สติวิปลาส: เมื่อ 'แพทองธาร' ถูกยกให้คือความอยู่รอดของประเทศ!

“ถ้าแพทองธารไม่รอด ประเทศไทยไปต่อยาก” คือถ้อยคำสติวิปลาสที่ยกบุคคลหนึ่งให้ใหญ่กว่าประเทศทั้งผืน ราวกับการ ฉีกบัตรประชาชนของคนทั้งชาติทิ้ง ศักดิ์ศรีของเจ็ดสิบล้านชีวิตถูกลดเหลือเพียงชะตาของแพทองธาร ทั้งที่ความจริง ประเทศไทยยืนอยู่ได้เพราะประชาชน มิใช่เพราะลมหายใจของใครคนเดียวบางถ้อยคำไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือ ความสำคัญผิดที่ร้ายแรง ความคิดเช่นนั้นพยายามย่ออนาคตของแผ่นดินทั้งผืนให้เหลือเพียง ตัวตนของคนคนเดียว ดั่งเช่นถ้อยคำที่ว่า “ถ้าแพทองธารรอด ประเทศไทยรอด แต่ถ้าแพทองธารไม่รอด ประเทศไทยไปต่อยาก”

ประโยคเดียวนี้คือ สติวิปลาส การเมืองที่กล้ายกบุคคลขึ้นแทนทั้งประเทศ และลดค่าระบบทั้งหมดให้เหลือเพียงเก้าอี้เดียว เจ็ดสิบล้านชีวิตถูกบังคับให้เหมือนกับว่าชะตาของพวกเขาขึ้นอยู่กับ นามสกุลเดียว ไม่ใช่กับระบบหรือเสียงประชาชนทั้งชาติ นี่คือการเมืองที่ไม่เพียงบิดเบี้ยว แต่ยังทำลายหลักการที่ประชาธิปไตยควรยืนอยู่

ประเทศไทยไม่เคยยืนได้เพราะ นามสกุล ใด และไม่เคยพังเพราะการหายไปของคนคนเดียว แต่ถ้อยคำเช่นนี้กลับย่อทั้งประเทศให้เหลือเพียง ชื่อของบุคคลเดียว การเมืองที่ลดทอนแผ่นดินทั้งผืนให้เหลือเพียงชะตาของคนเพียงหนึ่งเดียว และนั่นคือการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของประชาชนอย่างไม่อาจให้อภัยได้

“ถ้าแพทองธารไม่รอด ประเทศไทยไปต่อยาก” มิใช่เพียงวาทะที่บิดเบี้ยว แต่คือการทำให้เสียงของประชาชนทั้งชาติกลายเป็น เสียงไร้ความหมาย ประโยคนี้สื่อว่าเจ็ดสิบล้านชีวิต ไม่มีน้ำหนักพอจะพาประเทศก้าวเดิน หากไม่หนุนเก้าอี้เพียงตัวเดียว

ถ้อยคำลักษณะนี้ไม่ต่างจากการ ฉีกบัตรประชาชนของคนทั้งแผ่นดินทิ้ง บัตรที่ควรเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีตัวตน ถูกลดค่ากลายเป็นเศษกระดาษ เมื่อความหมายของ “พลเมือง เหมือนถูกบังคับให้หดแคบเหลือแค่ความอยู่รอดของบุคคลเพียงคนเดียว

แต่ประเทศไทยไม่เคยถูกสร้างด้วยตรายางในบัตร ไม่เคยเดินด้วยเก้าอี้ในสภา ประเทศนี้ยืนอยู่เพราะ เหงื่อในนา เสียงตลาดที่ไม่เคยเงียบ ครูที่สอนหนังสือ และหมอที่รักษาคนเจ็บ นี่ต่างหากคือความอยู่รอดของชาติ พลังชีวิตของผู้คน มิใช่เก้าอี้ของคนใดคนหนึ่ง

