ผ่าแบรนด์ชินวัตร! ซ่อมเชียงรายพลิกโพล ส้มนำ-น้ำเงินแซงแดง

โพลชี้ว่าส้มยังนำ น้ำเงินแรงแซงแดง แต่เลือกตั้งซ่อมเชียงรายทำให้แบรนด์ชินวัตรยิ้มออก … ยิ้มที่อาจแค่ชั่วขณะ เพราะพลังที่เคยแข็งแรงไม่แกร่งเหมือนเดิมแล้ว ต่อให้เก็บชัยได้ในซอยบ้าน ถนนเส้นใหญ่ข้างหน้าอาจไม่เปิดทางเสมอไปการเมืองไทยในแต่ละห้วงเวลา คล้ายกระจกสองบานที่สะท้อนภาพไม่ตรงกัน บานหนึ่งคือ โพล ที่บอกเล่าความรู้สึกของสังคมในวงกว้าง อีกบานคือ ผลเลือกตั้งซ่อม ที่แสดงเสียงแท้จริงของผู้คนในพื้นที่เฉพาะ กระจกสองบานนี้มักไม่เคยสะท้อนตรงกันเสียทีเดียว และความคลาดเคลื่อนนั้นเองที่ทำให้ฉากการเมืองไทยยังคงเป็นเรื่องราวที่น่าติดตาม

ภายใต้ภาพที่แตกต่าง มีชื่อหนึ่งที่หลีกไม่พ้นการจับจ้องของสาธารณะ คือ พรรคเพื่อไทย หรือในสายตาคนส่วนใหญ่ “แบรนด์ชินวัตร” แบรนด์ที่ครั้งหนึ่งเคยผูกขาดความนิยมอย่างเหนือชั้น กวาดเก้าอี้สภาจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้คู่แข่ง แต่วันนี้กลับถูกแรงกดดันจากทั้งกระแสสังคมและคลื่นการเมืองรุ่นใหม่ที่ถาโถมเข้ามา

สวนดุสิตโพล สะท้อนภาพนั้นชัดเจน พรรคเพื่อไทย ถูกผลักให้ตกไปอยู่อันดับสี่ ขณะที่ พรรคประชาชน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง และ ภูมิใจไทย ก้าวขึ้นมาทาบทับในฐานะพรรคที่กำลังขยายอิทธิพลทางคะแนนเสียง ภาพรวมระดับประเทศจึงบ่งชี้ว่า แบรนด์ชินวัตร กำลังเสื่อมรัศมีลงเรื่อย ๆ

แต่ในคืนวันเดียวกัน ผลเลือกตั้งซ่อมเชียงราย เขต 7 กลับบอกเล่าอีกเรื่องราวหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ผู้สมัครจาก เพื่อไทย ชนะทิ้งห่างคู่แข่งหลักจาก พรรคประชาชน แบบไม่เหลือช่องให้ตีความ เสียงจริงจากหีบเลือกตั้งครั้งนี้ราวกับประกาศว่า “แบรนด์ชินวัตรยังยืนหยัดในดินแดนเดิม”

หากจะอ่าน ผลเลือกตั้งซ่อม เป็นคำพยากรณ์ การเลือกตั้งใหญ่ ก็ดูจะเกินจริงเกินไป เพราะ เลือกตั้งซ่อม มีพลวัตเฉพาะตัว การแข่งขันมักขึ้นอยู่กับ บารมีท้องถิ่น เครือข่ายหัวคะแนน และ การจัดตั้ง ที่หยั่งรากมานาน มากกว่าจะเป็นการวัดกระแสในระดับชาติ

กรณี เชียงราย เขต 7 คือภาพสะท้อนที่ชัดเจน ฐานเสียงดั้งเดิมของตระกูล เชื้อเมืองพาน ไม่ได้หายไปไหน แม้เจ้าของพื้นที่เดิมถูกตัดสิทธิ์ แต่โครงข่ายยังคงแข็งแรง ส่งไม้ต่อไปยังผู้สมัครในสายเดียวกัน การสนับสนุนจึงไม่ใช่เพียงเพราะชื่อ พรรคเพื่อไทย หากแต่ผูกพันกับ เครือญาติทางการเมืองและสายสัมพันธ์ในชุมชน ที่สั่งสมมาหลายสิบปี

