รมว.กลาโหม ยกบทเรียนปะทะไทย-เขมร 2 รอบ สั่งกองทัพปรับตัวรับสงครามยุคใหม่

“รมว.กลาโหม” ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย มอบนโยบาย 7 ข้อ ยกเหตุปะทะไทย-กัมพูชา 2 รอบ รูปแบบยุทโธปกรณ์และเทคนิคการรบแตกต่างกัน ย้ำต้องคิดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งก้าว เร่งปรับทั้งอาวุธ เทคโนโลยี ข่าวกรอง โดรน ไซเบอร์ อวกาศ และกำลังพล ให้พร้อมรับภัยคุกคามทุกมิติ

26 สิงหาคม 2569 - ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย เพื่อรับทราบภารกิจ ผลการดำเนินงาน ขีดความสามารถ และความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้การต้อนรับ และนำตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพ

ในโอกาสนี้ รมว.กลาโหมได้รับมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ประเภทกิตติมศักดิ์ จากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก่อนรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ ภารกิจ และผลการดำเนินงานของกองบัญชาการกองทัพไทย ทั้งด้านการเตรียมกำลัง การป้องกันราชอาณาจักร การรักษาเอกราชและอธิปไตย ตลอดจนการสนับสนุนรัฐบาลแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศและช่วยเหลือประชาชน

กองบัญชาการกองทัพไทยรายงานถึงการพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเสริมสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการทูตฝ่ายทหาร การฝึกร่วม และการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน ภายใต้การรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ด้านกำลังพล มีการปรับระบบให้สอดคล้องกับภารกิจในอนาคต พัฒนาทหารอาสา เพิ่มทักษะกำลังพลทุกระดับ ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา รวมถึงขยายบทบาททหารหญิง ควบคู่กับการดูแลสิทธิ สวัสดิการ คุณภาพชีวิต และสุขภาพของกำลังพลและครอบครัว โดยเฉพาะผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มุ่งสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์และศักยภาพของผู้ประกอบการภายในประเทศ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน กองทัพไทยยังเดินหน้าภารกิจช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย โดยเตรียมกำลังพล เครื่องมือ และการฝึกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาข้อมูลแผนที่และภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนงานด้านความมั่นคง การบริหารจัดการพื้นที่ งานเขตแดน และการจัดทำแนวเขตที่ดินของรัฐ ตลอดจนภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม

กองบัญชาการกองทัพไทยยังขับเคลื่อนโครงการเร่งด่วน หรือ Flagship Project 4 ด้าน ได้แก่ การยิงระยะไกลที่มีความแม่นยำสูง การบูรณาการงานด้านการข่าวร่วม การบูรณาการปฏิบัติการพิเศษร่วม และการบูรณาการขีดความสามารถร่วมของกองทัพไทย โดยจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม หรือ JCC เพื่อรองรับสงครามสมัยใหม่และภัยคุกคามที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น

ภายหลังรับฟังการบรรยาย รมว.กลาโหมกล่าวชื่นชมการปฏิบัติภารกิจของกองทัพไทย พร้อมมอบแนวทางให้พัฒนากองทัพให้ทันสมัยและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ภายใต้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อดำรงความพร้อมรบให้สอดคล้องกับรูปแบบสงครามที่เปลี่ยนแปลง โดยยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังว่า รมว.กลาโหมชื่นชมความพร้อมของกองบัญชาการกองทัพไทย ทั้งการช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัยใน จ.น่าน และการรับมือสถานการณ์ตามแนวชายแดน

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่า รมว.กลาโหมได้ยกสถานการณ์ปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาทั้ง 2 รอบมาเป็นตัวอย่าง โดยเห็นว่าการปะทะแต่ละรอบมีความแตกต่างกัน ทั้งรูปแบบการใช้ยุทโธปกรณ์และเทคนิคต่างๆ สะท้อนว่าภัยคุกคามในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กองทัพจึงต้องมีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวเองให้ทันสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับนโยบาย 7 ข้อที่ รมว.กลาโหมมอบให้กองทัพไทย ประกอบด้วย 1. เตรียมความพร้อมของหน่วยเพื่อรองรับภัยคุกคาม ปรับยุทโธปกรณ์และระบบส่งกำลังบำรุงให้ทันสมัย 2. ยกระดับการปฏิบัติการร่วมของกองทัพไทย ให้สามารถบังคับบัญชาและอำนวยการร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.นำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ในการตัดสินใจ บริหารจัดการ และบังคับบัญชา โดยข้อมูลจากพื้นที่ปฏิบัติการต้องสามารถเชื่อมโยงมายังศูนย์บัญชาการเป็นภาพเดียวกัน เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาตัดสินใจได้ทันท่วงที พร้อมสนับสนุนแนวคิดจัดตั้งหน่วยขีดความสามารถร่วม เพื่อรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่

