เจ็ตหรูทะยานจากดอนเมืองสู่ดูไบ ทิ้งคำถามที่สั่นสะเทือนทั้งแผ่นดิน นี่คือการลาจากตลอดกาล หรือเพียงจังหวะหยุดพักของชายชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” หลายเสียงเชื่อว่าเขาจะไม่มีวันกลับ แต่แรงกดของความจริงกำลังบอกว่า “การกลับมา” ต่างหากคือหนทางเดียว ที่ยังยื้อศักดิ์ศรี รักษาศรัทธาและพยุงระบอบไม่ให้ดับสูญ
คืนวันที่ 4 กันยายน 2568 สนามบินดอนเมืองสว่างพร่างด้วยแสงไฟรันเวย์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว Gulfstream G650 ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ทางขับ มุ่งหน้าสู่รันเวย์ก่อนทะยานขึ้นฟ้า ผู้โดยสารบนเครื่องคือ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งทุกการเคลื่อนไหวยังคงส่งแรงสะเทือนต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทย
เสียงเครื่องยนต์อาจไม่ดังนัก แต่ เสียงสะท้อนในสังคมกลับดังยิ่งกว่า เพราะสิ่งที่บอกต่อสาธารณะคือปลายทาง สิงคโปร์ โดยอ้างว่าจะไปตรวจสุขภาพสองวัน ทว่าเส้นทางจริงกลับมุ่งไปยัง ดูไบ เมืองที่ทักษิณเคยใช้ชีวิตอยู่นานหลายปี คำถามใหญ่จึงเกิดขึ้นทันทีว่า การเดินทางครั้งนี้คือการพักเพื่อกลับมาตามนัด หรือการจากไปโดยไร้วันคืน
ความน่าสนใจยิ่งทวีขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน ใกล้เข้ามา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เตรียมอ่านคำสั่งใน คดีบังคับโทษชั้น 14 ว่าการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจจะถูกนับเป็นการรับโทษหรือไม่ การเดินทางออกนอกประเทศก่อนถึงวันนัดเพียงไม่กี่วัน กลายเป็นปริศนาที่ทั้งสังคมจับตา
เที่ยวบินจากดอนเมืองสู่ดูไบ จึงไม่ใช่แค่การข้ามพรมแดน แต่คือเส้นทางที่เต็มไปด้วยคำถามว่า ทักษิณจะกลับมาเผชิญหน้ากับศาล หรือจะเลือกหายไปจนหมดสิ้นอนาคตของระบอบที่ตนสร้างขึ้นมาเอง
สังคมจำนวนไม่น้อยยังเชื่อว่าทักษิณจะหนี ภาพเครื่องบินที่มุ่งหน้าไปดูไบทำให้ความทรงจำเดิมหวนกลับมา เกือบยี่สิบปีที่เขาใช้ชีวิตในต่างแดน ได้กลายเป็นบาดแผลทางการเมืองที่ยังฝังลึก ทุกครั้งที่มีการเดินทางออกนอกประเทศ ภาพนั้นถูกหยิบขึ้นมาเป็นกรอบอธิบายว่า ประวัติศาสตร์พร้อมจะซ้ำรอย
ความเชื่อเช่นนี้หนักแน่นขึ้นจาก คดีบังคับโทษชั้น 14 ที่ศาลฎีกาฯจะอ่านคำสั่งวันที่ 9 กันยายน หากศาลเห็นว่าการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจไม่นับเป็นการรับโทษ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ และนั่นหมายถึงการเข้าสู่เรือนจำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในสายตาของผู้ไม่ศรัทธา คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวคือ ทักษิณไม่มีวันยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว
ภาพลักษณ์ของเขายิ่งตอกย้ำความเชื่อนี้ เพราะ ทักษิณถูกมองว่าเป็นนักธุรกิจที่คำนวณผลได้ผลเสีย เอาตัวรอดเป็นหลัก มากกว่าการเสียสละเพื่อมวลชน คำพูดที่ว่า “ไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว” จึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญว่าการหนีคือทางเลือกที่สอดคล้องกับตัวตนที่สุด