คำพูดที่ว่า “ถ้าแพทองธารไม่รอด ประเทศไทยไปต่อยาก” เมื่อขุดให้ลึก จะเห็นว่านี่ไม่ใช่ความจริงของชาติ แต่คือความกลัวของพรรคที่ผูกชีวิตไว้กับบุคคลหนึ่งเดียว

และเมื่อถ้อยคำนี้หลุดจากปากของ ก่อแก้ว พิกุลทอง ความวิปลาสก็ยิ่งเปลือยชัด เขาไม่ใช่ผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้ามาโดยตรง หากเป็นเพียงชื่อที่รอคิวในบัญชีรายชื่อ ต้องอาศัยการลาออกของคนอื่นจึงได้เลื่อนขึ้นมาเป็น สส. การเมืองเช่นนี้คือการยืนบนเศษที่เหลือ มิใช่การยืนด้วยพลังของตนเอง

ในสภา เขามิได้สร้างความทรงจำจากนโยบายหรือข้อเสนอเชิงหลักการ หากแต่ถูกจดจำว่าเป็น นักประท้วงประจำ ผู้ทำให้การอภิปรายสะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คอยตัดบทฝ่ายค้านมากกว่าสร้างน้ำหนักทางความคิด และนอกสภา ก็เป็นเพียงเงาบางที่วิ่งตาม “นายใหญ่” โดยไม่เคยมีน้ำหนักของตนเอง

ความจริงคือ ถ้าแพทองธารไม่รอด พรรคเพื่อไทยต่างหากที่จะไปต่อยากเพราะเมื่อเสาหลักที่ค้ำพิงหักลง ความสั่นคลอนย่อมแผ่ไปทั้งพรรค การต่อรองไร้ศูนย์กลาง ความแตกแยกภายใน และอำนาจที่เคยมั่นคงต้องระส่ำระสาย

แต่จะให้ประเทศทั้งประเทศเดินต่อไม่ได้ เพียงเพราะพรรคหนึ่งพ่ายแพ้ในสนามอำนาจ นั่นไม่ใช่การเมือง แต่คือ สติวิปลาสที่บิดเบือนความจริง เพราะประเทศไทยไม่เคยหยุดเดินเพราะคนหนึ่งคนล้ม แต่พรรคที่ผูกชีวิตไว้กับคนเดียวต่างหาก ที่เดินไม่เป็นเมื่อขาดเขา

ความอยู่รอดของประเทศไม่เคยถูกจับเป็นตัวประกันโดยชื่อใครคนเดียว สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองดำรงอยู่ได้คือ เสาหลักที่มองไม่เห็นในข่าว แต่ค้ำจุนอยู่ทุกวัน รัฐธรรมนูญที่ยังคงอยู่ แม้บิดเบี้ยวมาหลายครั้ง ระบบราชการที่เดินเครื่อง แม้จะเชื่องช้า และประชาชนที่ลุกขึ้นทำงาน แม้จะถูกละเลย

ถ้าแพทองธารไม่รอด อาจเกิดแรงสั่นสะเทือนในพรรคเพื่อไทย แต่ประเทศไทยไม่เคยโยกคลอนเพียงเพราะตำแหน่งคนหนึ่งหายไป ชาติถูกพยุงด้วยมือของคนทั้งแผ่นดินไม่ใช่มือของใครคนเดียว

ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้ว ประเทศผ่านวิกฤตหนักหนาสาหัสมานับครั้งไม่ถ้วน ผู้นำมาแล้วก็ไป พรรคตั้งแล้วก็ล้ม แต่ประเทศไทยยังอยู่ เพราะสิ่งที่ค้ำจุนไม่ใช่ นามสกุล หากคือประชาชน

คำพูดที่ว่า “ถ้าแพทองธารไม่รอด ประเทศไทยไปต่อยาก” คือการแปลงความจริง เอาความลำบากของพรรค มาฉาบเป็นชะตาของชาติ ถ้อยคำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากการสวมเสื้อคลุมชื่อว่า “ประเทศ” เพื่อบังความหวั่นไหวของพรรคที่กลัวสูญเสียอำนาจ

