คดีฝังดิน 5 ศพ ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มีผู้ต้องหาคนสำคัญคือ นายฑณา เกิดทอง หรือ "ไอ้ป๋อง" อายุ 43 ปี และนายธงชัย ศรีนิล หรือ "ไอ้ธง" อายุ 39 ปี ร่วมกับพวกวัยรุ่น ได้กลายเป็นเหตุสะเทือนขวัญที่เปิดแผลฉกรรจ์ของระบบยุติธรรมไทยอย่างรุนแรง พฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายเป็นการแอบอ้างใช้เครื่องแบบตำรวจตระเวนอุ้มเหยื่อ เริ่มจากการดักซุ่มอุ้มฆ่าสังหาร 2 พี่น้องชาวรัสเซีย นายโรมัน อายุ 17 ปี และ น.ส.ไดอานา อายุ 22 ปี บริเวณไหล่ทางมอเตอร์เวย์สาย 7 เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2026 ก่อนนำร่างไปขุดหลุมฝังอำพรางบนเนินเขามาบฟักทอง (เขาชีจรรย์) และเมื่อตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2 นำกำลังเข้าจับกุมไอ้ป๋องและไอ้ธงได้ที่อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2026 การเค้นสอบขยายผลกลับพบความจริงที่สยดสยองยิ่งกว่า เมื่อไอ้ธงเปิดปากซัดทอดว่ากลุ่มของตนเคยก่อเหตุอุ้มฆ่ายกครัว 3 ศพ พ่อ แม่ และลูกสาว ในป่ามะพร้าวห่างออกไปเพียง 2 กม. ตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย.2026 ซึ่งคดี 3 ศพหลังนี้ ญาติได้เข้าแจ้งความคนหายไว้กับตำรวจท้องที่ สภ.ห้วยใหญ่ ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. แต่เรื่องกลับเงียบหายจนกระทั่งเกิดเหตุสังหารชาวรัสเซียซ้ำขึ้นมา
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างหนัก ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องเดินทางลงพื้นที่จุดเกิดเหตุฝังศพด้วยตนเอง เพื่อติดตามคดีและออกแถลงการณ์ขอโทษทางการรัสเซียอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งสัญญาณเด็ดขาดกำชับให้พนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดพัทยาได้มีคำสั่งขังและไม่อนุญาตให้ประกันตัว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ให้สัมภาษณ์ว่า หากกระบวนการทางกฎหมายในชั้นศาลพิจารณาพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษประหารชีวิต รัฐบาลก็พร้อมจะดำเนินการบังคับโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุดโดยไม่มีการละเว้น เพื่อไม่ให้อาชญากรที่กระทำผิดซ้ำซากหลุดรอดออกมาเป็นภัยต่อสังคมได้อีก
ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เรียกประชุมด่วนผู้บริหารระดับสูงและกรมราชทัณฑ์ เพื่อตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดยกรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงว่า นายฑณา เกิดทอง หรือไอ้ป๋อง เคยต้องโทษจำคุกในคดีพยายามฆ่า ยาเสพติด และอาวุธปืน เป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 25 วัน และได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2026 ซึ่งเป็นการพ้นโทษตามกำหนดหมายจำคุกของศาล ไม่ได้สิทธิพิเศษ ไม่ได้รับการพักการลงโทษ และไม่ได้พระราชทานอภัยโทษแต่อย่างใด ทว่าสิ่งที่ทำให้กระทรวงยุติธรรมถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ การที่ไอ้ป๋องพ้นโทษออกมาได้เพียงเดือนเศษก็กลับมาก่อเหตุฆ่ายกครัว 3 ศพทันที ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต้องประกาศยกเครื่องการทำงานของระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยทางสังคม (JSOC) ครั้งใหญ่ พร้อมสั่งการให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเร่งอนุมัติเงินเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย ในอัตราสูงสุดเป็นการด่วน