ต่างจาก การเลือกตั้งใหญ่ ที่มีองค์ประกอบซับซ้อนกว่า เพราะไม่ใช่แค่ “เลือกคน” แต่เป็นการตัดสินใจทั้ง คนและพรรค บัตรเลือกตั้งใหญ่จึงไม่เพียงตอกย้ำฐานท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนความนิยมในระดับประเทศ

ดังนั้น แม้ผล เลือกตั้งซ่อมเชียงราย จะทำให้ เพื่อไทย ยิ้มออก แต่ก็ยังไม่อาจรับประกันว่า แบรนด์ชินวัตร จะฟื้นในสนามใหญ่ เพราะเสียงจาก โพล ยังเตือนว่า ฐานสนับสนุนกำลังหดตัว และทั้ง ส้ม รวมถึง น้ำเงิน กำลังรุกเข้ามาในพื้นที่ที่เคยเป็น “อาณาจักรสีแดง” อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ต้องอ่านจาก โพลรอบล่าสุด ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ ภูมิใจไทย ขึ้นมาเหนือ เพื่อไทย แต่คือแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้คะแนนเปลี่ยนทิศ คลิปสนทนาระหว่างแพทองธารกับฮุน เซน สร้างแรงกระแทกใหญ่ต่อความรู้สึกของคนไทยจำนวนมาก เพราะมันโยงไปถึง ศักดิ์ศรีและความมั่นคงของชาติ จนกลายเป็นเงื่อนไขให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าเป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรงและต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ภาพลักษณ์ที่เคยมั่นคงของ แบรนด์ชินวัตร จึงสั่นคลอนในสายตาประชาชนทันที ความนิยมของ เพื่อไทย ตกลงอย่างเห็นได้ชัด และนั่นทำให้ ภูมิใจไทย ดูเหมือนเป็นพรรคที่ “ขึ้นแรง” ทั้งที่จริงแล้ว ส่วนใหญ่คือคะแนนที่ไหลออกจากเพื่อไทย มากกว่าการสร้างกระแสใหม่ด้วยตนเอง

นี่คือความสัมพันธ์ที่ตัดกันอย่างตรงไปตรงมา เมื่อ “แดง” ถดถอย “น้ำเงิน” ก็ขยับขึ้น แต่หาก เพื่อไทย กู้ศรัทธากลับมาได้ ภูมิใจไทย ก็เสี่ยงที่จะเสียแรงส่งนี้ไปเช่นกัน

เมื่อมองไปที่ พรรคประชาชน ภาพที่เห็นก็ไม่ได้สดใสเหมือนตัวเลขใน โพล หาก เพื่อไทย คือผู้แพ้ที่ศรัทธาสะดุด พรรคประชาชน ก็คือผู้ชนะที่ยังต้องเจอคำถามใหญ่ ว่าความนิยมในวันนี้เกิดจาก พลังแท้จริงของพรรค หรือเป็นเพียงเพราะคู่แข่งอย่างเพื่อไทยกำลังตกต่ำ

แรงขับของ พรรคประชาชน ไม่ได้เร้าใจเหมือนช่วงแรกที่แจ้งเกิด ความสด ความต่าง และความหวัง ที่เคยเป็นเชื้อเพลิงเริ่มลดลงเรื่อย ๆ สิ่งที่เหลืออยู่คือการพิสูจน์ว่าจะรักษาความนิยมนี้ได้นานเพียงใด ในสภาพที่ยังไม่เคยเป็นรัฐบาล และไม่เคยแสดงให้เห็นว่าจะกุมอำนาจและบริหารประเทศได้จริงแค่ไหน

ดังนั้น แม้ พรรคประชาชน ยังนำใน โพล แต่เส้นทางต่อจากนี้คือบทพิสูจน์ ว่าความนิยมที่เห็นอยู่นี้จะยืนระยะได้จริง หรือจะกลายเป็นเพียง ความหวังที่กำลังเสื่อมแรงลงต่อเนื่อง

เมื่อรวมภาพทั้งสามเข้าด้วยกัน เพื่อไทย ที่กำลังถดถอย, ภูมิใจไทย ที่ได้แรงส่งจากการสะดุดของคู่แข่ง, และ พรรคประชาชน ที่ยังนำ โพล แต่แรงขับไม่ร้อนแรงเหมือนเดิม สมการการเมืองไทยจึงถูกจัดใหม่ทั้งหมด

