'ห้วยตามาเรีย' ปลดแอกสันติภาพจอมปลอม กับ สด.43 ของ สส.คนนั้น

ทหารไทยเร่งช่วยลำเลียงทหารบาดเจ็บจากกับระเบิด บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568

เสียงระเบิดดังขึ้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เหตุการณ์นั้นทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขาดหนึ่งนาย และบาดเจ็บอีกหนึ่งนาย

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในแนวชายแดนที่ทั้งสองประเทศตกลงจะร่วมกันรักษาความสงบตามข้อตกลงสันติภาพ กรอบที่ควรเป็นหลักประกันให้ไม่มีการใช้อาวุธอีก แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น “ระเบิดยังอยู่” และคนไทยยังต้องจ่ายด้วยเลือด

จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่เกิดเหตุเป็นของใหม่หรือของเก่า แต่เพียงแค่ “มันยังอยู่” ก็เพียงพอจะบอกได้ว่า “สันติภาพ” ในเอกสารนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง

หากเป็นทุ่นระเบิดเก่า ฝ่ายกัมพูชาควรแจ้งพิกัดให้ฝ่ายไทยทราบเพื่อร่วมกันเก็บกู้ นี่คือมาตรฐานพื้นฐานของประเทศที่ร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมีเพียงความเงียบ

รัฐบาลไทยจึงมีเหตุผลชัดในการระงับการปฏิบัติตามข้อตกลง เมื่อกติกาที่ตั้งขึ้นเพื่อป้องกันความรุนแรง กลับถูกละเมิดจากอีกฝั่ง การระงับครั้งนี้ไม่ใช่การแสดงอำนาจ แต่คือการยอมรับความจริงว่าสันติภาพนั้นไม่เคยมีอยู่เลยตั้งแต่ต้น

หลังเหตุระเบิดที่ห้วยตามาเรีย รัฐบาลไทยตัดสินใจระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองในพื้นที่เสี่ยงสูง

การตัดสินใจนี้ถูกวิจารณ์จากฝั่งพรรคประชาชน โดยเฉพาะ ‘จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์’ สส.ฉะเชิงเทรา ที่โพสต์ข้อความตั้งคำถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงปล่อยให้กองทัพตัดสินใจระงับข้อตกลงระหว่างประเทศได้เอง

เขาเสนอว่าควรใช้กลไกในข้อตกลงจัดการปัญหา ไม่ใช่ระงับทั้งหมด

แนวคิดนี้อาจฟังดูดีในทางทฤษฎี แต่ในสนามจริง การยึดติดกับกติกาที่อีกฝ่ายไม่ปฏิบัติ คือการปล่อยให้ทหารของตัวเองเสี่ยงตายโดยไม่มีหลักประกันใดๆ

และเมื่อคนที่พูดเรื่องกติกา ยังมีคดีสด.43 อยู่ในชั้นศาล คำถามเรื่องความน่าเชื่อถือจึงเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ว่าคนที่ยังต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงของตัวเอง จะมีน้ำหนักแค่ไหนเมื่อตั้งคำสอนเรื่องความถูกต้องในระดับประเทศ

การระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงไทย-กัมพูชา ไม่ใช่การเดินหนีจากการเจรจา แต่เป็นการประกาศชัดว่าความมั่นคงของประเทศต้องมาก่อนเอกสารที่อีกฝ่ายไม่รักษา

ที่ผ่านมา ไทยอดทนกับพฤติกรรมที่ขัดต่อหลักสัญญา ทั้งการรุกล้ำพื้นที่ การสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ และการไม่เปิดเผยพิกัดพื้นที่เสี่ยงระเบิด

ทุกครั้งที่เกิดเหตุ ไทยเป็นฝ่ายยื่นหนังสือขอคำชี้แจง แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นถ้อยคำกลางๆ ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ

เมื่อระเบิดเกิดขึ้นในเขตปลอดอาวุธ การระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงจึงเป็นทางเดียวที่เหลืออยู่ เพื่อปกป้องชีวิตของคนในแนวหน้า

การกระทำของรัฐบาลไทยสะท้อนชัดว่า ประเทศนี้เลิกทนกับภาพลวงของสันติภาพ ที่มีไว้ให้ไทยเป็นฝ่ายอดทนอยู่ฝ่ายเดียว

หลังเหตุการณ์ห้วยตามาเรีย สิ่งที่สะท้อนสังคมไม่ใช่เพียงเสียงระเบิด แต่คือเสียงของบางกลุ่มในเมือง

โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองจากพรรคประชาชน ตั้งแต่นักสิทธิมนุษยชนบางกลุ่ม เอ็นจีโอบางปีก ไปจนถึงคนที่พูดคำว่า “สันติภาพ” เหมือนของเล่นไว้พูดให้ดูดี

พวกเขาพูดถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งที่ไม่เคยยืนอยู่ตรงแนวชายแดน พูดถึงสิทธิมนุษยชน ทั้งที่ไม่เคยรู้เลยว่าความสูญเสียของคนแนวหน้า ต้องจ่ายด้วยอะไร

แนวคิดแบบนี้กลายเป็นเครื่องมือสร้างภาพของคนที่พูดเรื่องสันติภาพเพียงเพื่อให้ตัวเองดูดี พูดอุดมการณ์เหมือนท่องบท แต่ไม่เคยอยู่ในจุดที่ต้องเลือกระหว่างประเทศ กับภาพตัวเอง

