หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 35 คน รายชื่อส่วนใหญ่ไม่พลิกจากโผที่สื่อคาดการณ์ไว้ แต่ ของจริง อยู่ที่เบื้องหลังการจัดวางตัวบุคคล ซึ่งสะท้อนการคุมเกมอำนาจภายในพรรคสีน้ำเงินอย่างรอบคอบ ทั้งการให้รางวัล “คนทำงาน” การกันแรงกระเพื่อม และการล็อกเสถียรภาพรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
การตัดสินใจให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ และควบ รมว.มหาดไทย ไม่ใช่แค่เรื่องความถนัด แต่เป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ป้องกันแรงน้อยใจในพรรค เพราะกระทรวงนี้คือหัวใจของกลไกอำนาจรัฐทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้เจ้าตัวสานงานฐานเดิมด้านบำบัดทุกข์บำรุงสุขต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ 3 แม่ครัวของพรรค ก็อยู่ทำหน้าที่ตามที่หาเสียงเอาไว้ คือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ไฮไลต์อีกจุดอยู่ที่การปรับโค้งสุดท้าย ดัน ปกรณ์ นิลประพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ขึ้นรองนายกฯ แทน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ สะท้อนสัญญาณชัดว่าพรรคให้ความสำคัญกับ “การทำงานเชิงการเมือง” และการประสานภายในระหว่างข้าราชการ มากกว่าภาพเชิงวิชาการที่ยึดตำรากฎหมายแบบตายตัว
ขณะที่ ทรงศักดิ์ ทองศรี แม้พลาดเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ แต่ถูกขยับเป็นรองนายกฯ คุม สทนช. ดูแลน้ำทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นภารกิจใหญ่ระดับประเทศ เป็นการชดเชยเชิงอำนาจหลังแบกรับบทบาทรัฐมนตรีช่วยมานานนับทศวรรษ
ด้านความมั่นคง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ นั่งกลาโหม ปิดจ๊อบข่าวปล่อยทั้งหมดด้วยสายสัมพันธ์ตรงบุรีรัมย์ ขณะที่ พล.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ยังอยู่ยุติธรรมต่อตามคำขอผู้ใหญ่ หลังผลงานช่วงเลือกตั้งปราบนักการเมืองสีเทาเข้าตา
ส่วน สุชาติ ชมกลิ่น ยอมถอยจากรองนายกฯ เหลือเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นภาพของการ “ยอมเพื่อพรรค” เพื่อลดแรงเสียดทานในโครงสร้างอำนาจ
ในฝั่งคนรุ่นใหม่ ไชยชนก ชิดชอบ นำทีมลูกเทพขึ้นแถวหน้า พร้อมตัวแทนพื้นที่ที่ทำผลงานได้จริง กระจายเก้าอี้ตามฐานเสียง สะท้อนยุทธศาสตร์ บ้านใหญ่+คนรุ่นใหม่ ที่พรรคใช้ขับเคลื่อนทั้งเชิงพื้นที่และเชิงภาพลักษณ์
แต่หนึ่งในจุดที่ถูกจับตาที่สุดคือบทบาทของ เจ๊รวย-สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แห่งเมืองอำนาจเจริญ ตัวจริงของสายงานเบื้องหลัง ที่ทำงานให้พรรคมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 แม้ต้องเผชิญแรงสกัดภายในหลายระลอก แต่สุดท้าย ผู้ใหญ่ไม่ลืม การได้ตำแหน่งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่รางวัล หากแต่เป็นการตอกย้ำชัดว่า โครงสร้างอำนาจของพรรคให้คุณค่ากับ คนทำงานจริง ที่สร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง มากกว่ากระแสหรือภาพลักษณ์เพียงชั่วคราว
ขณะที่โควตาพรรคเพื่อไทยมีแรงสะดุดช่วงท้าย เมื่อ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ติดปัญหาคุณสมบัติ เปิดทางให้ นิกร โสมกลาง เสียบแทน สะท้อนความเข้มงวดในการคัดกรอง และความจำเป็นต้องลดความเสี่ยงทางกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง
อีกหมากสำคัญคือการ “เว้นเก้าอี้ 1 ตำแหน่ง” รวม 35 จาก 36 ตำแหน่ง ซึ่งไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ที่ใช้ทั้งรักษาสมดุล ต่อรอง และเปิดช่องปรับเกมในอนาคต หากสมการอำนาจเปลี่ยน หรือจำเป็นต้องดึงกำลังเสริมเข้ามาในยามวิกฤต
อย่างไรก็ตาม แม้โผ ครม.จะลงตัวในเชิงการเมือง แต่ด่านหินจริงอยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะแรงกดดันจากฝ่ายค้าน ปมตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีที่อาจถูกยื่นตีความในศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกกล่าวหาในหน่วยงานต่างๆ รวมถึงคดีเลือกตั้งที่ยังเป็นตัวแปรสำคัญว่าจะนำไปสู่โมฆะหรือไม่
แต่เหนือไปกว่านั้น สิ่งที่จะชี้ชะตารัฐบาล อนุทิน 2 ไม่ใช่เพียงการจัดวางอำนาจ หากแต่คือ ผลงานเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะการฟื้นความเชื่อมั่นและการแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และความไม่พอใจของประชาชนที่เริ่มก่อตัว
แม้รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 7-9 เมษายนนี้ ด้วยนโยบายเรือธง Thailand 10 Plus ตั้งเป้า GDP เติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ทั้งการเติบโตอย่างทั่วถึง การเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และการสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กับ 4 แผนรับมือวิกฤต ทั้งภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม
ทว่า โจทย์สำคัญไม่ใช่ เขียนนโยบายได้ครบ และแถลงตามพิธีกรรม แต่คือ ทำได้จริงแค่ไหน หรือพูดแล้วทำพลัส เพราะในความเป็นจริง ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ และวิกฤตพลังงาน คือแรงกดดันที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที และรอไม่ได้
ท้ายที่สุด หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้อง ลดแรงกระแทกจากน้ำมันแพง และฟื้นความเชื่อมั่นได้อย่างเป็นรูปธรรม “โผ ครม.ที่ลงตัวทางการเมือง” ก็อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดี แต่อาจไม่เพียงพอจะพา “รัฐบาลอยู่รอด” ได้ครบ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘นิรโทษกรรม’ ล้างอดีตความขัดแย้ง อาจวนลูปเดิมหากรบ.อนุทินล้มเหลว
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา
หนูไปน่านจี้เร่งเยียวยา ผู้ว่าคาด5วันกลับปกติ!
นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคเหนือ-อีสาน
26ส.ค.ไต่สวนลับ บัตรเลือกตั้ง ปิดคดีกันยายน
คำร้องคดี บัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้วินิจฉัยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจใช้สืบค้นย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 18 มี.ค. ด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้วินิจฉัย
หลังเปิดสภา 25 ส.ค. การเมืองร้อนกลางสายฝน ล็อกเป้าซักฟอกถล่ม'อนุทิน'
แน่นอนว่าไคลแมกซ์การเมืองในช่วงการประชุมสภาสมัยล่าสุด ที่จะเริ่มเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 25 ส.ค.นี้เป็นต้นไป คือ
นายกฯลุยจีบ2ยักษ์ใหญ่ สยบลือทุนญี่ปุ่นย้ายฐาน
นายกฯ ลุยงานต่อนิวซีแลนด์ จีบ 2 ยักษ์ใหญ่ "T&G Global-Skyline Enterprises"
‘หนู-นก’ลุยไฟฝ่าเสียงค้าน! เข็น‘TH-AI Passport’ไม่ไร้ค่า
ไม่ใช่โครงการไร้ค่า เฮงกะบ๊วย! คำพูดการันตีจากหัวหน้ารัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หลังโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดลงทะเบียนวันแรกแล้วเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569

