บทเรียนน้ำท่วม! ราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย จากต่างประเทศถึงไทย

น้ำท่วมประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร กลายเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝนตกหนัก น้ำเหนือไหลหลาก น้ำทะเลหนุนสูง ระบบระบายน้ำทำงานไม่ทัน ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและการบริหารจัดการของมนุษย์

ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม คำถามเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองก็กลับมา

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องรับผิดชอบแค่ไหน รัฐบาลกลางต้องรับผิดชอบส่วนใด รัฐมนตรีหรือหน่วยงานใดมีอำนาจในการจัดการ และหากระบบรับมือกับสถานการณ์ไม่ได้ตามที่ควรจะเป็น ใครควรออกมาชี้แจงต่อประชาชน

คำถามเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หลายประเทศเคยเผชิญกับภัยพิบัติขนาดใหญ่ และหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย สิ่งที่ตามมาคือการตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและหน่วยงานของรัฐ

บางแห่งมีผู้ลาออก บางแห่งมีการสอบสวนครั้งใหญ่ ขณะที่บางประเทศผู้บริหารยังอยู่ในตำแหน่ง แต่รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างและระบบรับมือภัยพิบัติ

กรณีของสหรัฐอเมริกาหลังเฮอริเคนแคทรีนาในปี 2548 เป็นตัวอย่างสำคัญ

เฮอริเคนแคทรีนาพัดถล่มชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2548 และสร้างความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่นิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา รายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินสหรัฐฯ หรือ GAO ระบุว่า แคทรีนาส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่าครึ่งล้านคนในพื้นที่ประมาณ 90,000 ตารางไมล์ และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,600 คน

การเตรียมพร้อมและการตอบสนองต่อภัยพิบัติถูกตรวจสอบอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับรัฐบาลกลาง รัฐ และท้องถิ่น

ไมเคิล บราวน์ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการเหตุฉุกเฉินกลาง หรือ FEMA ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมและการรับมือกับแคทรีนา ขณะที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป

แต่เรื่องไม่ได้จบลงที่การเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการ FEMA

ในเดือนตุลาคม 2549 สหรัฐฯ ออกกฎหมาย Post-Katrina Emergency Management Reform Act เพื่อปรับโครงสร้างและเพิ่มบทบาทของ FEMA รวมถึงกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจนขึ้นทั้งการเตรียมพร้อม การรับมือ การฟื้นฟู และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

GAO ติดตามการดำเนินการตามกฎหมายในเวลาต่อมา พบว่ามีความคืบหน้าในหลายด้าน ขณะเดียวกันยังมีบางส่วนที่ต้องปรับปรุงต่อไป กรณีแคทรีนาจึงมีทั้งความรับผิดชอบของผู้บริหาร การตรวจสอบ และการแก้ไขระบบตามมา

ญี่ปุ่นมีประสบการณ์อีกแบบหนึ่งจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ซึ่งตามมาด้วยอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ กลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

นาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการรับมือภัยพิบัติและวิกฤตนิวเคลียร์ รวมถึงแรงกดดันทางการเมืองภายในและญัตติไม่ไว้วางใจ การพ้นตำแหน่งของคังจึงไม่ได้เกิดจากการรับมือภัยพิบัติเพียงเรื่องเดียว แต่เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยทางการเมืองหลายด้าน

คณะรัฐมนตรีของคังลาออกเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2554 ก่อนที่คังจะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และโยชิฮิโกะ โนดะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 2 กันยายน 2554

การเปลี่ยนรัฐบาลเกิดขึ้น แต่ภารกิจฟื้นฟูยังต้องเดินหน้าต่อ

ญี่ปุ่นจัดตั้ง Reconstruction Agency เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ให้เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและขับเคลื่อนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย ทั้งในระดับรัฐบาลกลางและท้องถิ่น การฟื้นฟูดำเนินต่อเนื่องทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณูปโภค เมืองและชุมชน และรัฐบาลญี่ปุ่นขยายการทำงานของหน่วยงานดังกล่าวต่อไปจนถึงปีงบประมาณ 2030

กรณีของญี่ปุ่นทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนตัวผู้นำกับการฟื้นฟูประเทศเป็นคนละภารกิจ แม้การเมืองจะเปลี่ยน แต่การแก้ปัญหายังต้องเดินต่อ

เยอรมนีมีกรณีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับน้ำท่วมในหุบเขา Ahr เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564

น้ำท่วมครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในเขต Ahrweiler และเกิดคำถามเกี่ยวกับระบบเตือนภัย การประเมินสถานการณ์ และการทำงานของฝ่ายปกครองในคืนเกิดเหตุ