สิ่งที่จะไปต่อยากคือ พรรค ไม่ใช่ประเทศ เพราะประเทศนี้ยังมีเจ็ดสิบล้านชีวิตที่ไม่เคยหยุดหายใจ ระบบที่ยังทำงานแม้ผู้นำเปลี่ยน และแผ่นดินที่ยังมั่นคงแม้รัฐบาลล้ม สิ่งที่สะดุดจริงๆ คือเครือข่ายที่ฝากชะตาไว้กับเก้าอี้เดียว เมื่อเก้าอี้หัก เสียงโวยวายดังจากพรรค แต่ประเทศยังคงก้าวเดิน

การเมืองที่ยกความอยู่รอดของพรรคไปเท่ากับความอยู่รอดของประเทศ คือการเมืองที่ เหยียดหยามประชาชน ถ้อยคำเหล่านี้กำลังบอกว่า ชีวิตของเจ็ดสิบล้านคน ไม่มีค่าใดๆ หากไม่หลอมรวมอยู่ใต้ชื่อของแพทองธาร นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่คือ มายาคติ ที่สวมหน้ากากประชาธิปไตยเพื่อรักษาอำนาจของคนกลุ่มเดียว

บ่ายสามวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ จะเป็นผู้ตัดสินว่า แพทองธารจะรอดหรือไม่ แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ความจริงที่ต้องย้ำคือ ประเทศไทยไม่เคยฝากอนาคตไว้กับบุคคลหนึ่งเดียว และจะไม่มีวันถูกลดค่าจนเหลือเพียงเก้าอี้ของแพทองธาร

ประเทศนี้รอดเพราะประชาชนยังทำหน้าที่ของตน รอดเพราะระบบยังหมุนแม้รัฐบาลล้ม รอดเพราะแผ่นดินยังค้ำยันชีวิตผู้คน คำพูดที่ว่า “ถ้าแพทองธารไม่รอด ประเทศไทยไปต่อยาก” จึงเป็นเพียง สติวิปลาส ที่หลอกสังคมและเป็นแผลร้ายต่อศักดิ์ศรีของคนทั้งชาติ

เมื่อเสียงตุลาการดังขึ้น คำตัดสินอาจเปลี่ยนอนาคตของบุคคลหรือพรรค แต่จะไม่มีวันเปลี่ยนอนาคตของประเทศนี้ สิ่งที่ควรถูกฝังไปพร้อมกับมัน คือสติวิปลาส ที่กล้ายกบุคคลหนึ่งให้ใหญ่กว่าประเทศทั้งประเทศ เพราะประเทศไทยยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถูกย่อลงเหลือเพียงชื่อของใครคนเดียว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ธนพร' ชี้หากพรรคประชาชนจับมือ 'แดง-เขียว' เท่ากับทำลายตัวเอง ผิดคำพูด

รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่แสดงความเห็นว่าหากเกิดการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย ก็จำเป็นต้องพูดคุยกับพรรคประชาชนด้วยว่า

'อนุทิน' ตอบปม 'ธรรมนัส' บินโมนาโก ชี้สีแดงผสมเขียว ก็เป็นน้ำเงินอยู่ดี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระบุรีเซตกระทรวงมหาดไทยในเดือนสิงหาคม จะเริ่มต้น ด้วยการโยกย้ายใช่หรือไม่ ว่า

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'อุดม' นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ 'จักรพงศ์' เป็นตุลาการ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ พล.ต.ท.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

'อนุทิน' ไม่กล้าตอบแทน พท.จะรักษามารยาทไม่ส่งชิงเก้าอี้ สส.อุดรธานีหรือไม่

'อนุทิน' ยันส่งรักษาเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม อุดรฯ เขต 3 ชี้สนามเลือกตั้งไม่มีคำว่านอนมา ตอบแทนพท. ไม่ได้ว่าจะรักษามารยาททางการเมืองหรือไม่