อีกทั้งสั่งการให้กรมคุมประพฤติปูพรมเอกซเรย์ และคัดกรองรายชื่ออดีตผู้ต้องขังเสี่ยงสูงกว่า 5,000 รายทั่วประเทศที่พ้นโทษออกมาแล้ว แต่อยู่ในระบบเฝ้าระวัง JSOC ใหม่ทั้งหมด โดย พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือกฎหมาย JSOC ตราขึ้นมาเพื่อปิดช่องโหว่เดิมของระบบยุติธรรม ที่เมื่อนักโทษจำคุกครบกำหนดตามหมายศาลแล้ว รัฐจะหมดอำนาจในการควบคุมตัวหรือจำกัดเสรีภาพทันที กฎหมายฉบับนี้จึงครอบคลุมฐานความผิดอุกฉกรรจ์ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย และความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ เช่น อุ้มพาตัวหรือเรียกค่าไถ่ โดยมอบอำนาจให้ศาลสามารถสั่งใช้ "มาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ" ได้ยาวนานสูงสุดถึง 10 ปี หรือสั่งคุมขังในสถานควบคุมเฉพาะหลังพ้นโทษหากพบว่าเป็นอันตรายขั้นร้ายแรง ซึ่งหากผู้ถูกเฝ้าระวังฝ่าฝืนเงื่อนไข เช่น ถอดกำไล EM หรือไม่มารายงานตัว จะมีความผิดอาญา อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เพื่อให้เกิดผลปฏิบัติจริง กระทรวงยุติธรรมได้จัดตั้ง ศูนย์เฉพาะกิจเฝ้าระวังความปลอดภัยของประชาชน หรือ Safety Observation Ad hoc Center, Ministry of Justice (JSOC MOJ) ขึ้น ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอำนวยการเชิงรุกตลอด 24 ชั่วโมง ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ชั้นเรือนจำ โดยก่อนนักโทษกลุ่มเป้าหมายจะพ้นโทษ 1-2 ปี คณะกรรมการประเมินจะทำการคัดกรองสภาพจิตใจและประวัติการกระทำผิดซ้ำ หากจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง คณะกรรมการ JSOC จะส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลในการขอออกคำสั่งเฝ้าระวังก่อนปล่อยตัว เมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษออกมา ศูนย์ JSOC จะทำหน้าที่ติดตามพิกัดสัญญาณกำไล EM แบบ Real-time ผ่านศูนย์ควบคุมกลาง และประสานงานตรงกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ ฝ่ายปกครอง และตำรวจสายตรวจในพื้นที่ เมื่อพบสัญญาณการฝ่าฝืนเขตห้ามเข้าหรือการพยายามตัดทำลายอุปกรณ์ติดตามตัว
ซึ่งถ้าจากความเป็นจริง การทำงานของศูนย์ JSOC และกลไกคุมประพฤติกลับประสบปัญหากำลังพลไม่เพียงพออย่างหนัก พนักงานคุมประพฤติ 1 คน ต้องรับผิดชอบดูแลผู้ต้องขังพ้นโทษและผู้ถูกคุมประพฤติตามเงื่อนไขเฉลี่ยมากกว่า 50 ถึง 100 ราย ทำให้การลงพื้นที่ติดตามดูพฤติกรรมจริงแบบเชิงรุกทำได้ยากยิ่ง ส่วนใหญ่จึงกลายเป็นการนัดหมายให้ผู้พ้นโทษเดินทางมารายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติเป็นรายเดือนหรือตามรอบเวลา ซึ่งไม่เพียงพอต่อการยับยั้งอาชญากรที่มีพฤติกรรมความรุนแรงหรือมีอาการป่วยทางจิต เพราะในความเป็นจริง อาชญากรไม่ได้ก่อเหตุในวันที่มารายงานตัว แต่สบโอกาสก่อเหตุในเวลาที่เจ้าหน้าที่มองไม่เห็น
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนำโครงสร้างกฎหมายมาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงในคดีไอ้ป๋องและไอ้ธง จะพบช่องโหว่สำคัญในระบบยุติธรรมไทยหลายประการ ประการแรกคือ รอยรั่วในการใช้ดุลพินิจเชิงปฏิบัติตาม พ.ร.บ. JSOC แม้ไอ้ป๋องจะมีประวัติคดีอุกฉกรรจ์ซ้ำซาก และมีชื่ออยู่ในระบบเฝ้าระวัง 2 ปีหลังพ้นโทษ แต่ในความเป็นจริงกลับ "ไม่ได้ถูกสั่งให้ติดกำไล EM" ส่งผลให้กลไกติดตามพิกัดไม่สามารถทำงานได้จริง ประการต่อมาคือ ความล้มเหลวของการรับส่งไม้ต่อระดับพื้นที่ ฝ่ายปกครอง เช่น นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน อาจมีการปล่อยปละละเลย ไม่มีการตรวจค้นหรือเช็กประวัติ ทั้งที่ไอ้ป๋องมีพฤติกรรมพกปืน แต่งชุดคล้ายตำรวจ และกร่างในชุมชนอย่างเปิดเผย
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับคดีของ "สมคิด พุ่มพวง" หรือ แจ็ค เดอะริปเปอร์เมืองไทย เมื่อปี 2562 ซึ่งเป็นฆาตกรต่อเนื่อง 5 ศพ ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษและการลดชั้นนักโทษจนเหลือจำคุกจริงเพียง 14 ปี 8 เดือน แล้วออกมาสั่งหารเหยื่อรายที่ 6 จะเห็นว่า แม้ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์จะปรับปรุงระเบียบโดยการจัดนักโทษคดีอุกฉกรรจ์เข้ากลุ่ม Watch List และกำหนดเกณฑ์การเลื่อนชั้นนักโทษที่เข้มงวดขึ้น แต่ระบบยุติธรรมไทยก็ยังคงตกหลุมพรางเดิม คือการขาด "ระบบประเมินจิตวิทยาอาชญากรเชิงลึก" ก่อนการปล่อยตัว การพิจารณาปล่อยตัวหรือเฝ้าระวังส่วนใหญ่ยังคงอิงอยู่กับหลักฐานทางเอกสาร การนับวันต้องโทษ และการรายงานตัวตามรอบเวลา มากกว่าการประเมินความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมและสภาพจิตอย่างแท้จริง
