
เสียงระเบิดดังขึ้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เหตุการณ์นั้นทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขาดหนึ่งนาย และบาดเจ็บอีกหนึ่งนาย
พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในแนวชายแดนที่ทั้งสองประเทศตกลงจะร่วมกันรักษาความสงบตามข้อตกลงสันติภาพ กรอบที่ควรเป็นหลักประกันให้ไม่มีการใช้อาวุธอีก แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น “ระเบิดยังอยู่” และคนไทยยังต้องจ่ายด้วยเลือด
จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่เกิดเหตุเป็นของใหม่หรือของเก่า แต่เพียงแค่ “มันยังอยู่” ก็เพียงพอจะบอกได้ว่า “สันติภาพ” ในเอกสารนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง
หากเป็นทุ่นระเบิดเก่า ฝ่ายกัมพูชาควรแจ้งพิกัดให้ฝ่ายไทยทราบเพื่อร่วมกันเก็บกู้ นี่คือมาตรฐานพื้นฐานของประเทศที่ร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมีเพียงความเงียบ
รัฐบาลไทยจึงมีเหตุผลชัดในการระงับการปฏิบัติตามข้อตกลง เมื่อกติกาที่ตั้งขึ้นเพื่อป้องกันความรุนแรง กลับถูกละเมิดจากอีกฝั่ง การระงับครั้งนี้ไม่ใช่การแสดงอำนาจ แต่คือการยอมรับความจริงว่าสันติภาพนั้นไม่เคยมีอยู่เลยตั้งแต่ต้น
หลังเหตุระเบิดที่ห้วยตามาเรีย รัฐบาลไทยตัดสินใจระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองในพื้นที่เสี่ยงสูง
การตัดสินใจนี้ถูกวิจารณ์จากฝั่งพรรคประชาชน โดยเฉพาะ ‘จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์’ สส.ฉะเชิงเทรา ที่โพสต์ข้อความตั้งคำถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงปล่อยให้กองทัพตัดสินใจระงับข้อตกลงระหว่างประเทศได้เอง
เขาเสนอว่าควรใช้กลไกในข้อตกลงจัดการปัญหา ไม่ใช่ระงับทั้งหมด
แนวคิดนี้อาจฟังดูดีในทางทฤษฎี แต่ในสนามจริง การยึดติดกับกติกาที่อีกฝ่ายไม่ปฏิบัติ คือการปล่อยให้ทหารของตัวเองเสี่ยงตายโดยไม่มีหลักประกันใดๆ
และเมื่อคนที่พูดเรื่องกติกา ยังมีคดีสด.43 อยู่ในชั้นศาล คำถามเรื่องความน่าเชื่อถือจึงเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ว่าคนที่ยังต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงของตัวเอง จะมีน้ำหนักแค่ไหนเมื่อตั้งคำสอนเรื่องความถูกต้องในระดับประเทศ
การระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงไทย-กัมพูชา ไม่ใช่การเดินหนีจากการเจรจา แต่เป็นการประกาศชัดว่าความมั่นคงของประเทศต้องมาก่อนเอกสารที่อีกฝ่ายไม่รักษา
ที่ผ่านมา ไทยอดทนกับพฤติกรรมที่ขัดต่อหลักสัญญา ทั้งการรุกล้ำพื้นที่ การสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ และการไม่เปิดเผยพิกัดพื้นที่เสี่ยงระเบิด
ทุกครั้งที่เกิดเหตุ ไทยเป็นฝ่ายยื่นหนังสือขอคำชี้แจง แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นถ้อยคำกลางๆ ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ
เมื่อระเบิดเกิดขึ้นในเขตปลอดอาวุธ การระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงจึงเป็นทางเดียวที่เหลืออยู่ เพื่อปกป้องชีวิตของคนในแนวหน้า
การกระทำของรัฐบาลไทยสะท้อนชัดว่า ประเทศนี้เลิกทนกับภาพลวงของสันติภาพ ที่มีไว้ให้ไทยเป็นฝ่ายอดทนอยู่ฝ่ายเดียว
หลังเหตุการณ์ห้วยตามาเรีย สิ่งที่สะท้อนสังคมไม่ใช่เพียงเสียงระเบิด แต่คือเสียงของบางกลุ่มในเมือง
โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองจากพรรคประชาชน ตั้งแต่นักสิทธิมนุษยชนบางกลุ่ม เอ็นจีโอบางปีก ไปจนถึงคนที่พูดคำว่า “สันติภาพ” เหมือนของเล่นไว้พูดให้ดูดี
พวกเขาพูดถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งที่ไม่เคยยืนอยู่ตรงแนวชายแดน พูดถึงสิทธิมนุษยชน ทั้งที่ไม่เคยรู้เลยว่าความสูญเสียของคนแนวหน้า ต้องจ่ายด้วยอะไร
แนวคิดแบบนี้กลายเป็นเครื่องมือสร้างภาพของคนที่พูดเรื่องสันติภาพเพียงเพื่อให้ตัวเองดูดี พูดอุดมการณ์เหมือนท่องบท แต่ไม่เคยอยู่ในจุดที่ต้องเลือกระหว่างประเทศ กับภาพตัวเอง
พวกเขาเรียกร้องสันติภาพในวันที่อีกฝ่ายไม่เคารพข้อตกลงมตำหนิรัฐบาลในวันที่ไทยเพียงป้องกันตัวเอง และในขณะที่บางคนยังมีคดี สด.43 ต้องพิสูจน์ในศาล กลับกล้าพูดเรื่องศีลธรรม เหมือนคนที่ลืมไปว่าความถูกต้องต้องเริ่มจากตัวเองก่อน
วันที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาด ไม่มีโพสต์ ไม่มีเสียงจากพรรคประชาชน ไม่มีแถลงจากกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนหรือเอ็นจีโอบางปีกที่เคยพูดว่าห่วงชีวิตคนชายแดน