แต่หากใช้ตรรกะเดียวกันกลับด้าน การ “กลับมา” ต่างหากคือการเอาตัวรอดขั้นสุดท้าย เพราะการหนีในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการหลบเรือนจำ หากแต่คือการทำลายทุกสิ่งที่สั่งสมมาทั้งชีวิต ทั้ง พรรคเพื่อไทย ระบอบทักษิณ และชื่อเสียงที่ยังเหลืออยู่ การกลับมาจึงไม่ใช่การเสียสละเพื่อใคร หากแต่คือกลยุทธ์ของผู้ที่รู้ว่าหนีครั้งนี้คือการปิดฉากตนเองอย่างแท้จริง
อีกสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือ เวลา หากเกือบยี่สิบปีก่อนเขายังหนุ่มแน่นพอจะเดินเกมการเมืองในต่างแดนได้อย่างต่อเนื่อง วันนี้วัย 77 ปี ทำให้เวลาไม่ใช่ทุนที่เหลือเฟืออีกต่อไป
ทุกวันที่ผ่านคือการหักลบโอกาสของตัวเองลงทีละน้อย การเลือกหายไปต่างแดนอีกครั้งจึงไม่ใช่คำตอบ หากแต่เป็นการยุติบทบาทด้วยมือของตัวเอง
อีกด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญจุดถดถอยที่สุดในรอบหลายปี หลังเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหลุดไปอยู่ในมือ อนุทิน ชาญวีรกูล กระแสภายในพรรคจึงจับตาทุกก้าวของทักษิณ หากเขาเลือกไม่กลับมา ภาพพรรคจะถูกตีความว่า “ถูกทอดทิ้ง” โดยผู้ก่อตั้ง และนั่นอาจเร่งการแตกสลายให้เร็วขึ้น
ดังนั้น การกลับมาจึงไม่ใช่แค่การตัดสินใจส่วนตัว หากแต่คือการเลือกเพื่ออนาคตของระบอบที่เขาเป็นสัญลักษณ์ การหายไปอาจดูปลอดภัยในระยะสั้น แต่จะทิ้งบาดแผลที่ไม่มีวันรักษา ตรงกันข้าม การกลับมาแม้เสี่ยง แต่ยังเหลือพื้นที่ให้ต่อรอง รักษาศักดิ์ศรี และยืดเวลาของโครงสร้างอำนาจที่ยังเหลืออยู่
การมองว่าทักษิณจะหายไปอีกครั้ง จึงสะท้อนเพียงความหวาดระแวงของสังคม แต่หากพิจารณาในเชิงการเมืองจริง ๆ การกลับมาต่างหากคือทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า หากเขาหนีไป ระบอบที่สร้างมากับมือจะถูกตีตราทันทีว่า “สิ้นสุด” พรรคเพื่อไทยจะเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เพราะศูนย์กลางที่คอยหล่อเลี้ยงศรัทธาจะหายไปในพริบตา
ในทางกลับกัน การกลับมาเผชิญหน้าจะเปลี่ยนบรรยากาศทางการเมืองทันที จากภาพผู้นำที่เคยหนี กลายเป็นผู้นำที่พร้อมรับผิดชอบชะตากรรมของตนเอง สัญญาณเช่นนี้ย่อมสร้างแรงศรัทธาใหม่ในหมู่มวลชน และอาจกลายเป็นพลังที่ส่งผลต่อการเมืองไทยในระยะยาว
หากทักษิณเลือกที่จะกลับมาแทนการหนี ภาพลักษณ์ที่สังคมเห็นจะเปลี่ยนทันที จากชายที่เคยถูกตราหน้าว่าไม่ยอมรับกติกา กลายเป็นผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะผลออกมาเป็นคุณหรือเป็นโทษ ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือเขา “ไม่หนี” และเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะสร้างศรัทธาใหม่ให้ผู้สนับสนุนจำนวนมาก
ในมิติของมวลชน การกลับมาคือการลงทุนทางศรัทธาสูงสุด สำหรับผู้ที่ยืนเคียงข้างเขามานาน ภาพนี้คือการยืนยันว่าผู้นำยังไม่ทอดทิ้งพวกเขา ศรัทธาที่ได้รับจึงไม่เพียงเท่ากับการรักษาฐานเดิม แต่ยังอาจขยายไปถึงผู้ที่เคยลังเลหรือผิดหวังในอดีต เพราะ การไม่หนีคือการตัดสินใจที่ตรงไปตรงมาและทรงพลังที่สุด
ในทางการเมือง การกลับมาคือการยื้ออายุของพรรคเพื่อไทย ระบอบที่ถูกสร้างขึ้นยังไม่แตกสลายทันที พรรคยังสามารถใช้ชื่อ “ทักษิณ” เป็นเสาหลักในการต่อรอง แม้จะเสียอำนาจรัฐไปแล้ว แต่การมีศูนย์กลางยังคงรักษาเครือข่ายได้
และในมิติส่วนตัว การกลับมาจะทำให้ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ถูกบันทึกต่างออกไป จากผู้นำที่หนีคดี กลายเป็นผู้นำที่เลือกกลับมาเผชิญหน้า แม้จะเสี่ยงต่อการสูญเสียอิสรภาพก็ตาม