สนาม เลือกตั้งใหญ่ ครั้งหน้าจะเป็นการเผชิญหน้าของ สามเส้นทางการเมือง ที่ต่างกันในเชิง กลยุทธ์และยุทธวิธี เพื่อไทย พยายามรักษาฐานเดิมด้วยชื่อของแบรนด์ชินวัตร ภูมิใจไทย ฉวยจังหวะจากความอ่อนแรงของคู่แข่งขึ้นมาเป็น “พรรคกลาง” ที่พร้อมยืดหยุ่นต่อรอง ส่วน พรรคประชาชน ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของ พลังใหม่ ที่ท้าทายระบบเดิม แม้ไฟความสดเริ่มลดลงก็ตาม

ภาพนี้บอกชัดว่า การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค สามก้อนคะแนน ไม่มีใครผูกขาดความนิยม ไม่มีแบรนด์ใดแข็งแรงจนไม่ถูกสั่นคลอน และความไม่แน่นอนจะกลายเป็นตัวแปรหลักในการกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ครองเวทีหลังเลือกตั้งใหญ่

ชื่อของ ทักษิณ ยังคงเป็นแกนกลางของ แบรนด์ชินวัตร เสมอ การกลับเข้าคุกครั้งนี้ถูกจับตาว่าอาจกลายเป็น ทุนทางการเมืองใหม่ ที่ พรรคเพื่อไทย จะหยิบมาใช้ในอนาคต เรื่องเล่าที่น่าจะถูกสร้างขึ้น ไม่ใช่เพียงการยกย่องว่าเขาคือผู้นำเก่า แต่การตีความว่า “เขายังยืนอยู่ข้างเสื้อแดง” หรือ “ยังไม่ทอดทิ้งมวลชนเพื่อไทย”

แม้ข้อเท็จจริงคือเขาหลบเลี่ยงโทษมานานกว่าสิบเจ็ดปี และกลับมาติดคุกเพราะหมดทางเลือก แต่การเมืองไม่เคยเล่าความจริงเพียงด้านเดียว โอกาสที่จะ รีแบรนด์ทักษิณ ในฐานะ สัญลักษณ์ของการยืนหยัดร่วมกับมวลชน ย่อมเป็นสิ่งที่ เพื่อไทย พร้อมหยิบมาใช้ เพื่อย้ำกับฐานเสียงว่า ตระกูลชินวัตร ยังอยู่กับประชาชน

แต่ถ้าการติดคุกจะถูกเล่าให้เป็น วีรบุรุษ จริง ๆ ก็ย่อมถูกวิจารณ์ย้อนกลับได้เช่นกันว่า ถ้าเช่นนั้น ยิ่งลักษณ์ ก็ควรกลับมาติดคุกด้วย เพื่อถูกยกให้เป็น “วีรสตรี” คู่ขนาน เรื่องเล่าใหม่นี้จึงเต็มไปด้วยความเสี่ยง และไม่แน่ว่าจะถูกสังคมยอมรับทั้งหมด

เพราะ แบรนด์ชินวัตร ไม่ได้เป็นเพียงชื่อสกุล แต่เป็น สัญลักษณ์ทางการเมือง ที่สร้างขึ้นจากนโยบายที่เคยฝังลึกในใจผู้คน ตั้งแต่ 30 บาทรักษาทุกโรค ไปจนถึง กองทุนหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับประชาชนระดับรากหญ้า โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน จนทำให้แบรนด์นี้มีพลังที่พรรคอื่นเลียนแบบได้ยาก

แต่ในวันนี้ จุดแข็งที่เคยเป็นเสาหลัก ก็กำลังกลายเป็นจุดอ่อน เมื่อผู้นำถูกตัดสินจำคุกหลังหนีโทษมานาน ทายาททางการเมืองอย่าง แพทองธาร ก็ยังไม่สามารถสืบทอดบารมีได้เต็มมือ และคนรุ่นใหม่จำนวนมากก็มองว่า แบรนด์ชินวัตร คือ สิ่งเก่าที่หมุนวนซ้ำซาก ไม่ใช่คำตอบของอนาคต

ดังนั้น การสร้างเรื่องเล่าใหม่จากภาพของ ทักษิณในคุก จึงน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ เพื่อไทย เลือกใช้ในการรักษาฐานเสียง แม้ยังไม่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้ แต่มีแนวโน้มสูงที่จะถูกหยิบมาเป็น เครื่องมือทางการเมือง เพื่อพยายามชุบชีวิตศรัทธาที่กำลังร่วงโรย