Jürgen Pföhler นายอำเภอเขต Ahrweiler ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการรับมือกับเหตุการณ์ ก่อนถูกพักงานและเกษียณในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 และเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางอาญา อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 อัยการยุติการสอบสวนโดยไม่ฟ้อง Pföhler หลังเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความรับผิดทางอาญา

แรงกดดันทางการเมืองยังขยายไปถึงรัฐบาลของรัฐไรน์ลันด์-พฟัลซ์ Anne Spiegel ซึ่งขณะเกิดน้ำท่วมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของรัฐ และต่อมาเป็นรัฐมนตรีครอบครัวของรัฐบาลกลาง ลาออกในเดือนเมษายน 2565 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการหลังภัยพิบัติ รวมถึงกรณีเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวหลังเกิดเหตุ

Roger Lewentz รัฐมนตรีมหาดไทยของรัฐไรน์ลันด์-พฟัลซ์ ลาออกในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ท่ามกลางการตรวจสอบการรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วม ขณะที่รัฐสภาของรัฐเดินหน้าสอบสวน มีการตรวจสอบเอกสารและสอบพยานจำนวนมาก

กรณีเยอรมนีจึงทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า “ความรับผิดชอบทางการเมือง” กับ “ความรับผิดทางอาญา” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน นักการเมืองบางคนอาจพ้นจากตำแหน่งจากแรงกดดันทางการเมือง ขณะที่การจะเอาผิดทางอาญาต้องพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการยุติธรรม

ออสเตรเลียมีอีกลักษณะหนึ่ง หลังเหตุไฟป่า Black Summer ในช่วงปี 2562-2563 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักทั่วประเทศ มีผู้เสียชีวิต 33 คน บ้านเรือนถูกทำลาย 3,110 หลัง และส่งผลกระทบต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติในวงกว้าง

สกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป แต่รัฐบาลออสเตรเลียตั้ง Royal Commission เพื่อสอบสวนการจัดการภัยพิบัติระดับประเทศ

คณะกรรมาธิการเสนอข้อแนะนำทั้งหมด 80 ข้อ ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมพร้อม การประสานงานระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐและดินแดน การรับมือภัยพิบัติ ไปจนถึงการฟื้นฟู รัฐบาลกลางจึงเดินหน้าปรับระบบตามข้อเสนอ โดยมีทั้งส่วนที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลางโดยตรง และส่วนที่ต้องทำร่วมกับรัฐและดินแดน

สี่ประเทศ สี่เหตุการณ์ และรูปแบบความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน

สหรัฐฯ มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร FEMA และตามมาด้วยการปฏิรูประบบ ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนรัฐบาลท่ามกลางปัจจัยทางการเมืองหลายด้าน ก่อนตั้งหน่วยงานฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เยอรมนีมีทั้งการลาออก การสอบสวนทางการเมือง และกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนออสเตรเลียตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนและปรับระบบ โดยนายกรัฐมนตรีในขณะเกิดเหตุยังคงดำรงตำแหน่ง

บทเรียนจากต่างประเทศจึงไม่มีคำตอบเดียวว่า ผู้บริหารต้องลาออกทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ สิ่งที่เห็นร่วมกันมากกว่าคือ เมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ต้องมีการตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น ใครมีหน้าที่ในส่วนใด ระบบผิดพลาดตรงไหน และต้องแก้ไขอย่างไร

เมื่อนำกลับมามองประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เรื่องนี้ยิ่งไม่ควรถูกลดเหลือเพียงคำถามว่า “ใครต้องลาออก” เพราะการบริหารจัดการน้ำไม่ได้อยู่ในมือหน่วยงานเดียว ทั้งระบบระบายน้ำในพื้นที่ การบริหารน้ำจากพื้นที่ตอนบน การจัดการคลองและประตูระบายน้ำ การเตือนภัย ตลอดจนการประสานงานในภาวะฉุกเฉิน ล้วนเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของหลายหน่วยงาน

ความรับผิดชอบจึงต้องเริ่มจากการแยกให้ออกก่อนว่า เหตุที่เกิดขึ้นมาจากอะไร ส่วนใดเป็นข้อจำกัดจากปริมาณฝนหรือสภาพทางธรรมชาติ ส่วนใดเป็นข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐาน และส่วนใดเกิดจากการบริหารจัดการ การตัดสินใจ หรือการประสานงานที่ไม่ทันต่อสถานการณ์

เมื่อแยกข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ จึงค่อยตอบได้ว่า กรุงเทพมหานครต้องรับผิดชอบส่วนใด รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบส่วนใด และมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อยู่ในอำนาจของตัวเอง

