รร.นายร้อยตำรวจไล่ออก 'ผศ.พ.ต.อ.' สามี 'เจ๊หนิง' ประพฤติชั่วร้ายแรง!

โรงเรียนนายร้อยตำรวจไล่ออก 'ผศ.พ.ต.อ.' สามี 'เจ๊หนิง' คู่กรณีภรรยา 'บิ๊กโจ๊ก' หลังสอบพบกระทำความผิดวินัยร้ายแรง 2 กรณี ให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์-เรียกรับเงิน 3 ล้าน

02 ก.ย.2569 - โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้เผยแพร่แถลงการณ์ เรื่อง การลงโทษไล่ออกจากราชการและสถานภาพของ พ.ต.อ.นายหนึ่ง ระบุว่าตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงกรณี พ.ต.อ.นายดังกล่าว อดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง อาจารย์ (สบ 4) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและโรงเรียนนายร้อยตำรวจอย่างรุนแรงนั้น โรงเรียนนายร้อยตำรวจขอชี้แจงข้อเท็จจริงถึงพฤติการณ์การกระทำความผิด การดำเนินการทางกฎหมาย และสถานภาพของอดีตข้าราชการตำรวจจรายดังกล่าว ดังนี้

พฤติการณ์การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและการพ้นสภาพจากราชการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงต่อพ.ต.อ.นายดังกล่าว จากพฤติการณ์การกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายและลงโทษสถานหนัก ดังนี้

กรณีวินัยแรก การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่องค์กร เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2567 ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยามีพฤติการณ์ร่วมกันแต่งเรื่องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เพื่อแกล้งผู้เสียหายให้ต้องรับโทษในความผิดฐานลักทรัพย์และบุกรุก การสอบสวนถึงที่สุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และปรากฏอีกว่า ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยาร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ “โหนกระแส” เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2567 กล่าวร้ายผู้เสียหายว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้ถูกกล่าวหา การที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการตำรวจให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า มีพฤติกรรมชู้สาวกับหญิงอื่นที่มีสามี เป็นการกระทำผิดวินัยตำรวจอย่างร้ายแรง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนฯ ที่ 591/2567 ลงวันที่ 29 ต.ค.2567 การสอบสวนสร็จสิ้นพิจารณาได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่เคยทำประโยชน์ต่อราชการมาก่อน จึงมีคำสั่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ 415/2569 ลงวันที่ 13 ส.ค.2569 ลงโทษ “ปลดออก” จากราชการ

กรณีวินัยที่ 2 พฤติการณ์การรีดเอาทรัพย์และการถูกดำเนินคดีอาญา จากพฤติการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยาร้องทุกข์กลั่นแกล้งผู้เสียหายว่า ลักทรัพย์และบุกรุก ผู้เสียหายต้องปกป้องสิทธิของตนด้วยการไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาและภรรยาในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ จนศาลอาญากรุงเทพใต้อนุมัติหมายจับ ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จึงมีคำสั่ง ที่ 683/2567 ลงวันที่ 20 ธ.ค.2567 แต่งตั้งกรรมการสอบสวนฯ ขึ้น

จากการสอบสวนมีหลักฐานชี้ชัดว่า ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยา มีมูลเหตุจูงใจกระทำการต่าง ๆ ดังกล่าว เพื่อเรียกรับเงินจำนวน 3 ล้านบาท แลกกับการไม่เปิดเผยคลิปวิดีโอความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ด้วยพฤติการณ์ความผิดที่ประจักษ์ชัด ประกอบสภาพความร้ายแรงแห่งการกระทำ มูลเหตุจูงใจเกี่ยวกับเรื่องเงิน เป็นเหตุให้ไม่สามารถหยิบยกเอาการทำคุณประโยชน์ให้กับราชการมาลดหย่อนผ่อนโทษได้ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จึงได้มีคำสั่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ 462/2569 ลงวันที่ 31 ส.ค.2569 สั่งลงโทษขั้นสูงสุดให้ “ไล่ออก” จากราชการ อันส่งผลให้อดีตข้าราชการตำรวจรายนี้ พ้นสภาพจากความเป็นข้าราชการตำรวจโดยสมบูรณ์ และให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

2.พฤติการณ์คุกคาม ข่มขู่ และหมิ่นประมาทก่อนหน้าที่จะมีคำสั่งทางวินัย พ.ต.อ.นายดังกล่าว ได้ให้ภรรยามาพูดจาข่มขู่และกดดันผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจเพื่อหวังให้ตนเองไม่มีความผิด และภายหลังจากที่มีการดำเนินการทางวินัยแล้ว ปรากฎข้อเท็จจริงว่า อดีตข้าราชการตำรวจรายนี้และบุคคลใกล้ชิดได้มีพฤติการณ์กระทำการเพื่อหวังผลประวิงเวลา และกดดันกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ดังนี้

การสร้างข่าวสารบิดเบือนเพื่อกดดันองค์กร มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เช่น “กู้ศักดิ์ศรีให้ตำรวจ” และ “ข่าวตำรวจNo.1” ในการโพสต์ข้อความบิดเบือนและหมิ่นประมาทโจมตีผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง การโพสต์ข้อความข่มขู่คุกคาม เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 ภรรยาของผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความข่มขู่หมายเอาชีวิตผู้อื่นอย่างชัดเจนว่า “มีคนจะเอาลูกตะกั่วให้พวกมึงแดก!!” ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความประพฤติชั่วร้ายแรงที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและชีวิตของผู้อื่น