เมื่อหันไปมองการรับมือกับอาชญากรกลุ่มนี้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ ใช้ระบบกฎหมาย Megan's Law ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคุมประพฤติแบบปิดลับ แต่ใช้ระบบ "เปิดเผยข้อมูลอาชญากรต่อสาธารณะ" ประชาชนทุกคนในชุมชนสามารถเข้าเว็บไซต์เพื่อเช็กได้ว่า ในรัศมีรอบบ้านตนเอง มีอดีตผู้ต้องขังคดีฆาตกรรมหรือคดีเพศพ้นโทษมาอาศัยอยู่กี่คน พร้อมแสดงรูปถ่าย ที่อยู่ปัจจุบัน และยี่ห้อรถยนต์ที่ใช้ ขณะที่ในระบบคดีอาญาร้ายแรงของสหรัฐ หากเป็นคดีฆ่าโดยไตร่ตรอง ศาลมักลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแบบไม่มีสิทธิ์ขออภัยโทษ เพื่อตัดโอกาสการกลับออกมาสู่สังคมอย่างสิ้นเชิง ด้านประเทศอังกฤษและเวลส์ ได้มีการใช้ระบบ MAPPA ซึ่งเป็นกรอบการทำงานร่วมกันตามกฎหมายที่บังคับให้ 3 หน่วยงานหลัก คือ ตำรวจ กรมคุมประพฤติ และกรมราชทัณฑ์ ต้องแชร์ฐานข้อมูลกลางและร่วมกันจัดทำแผนประเมินความเสี่ยงรายบุคคลอย่างเป็นระบบ โดยผู้พ้นโทษคดีสะเทือนขวัญที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับความเสี่ยงสูงสุด (Level 3) จะถูกควบคุมเข้มงวดผ่านการบังคับพักในสถานฟื้นฟูเฉพาะทางที่มีเจ้าหน้าที่ดูแล 24 ชั่วโมง ร่วมกับการติดกำไล EM และมาตรการจู่โจมตรวจเยี่ยมบ้านแบบไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่เปิดโอกาสให้เกิดสุญญากาศทางข้อมูลหรือการเกียร์ว่างของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในกรณีของชลบุรี
ตราบใดที่กลไกของไทยยังคงติดขัดด้วยปัญหาเจ้าหน้าที่ละเลย ขาดการประสานงานกับคนในพื้นที่ และไร้การลงโทษข้าราชการที่ไม่ทำหน้าที่ สังคมไทยก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากอาชญากรพันธุ์โหดที่เดินปะปนอยู่ในชุมชนต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิปฝ่ายค้านดีด'กธ.'เคลียร์'งูเห่า' ทดสอบคุณภาพ ตรวจสอบเชิงลึก
การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ได้ตัดสินใจปรับ พรรคกล้าธรรม ออกจาก องค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งเชิงกติกาการโหวตเท่านั้น แต่เป็นการ "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง"
พลิกเกมคดีฮั้วสว.ล้างไพ่ดีเอสไอ ระวังดาบสองคม“หันทิ่มรัฐบาล”
มติ ครม.วันอังคารที่ 22 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เมื่อมีคำสั่งย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พ้นเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งไปลอยแพเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับ 11 ปลอบใจ พร้อมตีตั๋วข้ามห้วยดึง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสียบเก้าอี้เบอร์ 1 ดีเอสไอแทนแบบไร้รอยต่อ
‘น้ำเงิน’เลี้ยงความหวัง‘กธ.’ เครื่องมือคานอำนาจ‘พท.’
‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เตรียมนำเสนอรายชื่อ ‘กรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่’ ต่อผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
ต่ออายุ'ไทยช่วยไทยพลัส 2' ลดค่าครองชีพหรือกู้เรตติ้ง?
คนไทยเฮ! อีกรอบ เมื่อรัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไฟเขียวต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ออกไปอีก 2 เดือน
อธิบดีสรรพากรคนใหม่ ทวงภาษีทักษิณ1.7หมื่นล้าน ผวาซ้ำรอย"เบญจา"คุก2ปี
วิบากกรรมของ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่หมด เพราะแม้พ้นโทษคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เมื่อ 11 พ.ค.2569 แต่ตอนนี้ยังมีชนักติดหลังอยู่อย่างน้อยที่เห็นก็ 2 เรื่อง
สางปม'โกง-ขายชาติ'ลดเงื่อนไข บริหารสมดุลเครือข่าย'สีน้ำเงิน'
ไม่รู้ว่ามีแรงฮึดจากไหน สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวกลางวงข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในประเด็นร้อนที่เกี่ยวพันกับข้อกล่าวหาเรื่อง ทุจริต-โกงชาติ

