารือและส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยล่าสุดทางการเมียนมาได้อนุญาตให้ผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบนางออง ซาน ซู จี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และไทยหวังว่าจะนำไปสู่พัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติม
สำหรับความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน พร้อมกับรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน โดยแม้ความท้าทายในแต่ละกรณีจะแตกต่างกัน แต่หลักการสำคัญยังคงเหมือนกัน คือกลไกภูมิภาคต้องช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถบริหารจัดการความเห็นต่าง ขณะเดียวกันต้องรักษาพื้นที่สำหรับความร่วมมือเอาไว้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประการที่สอง รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วน Strategic Autonomy ไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกจากประเทศอื่น หรือการวางตัวเป็นกลางในทุกประเด็น แต่หมายถึงการรักษาความสามารถในการตัดสินใจและกำหนดทางเลือกของตนเอง สามารถทำงานร่วมกับหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ โดยหากประเทศต่าง ๆ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับหุ้นส่วนได้หลากหลายมากเท่าใด ก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกบีบให้เลือกทางใดทางหนึ่งตามผลประโยชน์ของประเทศอื่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยและออสเตรเลียสามารถร่วมมือกันได้มากขึ้น
นายอนุทินยังกล่าวชื่นชมออสเตรเลียในฐานะประเทศคู่เจรจาประเทศแรกของอาเซียน ซึ่งให้การสนับสนุนความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่เปิดกว้างและครอบคลุมมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทผ่านกรอบความร่วมมือกับอาเซียน ความเป็นหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง–ออสเตรเลีย (Mekong–Australia Partnership) และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พร้อมกันนี้ ไทยและออสเตรเลียควรต่อยอดความร่วมมือผ่านการรวมกลุ่มขนาดเล็กที่มุ่งผลลัพธ์ในประเด็นเฉพาะ หรือ Minilateral Cooperation เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่มีความเร่งด่วนได้อย่างคล่องตัวและเป็นรูปธรรม โดยตัวอย่างสำคัญคือความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีกำหนดลงนามในถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ณ กรุงแคนเบอร์รา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสองประเทศ แนวทางดังกล่าวคือการรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเองของประเทศต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างหรือเลือกค่าย แต่เป็นการสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือที่ช่วยขยายพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ประการที่สาม สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาที่การพึ่งพาระหว่างประเทศอาจกลายเป็นความเปราะบาง การสร้างความยืดหยุ่นไม่ควรหมายถึงการแบ่งแยกหรือแตกตัวของระบบเศรษฐกิจ แต่ควรหมายถึงการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป โดยไม่ทำลายความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค
ไทยและออสเตรเลียมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2548 และในปี 2568 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเข้ากับภูมิภาคในวงกว้างยิ่งขึ้น
ขั้นต่อไปคือการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไปสู่ “หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” (resilient partnership) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยี และเงินทุน ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิตขั้นสูง การผลิตอาหาร การเชื่อมโยงภูมิภาค ตลอดจนอุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลที่กำลังเติบโต
ทั้งสองประเทศจึงควรเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่แร่ธาตุสำคัญ แบตเตอรี่ และยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาดและการผลิตขั้นสูง ความมั่นคงทางอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร ไปจนถึงการค้าดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยไทยยินดีและขอบคุณออสเตรเลียสำหรับการสนับสนุนไทยในกระบวนการดังกล่าว
โลกไม่สามารถย้อนกลับไปสร้างระบบระหว่างประเทศแบบเดิมขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด ทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมสร้างระเบียบระหว่างประเทศสำหรับอนาคต ด้วยการสร้างหุ้นส่วนที่ช่วยรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ และบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน
“ไทยและออสเตรเลียอาจไม่ใช่ประเทศที่กำหนดดุลอำนาจของโลก แต่เราสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าอำนาจจะถูกใช้อย่างไรในภูมิภาคของเรา”
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บทบาทใหม่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แข็งแกร่ง และทำงานร่วมกันเพื่อรักษาภูมิภาคให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา เปิดกว้าง ครอบคลุม และยืดหยุ่น พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม
สถาบันโลวี (Lowy Institute) คือ สถาบันวิจัยอิสระด้ายนโยบาย ระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย มีเป้าหมายหลัก: เพื่อศึกษาวิจัย เสนอแนะนโยบาย เกี่ยวกับประเด็นกิจการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อวยพรหนูอยู่2สมัย! 7ต.ค.โรมนัดสุชาดา
“เนวิน” อวยพร “อนุทิน” ให้เป็นนายกฯ อีก 2 สมัย เจ้าตัวบอกเบื่อแล้ว “โรม” ปูดมีสัญญาณให้กฐินไม่ไว้วางใจเกิดยาก
'อนุทิน' แสยงจับตะหลิวผัดอาหาร บอกเดี๋ยวโดนว่าอีก
นายกฯ จับตะหลิวแต่ไม่ได้ผัดอาหาร บอก เดี๋ยวโดนว่าอีก ยกมือไหว้ อวยพรแม่ครัวขอให้เจริญๆ ชี้ จ.ปราจีนเป็นอุทกภัยหนักสุดในช่วงนี้ เหตุ ย้ายผู้ป่วยทั้งหมดรพ.ประจำจังหวัด ชม “อบจ.-จังหวัด” ระดมทรัพยากรตั้งศูนย์พักพิง-โรงครัวขนาดใหญ่ ขอ ขยายกรอบงบทดรองราชการฉุกเฉิน รับมือผู้ประสบภัยเต็มที่
นายกฯ ลงพื้นที่ 'รพ.สนามค่ายจักรพงษ์' ปราจีนบุรี ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิง
นายกฯลงพื้นที่ปราจีนบุรีให้กำลังผู้ป่วย รพ.ค่ายจักรพงษ์- รพ.สนามค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี ก่อนขึ้นรถยกสูงปภ.-มอบถุงยังชีพ -ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิง
ส้มขยี้ ศูนย์กลางอำนาจ 'อนุทิน-ครม.' ยกขบวนไปบุรีรัมย์
“วีระยุทธ” รองหัวหน้าพรรคประชาชน แซะ น้ำท่วมไทยหลายจังหวัด แต่ ‘อนุทิน-ครม.’ เลือกไปวันเกิด ‘เนวิน’ ที่บุรีรัมย์
นายกฯกำชับเยียวยา ให้ทุกจังหวัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุทุกระดับ
"อนุทิน" สั่งเร่งระบายน้ำเดิมใน กทม. รับมือฝนหนัก 4-10 ต.ค. ห่วงทำยังไงให้ ปชช.รับผลกระทบน้อยสุด พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจ-ดูแลประชาชนเรื่องเยียวยา รัฐบาล เตือนฝนระลอกใหม่ ภาคเหนือ-ใต้เสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก-ดินโคลนถล่ม ส่วนอยุธยาเตรียมรับน้ำเพิ่ม หลังเขื่อนเจ้าพระยา-ป่าสักระบายสมทบ แนะพื้นที่ลุ่มเตรียมยกของขึ้นที่สูง
นายกฯ ลงพื้นที่น้ำท่วมนครสวรรค์ บอก 'สส.กล้าธรรม' เป็นพวกเดียวกัน ประชาชนเรียกใช้ได้หมด
นายกฯ ลงพื้นนครสวรรค์ เยี่ยมชาวบ้านถูกน้ำท่วม ยันดูแลเต็มที่ เผยจุดดีประกันภัยพิบัติ เยียวยา 1 หมื่นบาทต่อครั้ง ไม่เหมือนอดีต ย้ำ ไม่มีพรรค มีแต่พวก สส. ต่างพรรคร่วมกันช่วยประชาชน หยอก "สัญญา นิลสุพรรณ" สส.กล้าธรรม ไม่ใช่ศัตรู อยู่เขตไหนปชช.เรียกใช้งานได้หมด