การกลับมาจึงเป็นการ กอบกู้ศักดิ์ศรี และอาจปิดฉากได้แข็งแกร่งกว่าการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น อายุที่ร่วงโรยลงทุกวัน, ภาวะถดถอยของพรรคเพื่อไทย หรือ ศรัทธาของมวลชนที่ยังรอคอย การหนีไปอีกครั้งไม่อาจสร้างคำตอบใด ๆ ให้ทักษิณได้ ตรงกันข้าม มันจะเป็นการทำลายทั้งระบอบและชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิต
การกลับมาแม้เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่กลับเป็นทางเลือกที่ยังเปิดพื้นที่ให้ต่อรอง รักษาศักดิ์ศรี และประคองโครงสร้างการเมืองที่เหลืออยู่
ที่สำคัญที่สุดคือ การกลับมาจะเปลี่ยนความหมายของชื่อ “ทักษิณ” จากนักโทษที่ถูกกล่าวหาว่าหนีศาล ไปเป็นผู้นำที่ยอมเผชิญหน้ากับกติกาของสังคมไทย
ดังนั้น หากต้องชั่งระหว่าง การหนีเพื่อความปลอดภัยชั่วคราว กับ การกลับมาเพื่อยืดอายุทั้งระบอบและศรัทธา การกลับมาคือเส้นทางที่มีเหตุผลและทรงพลังมากกว่า
และนี่เองคือเหตุผลว่าทำไม ปลายทางดูไบอาจเป็นเพียงการหยุดพัก ก่อนที่ชายชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” จะก้าวกลับมาเผชิญหน้ากับศาลและการเมืองไทยอีกครั้ง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เพื่อไทย' นัดถกปรับโมเดล 'สสร.' หลังประธานศาลรธน. ยันเลือกตั้ง 100% ทำได้
พรรคเพื่อไทยเตรียมหารือผู้บริหารพรรค 23 มิ.ย. เพื่อพิจารณาปรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังประธานศาลรธน. ระบุเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากประชาชนสามารถทำได้ 100%
ปมที่ดิน จุดตายนักการเมือง-เศรษฐี “สหายแสง-ศุภชัย”ไม่ใช่รายสุดท้าย
จากกรณีเมื่อ 11 มิ.ย. ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีของ ศุภชัย โพธิ์สุ หรือสหายแสง อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต
เสื้อแดงขอนแก่นชู ‘ทักษิณ’ ซูเปอร์ฮีโร่ ยอมเข้าคุกทั้งที่เจอความยุติธรรม 2 มาตรฐาน
คนเสื้อแดงขอนแก่น ชู "ทักษิณ" เป็นซูเปอร์ฮีโร่ ทั้งที่รู้ว่าสองมาตรฐานแต่ก็รับโทษตามกฎหมายจนได้รับอิสรภาพ พร้อมระบุแม้เจ้าตัวจะไม่กลับคืนเวทีการเมืองแต่ก็เป็นนักรบที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เชื่อคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.กรรมติดจรวดแน่
เพื่อไทย ตัดข้อกังวลปม 'สสร.' จ่อชงสภาฯให้ทันพิจารณา
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย หลังจากชะลอเพื่อปรับแก้เนื้อหาหลัง สส.พรรคภูมิใจไทยถอนรายชื่อว่า ตอนนี้พรรคเพื่อไทยมีคณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ดำเนิน
แม้วถอดEMบินดูไบ พท.แก้ร่างรธน.ยึดสสร.ปี40/ส้มฟ้องปปช.‘ช่วยน้ำเงินด้วย’
“ทักษิณ” ถอดกำไล EM แล้ว “กรมคุมประพฤติ” บริการถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า
'ประเสริฐ' เผยเพื่อไทยเดินหน้าร่าง รธน.ใหม่ ปรับแก้ที่มา ส.ส.ร. ให้ยึดโยงประชาชนมากที่สุด
ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน สส.พรรค และนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุมร่วม คาดว่ามีการหารือในส่วนของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทยที่มีการปรับแก้เนื้อหาในส่วนของที่มา ส.ส.ร.