พวกเขาเรียกร้องสันติภาพในวันที่อีกฝ่ายไม่เคารพข้อตกลงมตำหนิรัฐบาลในวันที่ไทยเพียงป้องกันตัวเอง และในขณะที่บางคนยังมีคดี สด.43 ต้องพิสูจน์ในศาล กลับกล้าพูดเรื่องศีลธรรม เหมือนคนที่ลืมไปว่าความถูกต้องต้องเริ่มจากตัวเองก่อน

วันที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาด ไม่มีโพสต์ ไม่มีเสียงจากพรรคประชาชน ไม่มีแถลงจากกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนหรือเอ็นจีโอบางปีกที่เคยพูดว่าห่วงชีวิตคนชายแดน

แต่ก่อนหน้านั้น เพียงเพราะ “กัน จอมพลัง” เอาลำโพงไปเปิดเสียงผีใกล้แนวชายแดน กลุ่มเดียวกันกลับออกมาวิจารณ์กันสนั่นโซเชียล

พวกเขากล่าวหาไทยละเมิดศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของเพื่อนบ้าน เหมือนปกป้องอีกฝั่งมากกว่าคนของตัวเอง

นี่คือปัญหาของแนวคิดที่ใช้คำว่าสันติภาพเป็นเครื่องมือทางการเมือง พูดสวยแต่ไม่เคยอยู่ในสนามจริง

ในวันที่ทหารเสียขาเสียเลือด พวกนี้กลับเสียเวลาเถียงเรื่องมารยาททางการทูตกับเสียงลำโพง

ทั้งหมดสะท้อนชัดว่าพวกเขาไม่เข้าใจคำว่าสงบ ไม่เข้าใจคำว่าชาติ และไม่เข้าใจเลยว่าความอดทนของประเทศนี้มีขีดจำกัด

การระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบอย่างที่บางคนพูด

ในทางกลับกัน เหตุที่เกิดขึ้นยืนยันว่าไทยอดทนมามากเกินไปกับพันธะที่อีกฝ่ายไม่รักษา

ระเบิดที่ห้วยตามาเรีย ไม่ว่าจะของเก่าหรือของใหม่ มันเกิดในพื้นที่ที่กัมพูชาต้องรับผิดชอบ และทุกครั้งที่เกิดเหตุ ไทยคือฝ่ายสูญเสีย

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีทหารไทยบาดเจ็บจากกับระเบิดรวมแล้ว 7 นาย รายล่าสุดต้องเสียขาที่ห้วยตามาเรีย

หลักฐานทั้งหมดบอกชัดว่าข้อตกลงสันติภาพไม่เคยปกป้องชีวิตคนของเราได้จริง ขณะที่อีกฝ่ายยังนิ่ง ไม่รับผิด และไม่แจ้งพิกัดใดๆ ตามที่ควรทำ

ห้วยตามาเรียคือหมุดหมายใหม่ของไทย จากข้อตกลงที่หลอกตัวเอง สู่ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

และคือคำตอบสุดท้ายของประเทศไทย ว่าความสงบของชาติ ต้องรักษาไว้ด้วยมือของเราเอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รบรอบสาม ไทย-เขมร มีแน่ ต้องไม่เลี้ยงไข้กัมพูชา

สถานการณ์"ไทยVSกัมพูชา"ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากไทยเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)

แม่ทัพภาค 2 มอบเหรียญ 'ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ' เชิดชูทหารกล้าพิทักษ์อธิปไตย

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางลงพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบวัตถุมงคลรุ่น “ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” จำนวน 20,000 เหรียญ (ชุดแรก) แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ

เพจดังขุดตำนาน 'จารชนขายชาติ' ไทยเสียพระวิหาร ระวังประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย ปมเจรจาเขตแดนทางทะเล

เพจเฟซบุ๊ก Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า จารชนคนขายชาติในคดีพิพาทเขาพระวิหารปี 2505 กับสถานการณ์ปี2569 ที่เรากำลังจะสู้คดีทางทะเลกับเขมรในเวทีโลก มันจะมีจารชนและคนขายชาติแบบเหตุการณ์นั้นอีกหรือไม่? บางคนคงคิดว่าข้าราชการไทยที่กินขี้เขมรมันมีอยู่แค่ในทฤษฎีสมคบคิด แต่ผิดแล้วครับ เรื่อง

นักวิชาการกฎหมายระหว่างประเทศ เปิดข้อเท็จจริง-มุมมอง เกม UNCLOS ศึกเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา

ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊ก "Take A Walk, Talk International Law ท่องโลกกว้างด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ" ระบุว่า คณะรัฐมนตรีตั้งหัวหน้าและรองหัวหน้าคณะเจรจาและผู้ประนอมฝ่ายไทย เพื่อเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตั้งหัวหน้าและรองหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย รวมถึงผู้ประนอมฝ่ายไทย 2 ท่าน เพื่อเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ซึ่งกัมพูชาได้ยื่นไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยมีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้

สหประชาชาติเผย อย่างน้อย 58 ประเทศและดินแดนปนเปื้อนด้วยทุ่นระเบิด

รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารโดยข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า อย่างน้อย 58 ประเทศและดินแดนปนเปื้อนด้วยทุ่นระเบิด

'สีหศักดิ์' นั่งหัวหน้าคณะเจรจา UNCLOS ตั้ง 2 อดีตประธานศาลทะเลสากล ชาวแอฟริกาใต้-เยอรมันร่วมทีม

นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ตนเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ​ เอกอัครราชทูต​ ณ​ กรุงคูเวต รองหัวหน้า เข้าร่วมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS)