
แฟ้มภาพ
‘โกวิท’ อัยการสูงสุดคนที่ 21 ประกาศภารกิจ 2 ปี กางแผนปราบอาชญากรรม ยกโมเดล FBI ต้องมีอำนาจเชิงรุก ดัน ‘วัชรินทร์’ นำทัพสำนักงานสอบสวน ล้างภาพอัยการยักษ์ไร้เขี้ยว
12 ต.ค.2569-นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุดคนที่ 21 มอบนโยบายการบริหารงานประจำปีงบประมาณ 2570–2571 ให้แก่ผู้บริหารสำนักงานอัยการทั่วประเทศที่มาร่วมประชุมและรับฟังผ่านระบบออนไลน์ที่ผ่านมา ซึ่งในนโยบายของอัยการสูงสุดมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างอัยการสากลและการเปรียบเทียบกับหน่วยงานระดับโลกอย่าง FBI
นายโกวิท ระบุว่า หลังจากขึ้นรับตำแหน่งอัยการสูงสุดก็คิดว่าเราจะมีภารกิจใหม่ ที่จะต้องทำเพิ่มเติม อัยการการไทยไม่เหมือนทุกประเทศอัยการในทั่วโลก เพราะในทุกประเทศ อัยการมีหน่วยงาน ลักษณะแบบเอฟบีไอของตัวเอง ส่วนของไทยการทำงานเชิงรุกของเราเริ่มมีก็คือสำนักงานการสอบสวนที่มี ดร. วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานสอบสวนกำกับดูเเลเรื่องสอบสวนเริ่มลงมือทำผลักดันเพิ่ม
“เราก็ยังไม่มีอำนาจในการป้องปรามเหตุ เรื่องนี้อธิบดีอัยการต่างประเทศรู้ดีว่าเวลาประชุมอัยการทั่วโลกในต่างประเทศ เขาก็จะเชิญอัยการไทยเราไปประชุมเกี่ยวกับเรื่องการป้องปรามฯ ซึ่งเราก็ไปประชุมโดยที่เราไม่มีอำนาจป้องปรามฯในประเทศ โดยที่อัยการ ของประเทศอื่นๆ ต่างก็คิดว่าเรามีอำนาจในการป้องปราม เเต่เรามีเพียงอำนาจในการตั้งรับ หลังจากที่พนักงานสอบสวนทำสำนวนมาเท่านั้น เเต่ตนเชื่อเมื่อเราเริ่มขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่งเเล้วก็จะมีขั้นที่ร้อยได้”
นอกจากนี้ในระหว่างการพบปะพูดคุยกับผู้บริหารเเละสื่อมวลชน นาย โกวิท ยังได้หยิบยกโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมในระดับสากลขึ้นมาเปรียบเทียบ เพื่อสะท้อนถึงข้อจำกัดและมุมมองในการพัฒนาองค์กรอัยการไทย โดยยกตัวอย่าง ว่ากระทรวงยุติธรรมในต่างประเทศจะมี FBI เป็นของตนเอง หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของประเทศ( Attorney General )ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรืออัยการสูงสุด ซึ่งกระทรวงยุติธรรมทั่วโลกก็คือกระทรวงอัยการ
เมื่อสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ของไทยแยกตัวออกมาเป็นอิสระเพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายการเมือง ทำให้บริบทเปลี่ยนไป กลายเป็นยักษ์ตัวใหญ่ ที่มีอำนาจฟ้องคดี แต่ เเต่อำนาจในการสอบสวนในเชิงป้องกันยังขาดหายไป ต่างจากต่างประเทศที่มีหน่วยงานเฉพาะทางอย่าง FBI ที่รวมการสืบสวนสอบสวนและป้องกันอาชญากรรมไว้ครบวงจรภายใต้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับชาติ เมื่อก่อนอัยการเราอยู่กระทรวงมหาดไทย เรียกว่าคุมทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอัยการอยู่ในกระทรวงเดียวกัน ทำให้การประสานงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทำได้เบ็ดเสร็จ
“เวลาที่อัยการไทยเดินทางไปปฏิบัติภารกิจหรือประชุมร่วมกับต่างประเทศ นานาชาติมักจะเข้าใจว่าอัยการไทยมีบทบาทอำนาจเบ็ดเสร็จเทียบเท่าอัยการในโลกสากล แต่ในความเป็นจริงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของไทยมีความแตกต่างและมีข้อจำกัดทางกฎหมายอัยการเรามีเเต่ตั้งรับซึ่งต่อไปก็พร้อมจะขายความคิดนี้ออกไป”
ช่วงท้ายนายโกวิท ระบุว่า การจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือขยายขอบเขตอำนาจให้ทัดเทียมกับต่างประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้ทันทีโดยลำพัง แต่ต้องอาศัยการผลักดันทางกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติ และสร้างความเข้าใจร่วมกันกับประชาชนและสังคม ในช่วงเวลาทำงาน 2 ปีนี้ จะพยายามสื่อสารและผลักดันแนวคิดการพัฒนาองค์กรอัยการไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากลและตอบโจทย์ความยุติธรรมของประชาชนอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'โกวิท' อสส.ใหม่ สั่งอัยการกล้าไม่ฟ้องคดีหลักฐานอ่อน ชี้ศาลยกฟ้อง 40%
อัยการสูงสุดคนที่ 21 มอบนโยบายอัยการทั่วประเทศ ย้ำต้องกล้าใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีที่พยานหลักฐานไม่ชัดเจน หลังพบคดีที่อัยการฟ้องศ
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดีฮั้ว สว. ไม่เข้าเกณฑ์ล้มล้างการปกครอง-ไม่ใช่รัฐประหารเงียบ
นักกฎหมายมหาชนชี้ สว.สำรองกลุ่ม 11 ยื่น อสส.เป็นเพียงเทคนิคเปิดช่องอำนาจฟ้องตรงศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มองข้อเท็จจริงคดีฮั้ว สว.ไม่เข้าองค์ประกอบล้มล้างการปกครอง ซัดกลุ่มแพ้แล้วพาล อยากเป็น สว.ตัวจริง เชื่อโอกาสสูงศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย
โปรดเกล้าฯ ‘โกวิท ศรีไพโรจน์’ เป็นอัยการสูงสุด มีผล 1 ต.ค.นี้
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศวุฒิสภา เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการอัยการ
อสส. สั่งฟ้องแก๊งค้ายาข้ามชาติ เครือข่าย 'แอร์มีนา' ขนเฮโรอีนซุกกระเป๋าผ้าช้าง
อัยการสูงสุดเซ็นสั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหาเครือข่าย “แอร์มีนา” คดีขนเฮโรอีนข้ามชาติ หลัง “อธิบดีอัยการวัชรินท
สภาสูงเดือด! 'นันทนา' ขวางโหวตอัยการสูงสุด 'สว.กอบ' ซัดจะเข้าโลงอยู่แล้วไม่ต้องทำฝีปากมาก
ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ื 1 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคือนายโกวิท ศรีไพโรจน์
'วัชรินทร์' ชง อสส. ชี้ขาดคดีฟอกเงินหุ้น STARK ภาค 2 เป็นคดีนอกราชฯ
สำหรับความคืบหน้าคดีหุ้น STARK ล่าสุดพนักงานสอบสวนดีเอสไอนำสำนวนหุ้น STARK สำนวนที่ 2 เป็นสำนวน ที่มีการกล่าวหา นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีเเรก เเต่มาเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ในคดีนี้ ร่วมกับพวก 8 รายกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จากที่นายศรัทธา ผู้ต้องหาได้ทำการไซฟ่อนเงินออกจากบัญชีของบริษัท ส

