เสียโอกาสของชาติ หรือแค่เสียโอกาสของพ่อ? เมื่อ 'ทักษิณ' ไม่ได้พบ 'ทรัมป์'

คำสั่งศาลอาญาที่ยกคำร้องขอเดินทางออกนอกประเทศของ ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่แค่การปฏิเสธการเดินทาง แต่มันคือการตัดทอน พื้นที่ทางการเมือง ที่กำลังถูกรีแบรนด์ให้กลับมาสู่เวทีสากลด้วยภาพใหม่อย่างเร่งรัด

เพราะนับจากวันที่เขากลับไทย ภาพของนักโทษคดีถึงที่สุดก็ปรากฏในพื้นที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง จากงานศพในวัดดัง สู่ห้องเจรจาสันติภาพ จากกิจกรรมกาชาดสู่เวทีทุนใหญ่ทั้งหมดคือกระบวนการปลุกปั้นให้ ทักษิณกลายเป็นสมบัติของชาติ ด้วยความทรงจำแทนวิสัยทัศน์

แต่สิ่งที่ปรากฏชัดยิ่งกว่าคือเครือข่ายรอบตัวที่พยายามทำให้เชื่อว่า ประเทศไทยยังต้องมีทักษิณในสมการอนาคต จนกระทั่งศาลอาญายกคำร้องขอออกนอกประเทศครั้งล่าสุด ภาพลวงตาทั้งหมดก็ชะงักลงทันที

ที่น่าแปลกคือ แทนที่จะอ้างสิทธิมนุษยชนหรือหลักมนุษยธรรมอย่างที่เคยใช้ ฝ่ายสนับสนุนทักษิณกลับ เสนอคำอธิบายใหม่ ว่า “ประเทศไทยเสียโอกาส” เพราะทักษิณจะไม่ได้เดินทางไปเวทีกาตาร์ที่อาจมีโอกาสพบ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งขณะนี้กลับมาเป็นผู้นำสหรัฐอีกครั้ง

นี่คือจุดหักของเรื่องเล่าเดิม เพราะคำถามย้อนกลับทันทีว่า นี่คือโอกาสของใคร? ของประเทศไทย หรือของทักษิณ?

การพบกันระหว่างอดีตนักโทษกับประธานาธิบดีที่กำลังกลับสู่เวทีโลก จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไร?หรือมันคือการ ขยับมูลค่าทางภาพลักษณ์ ของทักษิณให้พุ่งขึ้นในระดับสากล ก่อนถึงจุดไต่สวนจากศาลฎีกาในเดือนหน้า?

เพราะถ้าจะถามว่า “เสียโอกาสของชาติ” เราควรถามต่อว่า ชาติไหน? ชนชั้นไหน? และใครเป็นเจ้าของโอกาสนั้น?

คำพูดของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่แสดงความเสียดายโอกาสของประเทศไทย จึงไม่ได้สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านการทูตใดๆ หากแต่ชี้ชัดว่า ทักษิณยังเป็นทุนการเมืองที่ต้องใช้ให้คุ้มในทุกเวที

และ “ราคาทักษิณ” นี้กำลังย้อนสะท้อนมาถึง ราคาทางอำนาจ ของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งแม้จะนั่งบนเก้าอี้สูงสุดของฝ่ายบริหาร แต่กลับไม่มีแม้กระทั่ง น้ำเสียงที่ควรเปล่งออกมาในวาระแห่งรัฐ

เมื่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลต้องอาศัยชื่อของบิดาเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการสร้างเครดิต อำนาจของนายกฯ แพทองธารก็ยิ่งดูไร้น้ำหนัก และไร้ความชอบธรรม

คำถามจึงตามมาว่า เรามีนายกรัฐมนตรีไปเพื่ออะไร? เพื่อสืบทอด หรือเพื่อเปลี่ยนแปลง?

ในขณะที่ผู้นำประเทศไม่สามารถเปล่งเสียงแทนตัวเองได้อย่างมีพลัง เสียงสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดกลับมาจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ ลิซ่า ภัคกมล หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งโพสต์ว่า:

“แล้วพี่ไม่เสียดายโอกาสที่ประเทศไทยมีแพทองธารเป็นนายกฯ แต่ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ ควรเชื่อมั่นนายกฯ ปัจจุบันมากกว่าพ่อของนายกฯ หน่อยค่ะ”

ข้อความนี้ไม่ใช่แค่เสียงจากประชาชนแต่มันคือ หมุดยึดของความผิดหวังทางการเมือง ที่รัฐบาลเพื่อไทยไม่มีพื้นที่ให้บิดเบือนหรือตอบโต้ด้วยศัพท์เทคนิคใดๆ ได้อีกต่อไป

เพราะถ้าหากนายกรัฐมนตรี “ทำอะไรไม่ได้เลย” แล้วเราจะมีตำแหน่งนี้ไว้เพื่ออะไร? หรือเราควรปล่อยให้ทักษิณกลับมา “นั่งตรงนั้น” อย่างเปิดเผยเสียให้รู้แล้วรู้รอด?

โพสต์ของลิซ่าไม่เพียงหักล้างวาทกรรมของณัฐวุฒิ หากแต่เปิดประตูคำถามที่ใหญ่กว่า เรากำลังถูกปกครองโดยผู้นำ หรือโดยเงาของผู้นำในอดี และนี่คือเหตุผลว่าทำไม ภาพของผู้นำหญิงจึงไม่อาจก้าวพ้นเงาของชายที่เคยนำมาก่อน ได้เลย

หากมองในแง่ราคาทางการเมือง คำสั่งศาลอาจไม่ได้ลดมูลค่าทักษิณในเวทีโลก แต่มันกลับ กระชากหน้ากากของกลไกสร้างภาพ ที่หวังใช้เวทีต่างประเทศมาบูสต์เครดิตในประเทศ โดยปราศจากเหตุผลทางยุทธศาสตร์

เพราะในสายตานานาชาติ การพบกับ ทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญคดีและเสียงวิจารณ์ในประเทศตนเอง ไม่ใช่การยกระดับประเทศไทยแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันสะท้อนว่าเรายัง ติดหล่มอดีต ที่ไม่ยอมเดินหน้าโดยปราศจากชื่อของทักษิณ

แต่ความเสียหายที่สุดไม่ใช่แค่ “พ่อไม่ได้ไปกาตาร์” หรือ “พ่อไม่ได้เจอทรัมป์” หากแต่คือ รัฐบาลที่ปล่อยให้ผู้อื่นพูดแทน จนไม่มีใครรู้ว่า นายกรัฐมนตรีตัวจริงคิดอย่างไรกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น

ถ้าแพทองธารเชื่อมั่นในบทบาทตัวเองจริง ทำไมไม่ประกาศว่าไม่ต้องพึ่งพ่อ? ถ้าเธอคือผู้นำแห่งศตวรรษใหม่ ทำไมปล่อยให้ราคาและคุณค่าของตนถูกจัดการโดยคนอื่น?

เพราะเมื่อศาลตัดสินว่า “ไม่อนุญาต” สิ่งที่ถูกกักไว้จึงไม่ใช่แค่ทักษิณ หากคือ รัฐบาลทั้งชุด ที่ยังติดอยู่กับคำถามเดิมว่า ใครคือศูนย์กลางของประเทศนี้กันแน่ และหากคำตอบยังคงเป็นชื่อเดิมในเงาเดิม เราก็ไม่ควรหลอกตัวเองอีกต่อไปด้วยคำว่า “เสียโอกาสของชาติ”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ทรัมป์' ขู่จะทำลายเกาะน้ำมันของอิหร่าน แม้จะอ้างว่ามีการเจรจาอยู่ก็ตาม

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่ว่าจะทำลายเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน พร้อมทั้งโรงไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำจืด หากเตหะรานไม่ยอมรับข้อตกลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเขาจะกล่าวว่าการเจรจาทางการทูตกำลังมีความคืบหน้าก็ตาม

อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ขณะที่ 'ทรัมป์ ' อ้างเตหะรานต้องการข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทั่วประเทศอิหร่านในวันพฤหัสบดี เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวว่าเตหะรานต้องการข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมาเกือบสี่สัปดาห์ แม้ว่านักการทูตระดับสูงของอิหร่านจะปฏิเสธการเจรจาใดๆ กับวอชิงตันก็ตาม

ความคืบหน้าล่าสุด สงครามในตะวันออกกลาง 'จุดที่ไม่อาจหวนกลับ'

กองทัพอิสราเอลแถลงว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลเมื่อเช้าวันอังคาร โดยระบุว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่ทางเหนือของประเทศ และระบบป้องกันภัยทางอากาศที่แข็งแกร่งของอิสราเอลกำลัง "ทำงานเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามดังกล่าว"

อดีตบิ๊กศรภ. เปิด 3 แนวทาง 'ทรัมป์' จะ End game อย่างไร

รบกันมาเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว ผลก็รู้ๆกันอยู่ อิหร่านแหลกราญไปทั้งประเทศ ส่วนอิสราเอล แม้จะยับน้อยกว่า แต่ก็ไม่เคยคิดว่า “อาวุธขั้นเทพ” ที่ขนมาติดตั้งนั้