3.ความคืบหน้าในการดำเนินคดีอาญานอกเหนือจากการกระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงจนนำไปสู่คำสั่งไล่ออกจากราชการแล้ว พ.ต.อ.นายดังกล่าว และคู่สมรส ยังมีพฤติการณ์กระทำผิดกฎหมายอาญา ซึ่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและบางคดีปรากฏผลการพิจารณาคดีอย่างเด็ดขาดแล้ว ดังนี้

กรณีการแจ้งความเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น (คดีอาญาที่ 14572567 สน.พระโขนง) ผู้ถูกลงโทษและคู่สมรสได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ในข้อหาลักทรัพย์และบุกรุก ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการได้พิจารณา พยานหลักฐานแล้ว มีความเห็นตรงกันให้ “สั่งไม่ฟ้อง” อย่างเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีการกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ส่งผลให้คดีอาญาดังกล่าวเป็นอันถึงที่สุด

การถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ (คดีอาญาที่ 1497/2567 สน.พระโขนง) จากพฤติการณ์ในคดีข้างต้น ผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์กลับ ส่งผลให้พนักงานสอบสวนสรุปสำนวน “สั่งฟ้อง” ผู้ถูกลงโทษและคู่สมรสและพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาแล้ว ในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ

คำพิพากษาศาลอาญาคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (คดีหมายเลขดำที่ อ.3561/2567) จากพฤติการณ์ที่ผู้ถูกลงโทษและคู่สมรสได้ร่วมกันไปให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์อันทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงนั้น เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดจริง โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 150,000 บาท (โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี)พร้อมทั้งมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์และเว็บไชต์ข่าวต่อเนื่อง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว

สิทธิประโยชน์และการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย ผลจากคำสั่งลงโทษ “ไล่ออก” จากราชการ ทำให้อดีตข้าราชการตำรวจผู้นี้หมดสิทธิในการรับบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการใดๆ จากทางราชการโดยสิ้นเชิงอย่างไรก็ตาม บุคคลผู้นี้ยังคงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง หากประสงค์จะโต้แย้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ สามารถนำเรื่องยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยจาก ก.พ.ค.ตร. ตามกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ขอยืนยันการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเด็ดขาด หากพบข้าราชการตำรวจ ในสังกัดกระทำการประพฤติชั่วและสร้างความเสื่อมเสีย สถาบันฯ จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดโดยไม่มีการละเว้น เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติยศขององค์กรและความเชื่อมั่นของประชาชนสืบไป

ผู้สื่อข่ารายงานว่า “พ.ต.อ.”คนดังกล่าว เป็นสามี น.ส.ธณัฏฐา หรือ ณิชานันท์ ยอดเยี่ยม หรือเจ๊หนิง อดีตอาจารย์พิเศษโรงเรียนนายร้อยตำรวจ คู่กรณี นางศิรินัดดา หักพาล ภรรยาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ฟ้องละเมิดหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายทางเเพ่ง กรณีสัมภาษณ์ข่าวหมิ่นน.ส.ศิรินัดดา เป็นชู้กับสามีตัวเอง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตำรวจนำตัว 'บิ๊กโจ๊ก-ภรรยา' ส่งอัยการพิจารณาคดีร่วมกันฟอกเงิน

พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ สารบุญ ผกก. สน.บางรัก และคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ได้นำพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. และนางศิรินัดดา หักพาล ภรรยา พร้อมสำนวนการสอบสวนและความเห็นสมควรสั่งฟ้อง

'ชมรมแพทย์ชนบท' วิเคราะห์ 6 ข้อ อ.ก.พ.สธ.มีมติ 4:3 ปลด 'หมอสุภัทร' เชื่อไม่จบแค่รมว.สธ.

เพจ ชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ข้อความ เรื่อง ใครคือไอ้โม่งสั่งปลด หมอสุภัทร???? มีเนื้่อหาดังนี้ ​กรณีคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติ 4 ต่อ 3 ปลดนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ศาลปกครองสูงสุดคุมเข้ม! พิพากษาคดี 'บิ๊กโจ๊ก' ไม่เกินบ่ายสามรู้ผล

ศาลปกครองสูงสุดคุมเข้ม อ่านคำตัดสินคดี 'บิ๊กโจ๊ก' คาดก่อนบ่ายสามโมงรู้ผล ชนะหรือแพ้ พิสูจน์เส้นทางแมว 9 ชีวิตบิ๊กสีกากี   

'บิ๊กโจ๊ก' ลั่นกำลังใจดีอยู่แล้ว บอกให้ว่าไปตามกฎหมาย หลัง ผบ.ตร. เซ็นไล่ออก

พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงนามในคำสั่งไล่ออกจากราชการตามความเห็นของคณะกรรมการเสนอแนะการลงโทษ ผิดวินัยร้ายแรงเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์

ผบ.ตร. เซ็นไล่ออก 'บิ๊กโจ๊ก' เผยขั้นตอนยังอุทธรณ์ ก.พ.ค.ตร.-ฟ้องศาลปค.สูงสุด

พล.ต.อ.กิติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงนามในคำสั่งไล่ออกจากราชการ  พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.แล้ว  โดยเป็นการลงนามตามมติคณะกรรมการเสนอแนะการลงโทษ ตามมาตรา 125 วรรค3 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ พ.ศ.2565 ที่มี