นักการเมืองอาจไม่สามารถหยุดฝน หรือสั่งให้น้ำไม่ไหลเข้าพื้นที่ได้ แต่ฝ่ายบริหารมีหน้าที่เตรียมระบบให้พร้อม ตัดสินใจในช่วงวิกฤต แจ้งเตือนประชาชน และแก้ไขจุดอ่อนที่พบหลังเกิดเหตุ หากมีความผิดพลาดต้องมีคำอธิบาย หากพบปัญหาของระบบก็ต้องมีการแก้ไข ส่วนความรับผิดชอบทางการเมืองจะไปถึงระดับใด ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง อำนาจหน้าที่ และผลจากการตรวจสอบ

การลาออกจึงเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่คำตอบสำหรับภัยพิบัติทุกกรณี ในทางกลับกัน การที่ผู้บริหารยังอยู่ในตำแหน่งก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องรับผิดชอบหรือไม่ต้องถูกตรวจสอบ

สิ่งที่ประชาชนควรได้รับหลังน้ำลด คือคำตอบที่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น ใครรับผิดชอบในส่วนใด ระบบจะถูกแก้ตรงไหน และครั้งต่อไปรัฐจะทำอะไรให้ดีกว่าเดิม

น้ำอาจลดลงในไม่กี่วัน แต่ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้หายไปพร้อมกับน้ำ หากบทเรียนจากครั้งนี้ถูกนำไปแก้ไขจริง ครั้งต่อไปประชาชนควรได้รับการเตือนเร็วขึ้น ระบบควรพร้อมขึ้น และหน่วยงานต่างๆ ต้องรู้ว่าใครมีหน้าที่ทำอะไร

นั่นคือ “ราคา” ที่ฝ่ายการเมืองและระบบราชการต้องจ่ายหลังเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะลงเอยด้วยการลาออก การสอบสวน หรือการแก้ไขระบบก็ตาม.

แหล่งข้อมูล: GAO และ U.S. Senate (สหรัฐฯ), Prime Minister’s Office และ Reconstruction Agency (ญี่ปุ่น), Tagesschau/ARD และ DW (เยอรมนี), Australian Government (ออสเตรเลีย)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สมชัย' จับตา 'ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ' เริ่มนับหนึ่ง 1 ต.ค. ใครจะได้ช่อดอกไม้ ใครจะถูกตัดหัว

'สมชัย' จับตา ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เริ่มนับหนึ่ง 1 ต.ค. ต้องลุ้นหน่วยงานที่รับผิดชอบ จะลงนามกับบริษัทประกันที่มีผู้สนใจประมาณ 10 ราย ทันหรือไม่ ใครจะได้รับช่อดอกไม้ ใครจะหัวขาด เหตุน้ำที่ท่วมแล้วแม้จะเกิดขึ้นก่อน 1 ต.ค. แต่หากยังท่วมขังก็มีข้อโต้แย้งว่าควรมีสิทธิได้รับเงินประกัน และที่กำลังจะท่วมอีกทั่วประเทศ ประมาณ 9แสน -1 ล้านครัวเรือน

แชร์คลิปว่อน นายกฯหนู ใจป้ำ ควักเงินสดแจกขาวบ้านน้ำท่วมย่านสายไหม

บนโลกออนไลนมีการแชร์คลิปเหตุการณ์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ และให้กำลังใจประชาชนผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่ เขตสายไหม บริเวนบ้านเอื้ออาทรบางเขน (คลองถนน) กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 22 .00 น.เมื่อคืนวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา

'อนุทิน' ขอให้น้อมรับเสียงวิจารณ์น้ำท่วม!

'อนุทิน' ขอให้ทุกหน่วยงานน้อมรับเสียงวิจารณ์น้ำท่วม และใจกว้าง อดทน อย่าขัดแข้งขัดขา พร้อมระดมกำลังแก้ปัญหาเต็มที่ ชูประชุมทุกเช้าบูรณาการข้อมูลอุดรอยรั่วการทำงาน ย้ำ กทม.อย่ามองเป็นเขตพิเศษ

'หมอพรทิพย์' ติดเกาะวันที่สี่จนเสบียงหมด ออกมาซื้อขนมปังร้าน 'จอน นูโว' หวั่น น้ำเหนือกำลังจะมา

'หมอพรทิพย์' เผยติดเกาะมาวันที่สี่ กินมาม่าและเสบียงในบ้านจนหมด ติดรถออกมาหน้าหมู่บ้าน ซื้อขนมปังร้านของ 'จอน นูโว' ฝนแช่หมดแล้ว ฝนตามฤดูกำลังจะมา น้ำเหนือกำลังจะบ่า ยังไม่รู้กำลังจะเกิดอะไรขึ้น