แต่ก่อนหน้านั้น เพียงเพราะ “กัน จอมพลัง” เอาลำโพงไปเปิดเสียงผีใกล้แนวชายแดน กลุ่มเดียวกันกลับออกมาวิจารณ์กันสนั่นโซเชียล
พวกเขากล่าวหาไทยละเมิดศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของเพื่อนบ้าน เหมือนปกป้องอีกฝั่งมากกว่าคนของตัวเอง
นี่คือปัญหาของแนวคิดที่ใช้คำว่าสันติภาพเป็นเครื่องมือทางการเมือง พูดสวยแต่ไม่เคยอยู่ในสนามจริง
ในวันที่ทหารเสียขาเสียเลือด พวกนี้กลับเสียเวลาเถียงเรื่องมารยาททางการทูตกับเสียงลำโพง
ทั้งหมดสะท้อนชัดว่าพวกเขาไม่เข้าใจคำว่าสงบ ไม่เข้าใจคำว่าชาติ และไม่เข้าใจเลยว่าความอดทนของประเทศนี้มีขีดจำกัด
การระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบอย่างที่บางคนพูด
ในทางกลับกัน เหตุที่เกิดขึ้นยืนยันว่าไทยอดทนมามากเกินไปกับพันธะที่อีกฝ่ายไม่รักษา
ระเบิดที่ห้วยตามาเรีย ไม่ว่าจะของเก่าหรือของใหม่ มันเกิดในพื้นที่ที่กัมพูชาต้องรับผิดชอบ และทุกครั้งที่เกิดเหตุ ไทยคือฝ่ายสูญเสีย
ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีทหารไทยบาดเจ็บจากกับระเบิดรวมแล้ว 7 นาย รายล่าสุดต้องเสียขาที่ห้วยตามาเรีย
หลักฐานทั้งหมดบอกชัดว่าข้อตกลงสันติภาพไม่เคยปกป้องชีวิตคนของเราได้จริง ขณะที่อีกฝ่ายยังนิ่ง ไม่รับผิด และไม่แจ้งพิกัดใดๆ ตามที่ควรทำ
ห้วยตามาเรียคือหมุดหมายใหม่ของไทย จากข้อตกลงที่หลอกตัวเอง สู่ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
และคือคำตอบสุดท้ายของประเทศไทย ว่าความสงบของชาติ ต้องรักษาไว้ด้วยมือของเราเอง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยสวนหมัดเด็ด! ยื่น UN ขอหารือคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ จี้ปราบสแกมฯในกัมพูชา โต้ยิบรายงาน 'ทอม แอนดรูว์ส'
กต. แถลงท่าทีรัฐบาลไทย เผยเตรียมทำหนังสือถึงประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ที่นครเจนีวา หลัง “ทอม แอนดรูส์” เสนอรายงานพิเศษพาดพิงประเทศไทย มีหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วย ชี้กระทบความเป็นกลาง -เที่ยงธรรม “สีหศักดิ์”
ทภ.1 แจงทหารเหยียบกับระเบิดขณะเคลียร์พื้นที่บ้านหนองจาน กำชับให้ดูแลเต็มที่
ทภ.1 ชี้แจง กำลังพลได้รับอุบัติเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่ บ.หนองจาน กำชับให้ดูแลอย่างดีที่สุด พร้อมเน้นย้ำให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างความรอบคอบไม่ประมาท ปัจจุบันสร้างพื้นที่ปลอดภัยแล้ว 76.73%
สส.กังฟู ยันเดินหน้าทวงความเป็นธรรมให้เจ้าของปั๊มเหยื่อ BM-21 หลังรัฐบาลแจงไม่เข้าหลักเกณฑ์เยียวยา
นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ กังฟู สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทรวมพลัง โพสต์เฟซบุ๊กต์ชี้แจงกรณีเจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาบ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่เสียหายจากจรวด BM-21 ของกัมพูชา ออกมาร้องเรียนว่ายังไม่ได้รับเงินเยียวจากภาครัฐ ก่อนที่นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า
กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี
ที่พุทธศาสนสถานค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พล.อ.อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พล.ท.ชัยรัตน์ ธรรมชาติ หัวหน้าสำนักงานคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา พล.ท.นฤดล สุขมา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน
'อนุทิน' ขอคนไทยอย่ากังวล 'จีน' ยืนยันส่งอาวุธให้กัมพูชาแค่ซื้อขาย ไม่ได้ให้มาสู้รบไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสหรัฐอเมริกา ประกาศเก็บภาษีไทย12.5% ว่า เป็นการปรับให้เข้าเกณฑ์ ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าไทยได้ 12.5% ตนเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวของไปดำเนินการแก้ไข ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงานภาคบังคับอะไรสักอย่างหนึ่ง ตนยังต้องไปลงในรายละเอียดว่าทำไมไม่มีการดำเนินการด้านนี้ให้เ
เหยื่อกัมพูชายิง BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมัน น้ำตาไหลวิงวอนรัฐเร่งเยียวยาหลังเหตุการณ์ครบ 1 ปี
นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทรวมพลัง รับยื่นหนังสือจาก นางกมนรัตน์ เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านผือ (บ้านน้ำเย็น) อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์จรวด BM-21 ตกใส่ เมื่อ 24 ก.ค. 2568 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้การเยียวยา

