พท.ส่อวุ่น! คลิป ’เศรษฐา’ หาเสียงแก้ ม.122 ทำ ‘สว.เสรี’ ลังเลโหวตนายกฯ

31 ก.ค.2566-นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงกระแสข่าวทิศทางการโหวตนายกรัฐมนตรี วันที่4ส.ค. ที่พรรคเพื่อไทยสามารถรวบรวมเสียงพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนามาร่วมสนับสนุนได้ และพรรคก้าวไกลก็ยินดีโหวตสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทย แต่จะไม่ขอเป็นพรรคร่วมรัฐบาลว่า เคยได้ยินสูตรนี้มาเช่นกัน ถ้าทำได้จริงก็ไม่ต้องพึ่งเสียงสว.ช่วยโหวตนายกฯ เพราะใช้เสียงสส.อย่างเดียวก็เกิน376เสียงแล้ว ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทยจะโหวตสนับสนุนให้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้ว หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นนายกฯแล้ว ไปเอาพรรคก้าวไกลมาร่วมรัฐบาลด้วยก็ต้องรับผิดชอบที่รับปากแล้ว แต่เปลี่ยนใจภายหลัง

นายเสรี กล่าวว่า สำหรับจุดยืนการโหวตนายกฯของสว.นั้น ยืนยันไม่โหวตสนับสนุนพรรคที่คิดจะแก้มาตรา112 ล่าสุดเพิ่งเห็นคลิปนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ที่เคยพูดถึงแนวทางการแก้ไขมาตรา112ตอนหาเสียงเลือกตั้ง จึงขอนำคลิปดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาโหวตเลือกนายกฯก่อน

“ยังไม่สามารถให้คำตอบได้จะโหวตเลือกนายเศรษฐาหรือไม่ แม้ในเอ็มโอยู 8พรรคร่วมรัฐบาลไม่ระบุเรื่องการแก้ไขมาตรา112 และพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนไม่แก้มาตรา112 แต่ติดอยู่ที่นายเศรษฐาเคยพูดตอนหาเสียงจะแก้มาตรา112 จึงอยากได้ยินคำตอบที่ชัดเจนจากปากนายเศรษฐามีความคิดจะแก้มาตรา112จริงหรือไม่ เพื่อประกอบการตัดสินใจโหวตนายกฯ”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สีน้ำเงิน ยังคุมสภาสูง เดิมเกมดูดสว.เติมเสียง

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.จำนวน 77 รายชื่อ โดยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 26 รายชื่อ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมามากมาย

วุฒิสัญจรสู้ฮั้วสว. เต็มสูบ!สภาสูงขนกมธ.ไปตราดตอบทุกเรื่องที่สงสัย

“กมธ.วุฒิสภา” เปิดเวทีโชว์ผลงาน ด้าน “พิสิษฐ์” ยันคดี "ฮั้ว สว." ไม่กระทบ เดินหน้าทำงาน ลุยหน้าที่เต็มสูบจนกว่าศาลสั่ง “ธณัชญ์พงศ์” มอง “กอ.รมน.” ยังจำเป็น ไปต่อ

'ยุทธพร' ชี้มติ กกต.ปม สว.สร้างความชัดเจน รัฐบาลไปต่อ-เศรษฐกิจคลายกังวล ลดความเสี่ยงเกมเซตซีโร่

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงผลการพิจารณาคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มติดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่สถานการณ์การเมืองว่า รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ และลดความกังวลว่าผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่เกม “เซตซีโร่” ทางการเมือง