4.เตรียมกองทัพให้พร้อมรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะโดรน สงครามไซเบอร์ และมิติอวกาศ 5. พัฒนากำลังพลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกองทัพ ทั้งด้านสวัสดิการ ขีดความสามารถ และความรู้เท่าทันภัยคุกคาม รวมถึงโซเชียลมีเดียและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

6.เสริมสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ และ 7. กองทัพต้องเป็นกำลังสำคัญของประเทศและประชาชน

โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า รมว.กลาโหมต้องการเห็นกองทัพ “คิดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งก้าวเสมอ” โดยต้องสามารถคาดการณ์ว่าภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นมีรูปแบบอย่างไร เตรียมแผนรองรับและตอบโต้ได้ทันท่วงที พร้อมปรับการปฏิบัติของกองทัพให้ทันสมัยตามสถานการณ์ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและประชาชน

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่ารมว.กห. อยากเห็นกองทัพคิดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งก้าวเสมอ ให้มีความพร้อมในภัยคุกคามต่าง ๆ มีการคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจะมีรูปแบบอย่างไร เพื่อเตรียมแผนรองรับด้วยการท่วงที เพื่อตอบโต้ และพร้อมปรับเปลี่ยนการปฏิบัติการกองทัพให้ทันสมัยตามภัยคุกคามให้ได้ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและประชาชน

นอกจากนี้ท่านยังพูดถึงว่ากองทัพที่เข้มแข็งไม่ใช่กองทัพที่มีอาวุธและกําลังรบที่ทันสมัยแต่ต้องพร้อมในทุกสถานการณ์เป็นหนึ่งเดียวกันและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลาโหม-กองทัพไทยแจง 'USS Abraham Lincoln' แวะไทย 2-6 ก.ย.

กลาโหม-กองทัพไทย ยืนยันเรือ USS Abraham Lincoln ของสหรัฐ แวะไทย 2-6 ก.ย. เพื่อพักและฟื้นฟูกำลังพล หลังปฏิบัติภารกิจตะวันออกกลางนาน 250 วัน ไม่ได้มาฝึกร่วมหรือเติมกระสุน ชี้ไม่กระทบความสัมพันธ์อิหร่าน พร้อมยืนยันไทยเปิดรับเรือจากทุกประเทศเท่าเทียม ทั้งสหรัฐ จีน และรัสเซีย

ทบ. ชง 'บิ๊กดุลย์' เสริมเขี้ยวเล็บ 'รถเกราะล้อยาง-ปืนใหญ่M777-จรวดHimars' ตั้งศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับ

กองทัพบก ขอ ‘บิ๊กดุลย์’ เสริมความพร้อมรบ จัดหา รถเกราะล้อยาง-ปืนใหญ่ M777-จรวด Himars พร้อมตั้งศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับ

'ผอ.ข่าวกรอง' เปิด 3 ปัจจัยหลักป่วนใต้ ยันจนท.รู้ฝีมือโจรกลุ่มไหน

'ผอ.ข่าวกรอง' ประเมิน 3 ปัจจัยป่วนใต้หนัก ใกล้ตั้งโต๊ะเจรจา-สับเปลี่ยนกำลังทหาร เตรียมประสานมาเลเซียคุมเข้มชายแดนสกัดผู้ก่อเหตุหนี เชื่อ จนท.รู้ตัวกลุ่มคนร้ายแต่เรื่องมั่นคงบอกไม่ได้

นายกฯเยี่ยม 'จ.ส.อ.ชาญณรงค์' ยันดูแลครอบครัวเต็มที่

นายกฯเข้าเยี่ยม ทหารเหยียบทุ่นระเบิด ขาขาด ถามลูกชาย “จ่าสิบเอก ชาญณรงค์” อยากเป็นอะไร ก่อนตอบอยากเป็นหมอ ให้คำมั่น จะดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี

'อนุทิน' สุดสะเทือนใจ เยี่ยมทหารช่องอานม้าหลังเกิดเหตุเหยียบทุ่นระเบิด

“อนุทิน” ลุยช่องอานม้า เสียงสั่นให้กำลังใจนายทหาร หลังเกิดเหตุเหยียบทุ่นระเบิดจนเสียอวัยวะ ลั่น หนุนทุกภารกิจ ปกป้องแผ่นดินไทย ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบไทย