สภาสูงโหวต ป.ป.ช.ใหม่ 2 ชื่อพุธนี้ วัดใจ 'สว.สีน้ำเงิน' ชี้รอดหรือร่วง

สภาสูงโหวต ป.ป.ช.ใหม่สองชื่อพุธนี้ วัดใจ สว.สีน้ำเงิน ให้ผ่านหรือตีตก สองบิ๊กตุลาการ พ่วงตั้งกมธ.สอบประวัติฯ ว่าที่กกต.ใหม่สองคน พบแบ็คกราวด์ไม่ธรรมดา แน่นปึ๊กสีน้ำเงิน  

21 ธ.ค.2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ได้เผยแพร่ ประกาศ เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ ตามที่นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้นำความกราบบังคมทูลว่า ระหว่างนี้อยู่ระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่เนื่องจากมีความจำเป็น เพื่อประโยชน์แห่งรัฐ ที่วุฒิสภา จะต้องมีการประชุมเพื่อทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สมควรเรียกประชุมวุฒิสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อให้วุฒิสภาดำเนินการประชุมและปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จึงมีประกาศเมื่อ 20 ธ.ค. เพื่อเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.2568

และล่าสุด นายมงคล ประธานวุฒิสภา ได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 24 ธ.ค. โดยมีวาระสำคัญสองเรื่องคือ  1.การให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการป.ป.ช.จำนวนสองคนที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาฯ  คือ นายสุชาติ สุนทรีเกษม อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และนายมนูภาน ยศธแสนย์  อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางและอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

สำหรับนายสุชาติ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาฯ เพื่อให้เข้าไปทำหน้าที่ป.ป.ช.แทน พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานกรรมการป.ป.ช.ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบ70 ปีบริบูรณ์ ส่วนนายมนูภาน ได้รับเลือกจากคณะกรรมการสรรหาฯ เพื่อให้เข้าไปเป็นป.ป.ช.แทน นางสุวณา สุวรรณจูฑะ  ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง

โดยขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณจากฝ่ายสว.โดยเฉพาะสว.สีน้ำเงิน ที่คุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาว่า จะให้ความเห็นชอบรายชื่อทั้งสองคนเข้าไปเป็นป.ป.ช.หรือไม่ หรือว่าจะให้ความเห็นชอบแค่ชื่อเดียวหรือจะไม่ให้ความเห็นชอบเลยทั้งสองรายชื่อ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงวันที่ 23 ธ.ค.นี้

ส่วนระเบียบวาระสำคัญเรื่องที่ 2 คือ การพิจารณาเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ใหม่จำนวนสองคน ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาฯ คือนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่าและกรมขนส่งทางบก อดีตประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการเมื่อ 30 ก.ย.2568 ที่ผ่านมา กับ นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และอดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเข้าไปทำหน้าที่แทนนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่พ้นวาระการเป็น กกต.เนื่องจากอยู่ครบวาระ

โดยเมื่อที่ประชุมวุฒิสภามีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติฯแล้ว ก็จะใช้เวลาประมาณสามสิบวันในการพิจารณา จากนั้นจึงจะส่งรายงานผลการตรวจสอบฯ ให้วุฒิสภาประชุมลับเพื่อลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบเข้าไปเป็นกกต.ต่อไป

ซึ่งเมื่อดูจากช่วงเวลาทำให้คาดว่า หากสุดท้าย แม้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ นายจิรุตม์ และนายมณฑล ให้เข้าไปทำหน้าที่เป็นกกต.แต่ก็คงเข้าไปทำหน้าที่หลังมีการเลือกตั้งส.ส.วันที่ 8 ก.พ.2569 เสร็จสิ้นไปแล้ว

โดยก่อนหน้านี้มีการรายงานข่าวว่า สำหรับนายจิรุตม์-อดีตบิ๊กกระทรวงคมนาคม ที่แม้จะจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แต่ก็ไปเติบโตในชีวิตราชการที่กระทรวงคมนาคม หลังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา โดยก่อนเกษียณได้ผ่านตำแหน่งสำคัญมากมายในกระทรวงคมนาคม เช่น รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมขนส่งทางบก อดีตบอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย อดีตบอร์ดบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด

โดยเป็นที่รู้กันดีว่า สมัย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น้องชายเนวิน ชิดชอบ เป็นรมว.คมนาคม ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นั่งเป็น รมว.คมนาคม เกือบ 4 ปี ก็เป็นคนผลักดันให้จิรุตม์ขยับออกจากรองปลัดกระทรวงคมนาคม ไปเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ที่เป็นกรมใหญ่ของ ก.คมนาคม อีกทั้งยังผลักดันให้ไปรับตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือประธานบอร์ด รฟท. ในยุคศักดิ์สยามเป็น รมว.คมนาคม

และยังมีการรายงานข่าวว่า สำหรับ นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ถือเป็นอดีตบิ๊กข้าราชการคนดังที่มากด้วยคอนเน็กชันทางการเมืองและธุรกิจ โดยอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ยาวนานร่วม 7 ปี หลัง ครม.มีการต่ออายุให้ คือตั้งแต่ปี 2555-2563 โดยไม่เคยถูกเด้งหรือถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยหรืออธิบดีกรมอื่นในกระทรวงมหาดไทย ทั้งในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อเนื่องถึงยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งพบว่าช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พรรคภูมิใจไทยดูแลกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หรือปู่จิ้น พ่อของนายอนุทินเป็น มท.1 และมีศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องเนวิน ชิดชอบ เป็นประธานคณะที่ปรึกษา

ตัวนายมณฑลก็ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นรองอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ก่อนจะขึ้นเป็นอธิบดีกรมโยธาฯ ยาวหลายปีติดต่อกัน จึงทำให้รู้จักกับคนในหลายแวดวง และสุดท้ายไปเกษียณในตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันฯ และก่อนหน้านี้ทำงานอยู่บริษัทเอกชน เช่น เป็นประธานกรรมการบริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น           

โดยนายมณฑลเคยไปสมัครเป็น กกต.มาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก จนเมื่อมีการรับสมัคร กกต.อีกรอบ นายมณฑลก็มาสมัครและผ่านเข้ารอบสุดท้ายถูกส่งชื่อมาให้วุฒิสภาพิจารณาดังกล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์ จี้ 'กกต.' เร่งสอบคดีฮั้วสว. ส่งฟ้องศาลตามบรรทัดฐาน

กลุ่มพี่น้องมหิดล ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้ กกต. เร่งรัดดำเนินการคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. ที่มีพฤติการณ์สมยอมคะแนนและผูกขาดอำนาจอย่างทุจริต ส่งฟ้องศาลโดยเร็ว

เตรียมเฮ! ยุคสีน้ำเงิน 'บ้านใหญ่ - ตระกูลการเมือง' ครองเก้าอี้ 'บิ๊กท้องถิ่น' จนรากงอก

บ้านใหญ่-ตระกูลการเมืองทั่วประเทศเตรียมเฮ  นั่งผู้บริหารท้องถิ่นรากงอก ผูกขาดกันไม่กี่นามสกุล วุฒิสภาจันทร์นี้ลงมติร่างกม.ปลดล็อกที่ห้ามเกินสองวาระ เปลี่ยนให้อยู่จนตายคาเก้าอี้   พร้อมลดอายุจาก 35 เหลือ 25 ปี สว.โวยลั่น ถอยหลังเข้าคลอง สร้างระบบอุปถัมภ์

กกต. แถลงภาพรวมเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา ฉลุย

กกต. แถลงภาพรวมเปิดคูหาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา ฉลุย เคลียร์ทุกเหตุฉุกเฉินกระทบหน่วย ย้ำกฎเหล็กและเชิญชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์จับตานับคะแนนให้โปร่งใส

ประธาน กกต. ลั่นไม่ยื้อ 'คดีฮั้ว สว.' จะมากดดันให้ส่งศาลเลยไม่ได้ หน้าที่ไม่ใช่ไปรษณีย์

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีฮั๊วเลือก สว. ว่า เราประชุม กกต. เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวทุกวันจันทร์ เราประชุมมาแล้ว 3 ครั้ง และวันจันทร์ที่จะถึงนี้เป็นครั้งที่ 4  จากที่กำหนดไว้ 12 ครั้ง  คิดว่าจะเสร็จตามกรอบของกฎหมาย