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นเพียง บทนำของการเลือกตั้งใหญ่ ที่กำลังจะมาถึง และมีแนวโน้มสูงว่าจะไม่ปรากฏผู้ชนะขาด เสียงจะกระจายออกเป็น สามก้อนหลัก ได้แก่ แดง ที่ยังยึดโยงกับ แบรนด์ชินวัตร, น้ำเงิน ที่ได้แรงส่งจากการสะดุดของคู่แข่ง และ ส้ม ที่แม้ยังนำใน โพล แต่เมื่อถึง ซ่อมเชียงราย ก็พ่ายให้เห็นแล้ว

เมื่อผลลัพธ์ออกมาใกล้เคียงกัน การจัดตั้งรัฐบาล อาจไม่อยู่ในมือพรรคอันดับหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว พรรคอันดับสองหรือสามสามารถรวมเสียงจนกลายเป็นแกนกลางได้ ขณะที่ผู้ชนะคะแนนสูงสุดกลับถูกกันออกไป

ดังนั้น การเลือกตั้งใหญ่ ครั้งหน้าจะไม่ใช่การวัดพลังของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่คือการประสานเสียงจาก สามก้อนคะแนน ที่ไม่มีใครครอบงำได้ทั้งหมด และเมื่อสมการออกมาเช่นนี้ พรรคที่ชนะอาจถูกกันออกไป ขณะที่ฝ่ายรองกลับกลายเป็นผู้จัดวางทิศทางประเทศ นี่คือ วงจรซ้ำของการเมืองไทย ที่พร้อมจะกลับมาให้เห็นอีกครั้ง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตำรวจงัดแผน'พิทักษ์เลือกตั้ง66' วางมาตรการคุมเข้มทุกพื้นที่ไร้เหตุ

เข้าสู่ทางตรงช่วงสุดท้าย นับเวลาถอยหลัง “เลือกตั้ง 69” แต่ละพรรคการเมืองงัดกลเม็ดอัดแคมเปญหาเสียงเรียกคะแนนก่อนเข้าคูหาวันที่ 8 ก.พ.นี้ โพลชี้พรรคการเมืองที่จะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลหนีไม่พ้น 3 พรรคการเมืองนี้คือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย สู้กันสูสี หายใจรดต้นคอ

'ซาบีดา-มนัญญา' ลุยเขต 3 ทับสะแก-บางสะพาน หนุน 'พงษ์พันธ์' โค้งสุดท้าย

“ซาบีดา-มนัญญา" ลงพื้นที่ เขต 3 ทับสะแก-บางสะพาน จ.ประจวบฯ ช่วยผู้สมัคร สส."พงษ์พันธ์" เบอร์ 7 หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย ย้ำชัดเป็นคนพูดแล้วทำ

จาก 'โรฮิงญา' ถึง 'แรงงานต่างด้าว' วิธีคิดพรรคส้มในวันที่คนไทยต้องเลือก

การเมืองไม่ได้ตัดสินกันแค่จากเอกสารนโยบาย แต่ตัดสินกันจากวิธีที่พรรคพูดกับสังคมจริง ว่าเลือกพูดเรื่องใด เลี่ยงเรื่องใด และให้น้ำหนักกับประเด็นไหนเป็นพิเศษ

'พี่ศรี' กัดไม่ปล่อย ยื่นแพทยสภา สอบเพิ่ม 13 หมอ เอี่ยวทักษิณนอนชั้น 14 รพ.ตำรวจ

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นเอกสารข้อมูล(เพิ่ม) หลังจากที่แพทยสภามีหนังสือขอข้อมูลประกอบการพิจารณาการสอบสวนจริยธรรมกลุ่มแพทย์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร

‘หมอมาวิน’ เคลื่อนไหว โพสต์เฟซบุ๊ก เลือก ภจท.ทั้ง 2 ใบ และลงประชามติ ไม่แก้รัฐธรรมนูญ อยากเห็นคนออกมาใช้สิทธิ์ 70% ขึ้นไป

ผศ. นพ. มาวิน วงศ์สายสุวรรณ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เคยลงนามในแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับ กลุ่มธรรมศาสตร์ไม่ทน ที่กระทำการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าจะไปเลือกตั้ง พรรคูมิใจไทย ทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อ และลงประชามติ ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีรายละเอียดว่า

'สิงโต' ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ก่อนบินไปทำงานต่างประเทศ

นักแสดงหนุ่มชื่อดัง “สิงโต-ปราชญา เรืองโรจน์” เดินทางเข้าใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ณ เขตเลือกตั้งที่ 15 สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ก่อนถึงวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากติดภารกิจในการเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