พันธมิตรฯเฮลั่น ปล่อยตัว 'อมร-ไชยวัฒน์-เทิดภูมิ' พ้นเรือนจำ

11 ม.ค.2565 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ กรมราชทัณฑ์ เตรียมปล่อยตัว นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี และนายเทิดภูมิ ใจดี แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ออกจากเรือนจำพิเศษพรุงเทพฯ หลังทั้ง 3 ถูกศาลฎีกาพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2564 ให้จำคุกเป็นเวลา 8 เดือน ในคดีชุมนุม "ดาวกระจาย" ขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ปี 2551 

สำหรับการปล่อยตัวครั้งนี้ เนื่องจากนายไชยวัฒน์ , นายอมร และนายเทิดภูมิ  ซึ่งได้รับโทษจำคุก โดยเข้าเงื่อนไขตามพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2564  มาตรา 7 ระบุว่า ไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุก ตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เอาซิ! ‘เต้น’ โบ้ย ‘พธม.’ ต้นเหตุเกิดรัฐประหาร 19 กันยา. ทำประเทศขัดแย้ง

ณัฐวุฒิ ระบุ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นจุดเริ่มต้นมหากาพย์ความขัดแย้งของสังคมไทย มาตลอด 16 ปี การชุมนุมของกลุ่ม พธม. ในช่วงปี 2548-2549

ม็อบ 4 ภาค บุกทำเนียบ ปิดถนน จี้ 'บิ๊กป้อม' แก้หนี้เกษตรกร ที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ

กลุ่มสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาคและเกษตรกรทั้งประเทศ ประมาณ 900 คน นำโดย นายประพาส โงกสูงเนิน นัดชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

'แท็กซี่' เตรียมบุกพลังงานจี้สางปัญหาปล่อยราคาแก๊สลอยตัว

ดีเดย์ 13 ก.ย.นี้ “แท็กซี่” กว่า 60 คัน บุกกระทรวงพลังงาน จี้สางปัญหาปล่อยราคาแก๊สลอยตัว ขอลดราคาก๊าซ NGV และแก๊ส LPG แนะออกบัตรส่วนลดค่าเชื้อเพลิงให้คนขับรถแท็กซี่ทุกคน พ่วงหนุนเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าเร่งด่วนทดแทนรถที่หายไปจากผลกระทบโควิด-19

'จตุพร' ขึงพืด 'มีชัย' กลางม็อบ พลีชีพจงใจให้การเท็จ

11 ก.ย.2565 - ที่ลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายนิติธร ลำเหลือ หรือทนายนกเขา และแกนนำกลุ่มหลอมรวมประชาชน จัดกิจกรรม “หยุดอำนาจ 3ป. เพื่อนับหนึ่งประเทศไทย” ต่อเป็นสัปดาห์ที่ 2 ประเด็นที่คุณประยุทธ์ ขอให้ศาลนึกถึงข้อกฎหมายไม่ใช้การรับรู้ของประชาชนทั่วไป นั้นสะท้อนว่าคุณประยุทธ์ไม่รับรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันประเด็นที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ บอกไปยังคณะรัฐมนตรีทั้งหลายนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา พวกท่านทั้งหลายไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตร รักษาการไม่ได้ คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ไม่ได้เพราะหลังจากศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้นมาจากพื้นที่ของคุณประยุทธ์ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแล้ว หมายความว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแล้วจึงให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ “เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญทางคณะหลอมรวมประชาชนจะรอศาลตัดสิน หลังจากนั้นจะไล่ดำเนินคดีกับทุกๆคน และหลังจากนี้หากศาลตัดสินไม่ว่าจะเป็นทางใดก็แล้วแต่ คณะรัฐมนตรีทั้งหมดก็ต้องพ้นไปอยู่ดี เพราะมีการฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นแล้ว” นายนิติธร ระบุ ด้าน นายจตุพร กล่าวว่า คนที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่พอใจมากที่สุดเรื่อง 8 ปี คือนายมีชัย ฤชุพันธ์ นายมีชัย ถ้าเปรียบการสร้างบ้านก็เหมือนคนออกแบบและเป็นผู้รับเหมาไปในตัว พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนผู้ว่าจ้าง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้บ้านอยู่ได้ไปตลอดชีวิต แต่นายมีชัยออกแบบไว้แค่ 8 ปี นั้นเปรียบเปรยเหมือนการสร้างบ้าน แต่นี้ประเทศไทยรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด นายจตุพร ระบุว่า ตามความที่ทนายนกเขาได้อธิบายความนั้น การเป็นนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ จะดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปีไม่ได้ตามมาตรา 158 และเหตุที่เป็นต่อหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากมาตรา 264 ระบุว่า ให้คณะรัฐมนตรีที่เป็นก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ เฉกเช่นเดียวกับคณะองคมนตรี คณะองคมนตรีที่เป็นก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้เป็นคณะองคมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งจะผิดไปจากตำแหน่งอื่นๆให้ทำหน้าที่แทนไม่ว่าจะเป็น สนช.สปช.และ คสช.ก็ตาม “เพราะฉะนั้นการพยายามที่จะบิดเบือนหาช่องทางให้ตัวเองรอดเป็นการกระทำที่น่าละอาย ความเป็นจริงคณะหลอมรวมฯได้แสดงจุดยืนมาตั้งแต่ต้นว่า เรื่อง 8 ปี ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะวิญญูชนหย่อมรู้ดีว่าตัวเองดำรงตำแหน่งมาแล้วจาก 24 ส.ค.57 ครบ หลังเที่ยงคืนวันที่ 23 ส.ค.65 เพราะฉะนั้นคนไทยที่รู้หนังสือหรือไม่รู้หนังสือกฎหมายบัญญัติว่าการเกิดเป็นคนไทยจะปฏิเสธไม่รู้กฎหมายไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นถึงนายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้งนายมีชัยและพวกร่างรัฐธรรมนูญ การพยายามอธิบายความให้กับตัวเองยิ่งเป็นการสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง ยิ่งนายมีชัย ซึ่งจะต้องทำคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามเอกสารที่หลุดออกมานั้น” นายจตุพร กล่าว นายจตุพร กล่าวต่อว่า ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าเอกสารรายงานการประชุม ทั้งหมด 501 ครั้ง ได้พิมพ์เป็น 2 เล่ม เล่มแรกเป็นปกแข็งคือการประชุมครั้งที่ 1- 485 เล่มที่ 2 คือปกอ่อนประชุมครั้งที่ 486-501 เพราะฉะนั้นในคำชี้แจงของนายมีชัย จะต้องหยิบหนังสือบันทึกรายงานการประชุมเล่มปกอ่อน เพราะเรื่องนี้ผ่านเรื่องราวมาร่วม 5 ปี ย่อมที่จะประจักษ์ชัดเจนว่า การประชุมแม้ว่าจะหลงลืมอย่างไรก็ตามไม่มีทางหลงลืมไปได้ นายมีชัยระบุว่าการประชุมครั้งที่ 500 เป็นครั้งสุดท้าย และเจ้าหน้าที่จดผิดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง นายมีชัย ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าครั้งที่ 500 ไม่ได้เป็นครั้งสุดท้าย ให้ลืมเกือบตายเวลาที่ไปเปิดย้อนหลังดูเพราะต้องทำคำชี้แจง ครั้งที่ 500 มันมีครั้งที่ 501 อีก และที่นายมีชัย กล้าเขียนว่ายังไม่ได้รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 500 ทั้งที่การประชุมครั้งที่ 501 มีการรับรองกันชัดเจน โดยนายมีชัย นั่งเป็นประธานที่ประชุม มีคนอื่นๆร่วมด้วยไม่ใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่ นายจตุพร กล่าวว่า ต่อมาอ้างว่าไม่ได้ให้เจ้าหน้าที่สภาที่ชำนาญการเรื่องจดชวเลขเข้าไปบันทึก ความเป็นจริงการใช้ชวเลขหรือการบันทึกอื่นใดนั้นมันอยู่ที่สรุปรายงานการประชุม ซึ่งผ่านการตรวจ จากนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ซึ่งเป็นรองประธานคนที่ 2 และเคยเป็นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเคยเป็นศาลฏีกา นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ก็เคยเป็นอนุกรรมการอยู่ชุดนี้ด้วย แม้กระทั่งการประชุมที่ 501 มีการรายงานในวันถัดมาก่อนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดการทำหน้าที่ “เพราะฉะนั้นประชาชนคนไทยอาจมีข้อสงสัยว่า เหตุใดนายมีชัย จงใจจะกระทำตัวเหมือนระเบิดพลีชีพตัวเองและลามไปโดนพล.อ.ประยุทธ์ ตายตามกันไปด้วย เพราะว่านี้เป็นการให้การเท็จที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการไม่ได้รับรองรายงานการประชุม จดผิด เป็นการประชุมครั้งสุดท้าย คือครั้งที่ 500 เพราะข้อเท็จจริงมีครั้งที่ 501 และที่สำคัญที่สุดในรายงานการประชุมครั้งที่ 501 ระบุว่าไว้อย่างชัดเจนว่า บันทึกรายงานการประชุมทั้ง 2 เล่ม ปกแข็งครั้งที่ 1 -485 ปกอ่อนครั้งที่ 486 -501 นั้น ต้องแจกให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ปรึกษาทุกคนเพราะฉะนั้นไม่มีทางคิดเป็นอย่างอื่นได้ว่า จงใจให้การอันเป็นเท็จ” นายจตุพร ระบุ นายจตุพร กล่าวว่า ปัญหาคือระดับนายมีชัย เหตุใดต้องจงใจเพราะรู้อยู่แล้วว่าการประชุมครั้งที่ 500 ไม่ได้เป็นครั้งสุดท้าย แต่จงใจใช้ความเท็จเข้าไปอุ้มพล.อ.ประยุทธ์ และที่สำคัญที่สุด การให้การครั้งที่ 500 กับคำให้การของนายมีชัย การพูด 2 ครั้งของนายมีชัย ไม่เหมือนกัน แต่นายมีชัยเหมือนสารภาพไปในตัวว่าที่ให้การไปทั้งหมดเป็นความเท็จ เพราะครั้งที่ 500 นายมีชัยระบุเลยว่าให้นับก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และการประชุมครั้งที่ 501 รับรองรายงานการประชุม ที่นายมีชัย พูดไม่มีใครเห็นเป็นอย่างอื่น ตรงกันข้ามกับที่นายมีชัยมาให้การภายหลัง ว่าให้นับวันที่ 6 เม.ย.60 เป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ “การตัดสินเรื่องนี้คาดการกันว่าน่าจะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เนื่องจากสมัยประชุมสภาฯครั้งนี้จะปิดสมัยประชุมวันที่ 19 ก.ย. ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดหมายในวันที่ 14 ก.ย.เหลือเวลาเพียง 5 วันก่อนปิดสมัยประชุมสภา การสิ้นสุดลงของ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าเป็นเหตุ 8 ปี การรักษาการของ พล.อ.ประวิตร ก็ผิดกฎหมายเป็นโฆษะตั้งแต่วันที่ศาลสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยุติปฏิบัติหน้าที่ วันนั้นจะรักษาการไม่ได้ เพราะคนที่ทำหน้าที่รักษาการคือปลัดกระทรวง กฎหมายได้บัญญัติชัดเจนว่าถ้ากรณีสิ้นสุดลงครบ 8 ปี ตามมาตรา 158 จะต้องให้ปลัดกระทรงเข้ามาทำหน้าที่และให้ปลัดเลือกปลัดมาหนึ่งคนทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี การกระทำผิดกฎหมายได้ปรากฏชัดแล้วขณะรักษาการ พวกเราจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด” นายจตุพร ระบุ นายจตุพร กล่าวด้วยว่า การนัดหมายครั้งนี้คือวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ย. แต่ถ้ามีสถานการณ์อื่นใดที่เป็นมาก่อนหน้านั้น หมายความว่าเกิดเหตุการณ์อื่นใดก่อนวันที่ 18 ก.ย.ก็จะนัดเร็วขึ้นโดยใช้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดนัดแรก ส่วนนัดต่อไปจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง พวกเราจะไม่หยุดยั้งภารกิจหยุดอำนาจ 3 ป.เพื่อนับหนึ่งประเทศไทย.

อนุมัติ 141 ล้านให้ตำรวจ ค่าใช้จ่ายดูแลม็อบระหว่าง 1 พ.ย.64 - 31 มี.ค.65

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนนายกฯ เป็นประธาน ได้มีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในวงเงิน 141.42 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 – 31 มีนาคม 2565