การเมืองของพรรคประชาชน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “พรรคส้ม” ในช่วงหลัง เริ่มเผยให้เห็นความผิดพลาดหนึ่งที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ความผิดพลาดนี้ไม่ได้เกิดจากความขยันหรือความไม่ขยันในการลงพื้นที่ ไม่ได้เกี่ยวกับการออกพบประชาชนมากหรือน้อย และไม่ได้เกิดจากทักษะการสื่อสารของแกนนำพรรค
หากแต่เกิดจากการเลือก “เรื่องที่จะพูด” และการยกเรื่องเหล่านั้นขึ้นมาเป็นแกนหลักของการหาเสียง ในช่วงเวลาที่การเมืองกำลังถูกตัดสินด้วยชีวิตจริงของผู้คน
ยิ่งพรรคลงพื้นที่มากขึ้น ยิ่งพบประชาชนถี่ขึ้น ความไม่ตรงกันระหว่างสิ่งที่พรรคพยายามสื่อสารกับสิ่งที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในแต่ละวันก็ยิ่งปรากฏชัด
การเมืองเริ่มต้นจากจุดที่ต่างกันตั้งแต่แรก และความต่างนี้ไม่ได้ลดลง แม้พรรคจะลงพื้นที่มากขึ้นหรือพบประชาชนบ่อยขึ้น แต่กลับยิ่งชัดเมื่อการเมืองไปปะทะกับชีวิตจริงของผู้คน
ภาพที่เห็นซ้ำในหลายพื้นที่ คือพรรคส้มยังคงยืนอยู่กับการเมืองระดับโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ กติกาอำนาจ หรือการจัดระเบียบการเมืองในระยะยาว
เรื่องเหล่านี้ถูกยกขึ้นมาเป็นแกนหลักของการสื่อสารทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง และเป็นสิ่งที่พรรคเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าสำคัญที่สุดในเชิงความคิดและทิศทางการเปลี่ยนแปลงประเทศ
แต่ในเวลาเดียวกัน คนที่ยืนฟังอยู่ตรงหน้า ซึ่งส่วนใหญ่คือพ่อค้าแม่ค้า แรงงานรับจ้าง และคนทำมาหากินรายวัน กลับกำลังคิดถึงเรื่องที่ใกล้ตัวกว่านั้นมาก ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่ไม่พอรายจ่าย หนี้ที่ยังต้องผ่อนต่อ หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน
การเมืองจึงพูดถึงเรื่องหนึ่ง ขณะที่ชีวิตจริงกำลังรับมือกับอีกเรื่องหนึ่ง โดยแทบไม่มีพื้นที่ทับซ้อนกัน
เสียงจากชาวบ้านร้านตลาดไม่ได้ซับซ้อน และไม่ได้ต้องการคำอธิบายเชิงหลักการยืดยาว สิ่งที่สะท้อนออกมาคือความรู้สึกตรงไปตรงมาว่า การเมืองที่ได้ยินยังไม่เชื่อมกับชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรม
ความรู้สึกนี้ปรากฏชัดในคำบอกเล่าซ้ำ ๆ ว่า การเมืองยังไม่ช่วยให้ค้าขายดีขึ้น ยังไม่ทำให้รายได้มั่นคงขึ้น และยังไม่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่พวกเขามองเห็นได้ สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ การเมืองที่ไม่ช่วยให้วันนี้ดีขึ้น ย่อมเป็นการเมืองที่ไม่รู้สึกผูกพัน ไม่ว่าคำอธิบายจะถูกจัดวางให้ดูสวยงามเพียงใด
เมื่อสารทางการเมืองไม่แตะปัญหาเฉพาะหน้าที่ผู้คนต้องจัดการอยู่ทุกวัน การเมืองจึงค่อย ๆ ถูกถอยออกไปจากชีวิตจริง ไม่ใช่เพราะประชาชนไม่สนใจ แต่เพราะสิ่งที่พูดยังไม่ตอบคำถามที่เขาต้องเผชิญอยู่ในแต่ละวัน
พรรคส้มมีกรอบเหตุผลของตัวเอง และใช้กรอบนี้อย่างสม่ำเสมอ รัฐธรรมนูญถูกวางเป็นรากของปัญหา โครงสร้างอำนาจถูกวางเป็นต้นเหตุ และการแก้ไขต้นทางถูกอธิบายว่าจะค่อย ๆ ส่งผลดีลงมาถึงชีวิตประชาชนในระยะยาว กรอบคิดนี้มีความเป็นระบบ และสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองของพรรคในเชิงทฤษฎี
แต่กรอบคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญว่า คนส่วนใหญ่สามารถรอได้ และยังมีพื้นที่ให้แบกรับความเดือดร้อนต่อไปจนกว่าเรื่องใหญ่จะสำเร็จ สมมติฐานนี้สวนทางกับชีวิตจริงของคนทำมาหากินจำนวนมาก ที่ต้องตัดสินใจและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละวัน โดยไม่มีเงื่อนไขให้รอผลจากการเมืองในอนาคต
ในทางปฏิบัติ คนขายของไม่ได้ขายดีขึ้นเพราะมีการถกเถียงในสภา แรงงานไม่ได้มีรายได้เพิ่มเพราะมีแผนจัดโครงสร้างอำนาจในวันข้างหน้า และครอบครัวธรรมดาไม่ได้รู้สึกเบาภาระเพราะการเมืองยืนยันความถูกต้องของตัวเอง
ปัญหาเหล่านี้ต้องจัดการทันที ไม่ใช่ในจังหวะที่การเมืองพร้อมจะให้ผลลัพธ์ตามแผนที่วางไว้
เมื่อการเมืองไม่แตะภาระตรงหน้า การเมืองจึงถูกมองว่าอยู่ไกลออกไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะประชาชนไม่เข้าใจ แต่เพราะสิ่งที่การเมืองพูดยังไม่ช่วยให้ชีวิตจริงเปลี่ยนแปลง ความห่างนี้สะสมจากประสบการณ์ตรงของคนทำมาหากินที่ไม่เห็นผลของการเมืองในชีวิตประจำวัน
จุดอ่อนของพรรคส้มจึงไม่ใช่ความคิดที่ผิดในเชิงอุดมการณ์ หากแต่เป็นความดื้อรั้นทางการเมือง การเลือกเริ่มต้นจากยอดโครงสร้าง ในขณะที่คนส่วนใหญ่อยู่ฐานชีวิตจริง และการย้ำอุดมการณ์ในสนามที่ตัดสินกันด้วยความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงโค้งก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกพรรคการเมืองพยายามทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมาย และชีวิตของเขาถูกนับรวมในการตัดสินใจ
แต่พรรคส้มยังคงยกการเมืองเชิงโครงสร้างขึ้นมาเป็นแกนหลักของการหาเสียง โดยไม่ขยับลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนตรงหน้า
ในสนามเลือกตั้ง ประชาชนไม่ได้เลือกพรรคจากความลึกซึ้งของคำอธิบาย แต่เลือกจากความรู้สึกว่าใครเข้าใจชีวิตเขาจริง และใครพูดกับปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ทุกวัน การหาเสียงที่ไม่เริ่มจากปากท้องจึงเสียเปรียบตั้งแต่ต้น เพราะไม่เชื่อมกับอารมณ์การตัดสินใจของคนหาเช้ากินค่ำซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ
เมื่อการเมืองยังยืนยันจะเริ่มจากเรื่องใหญ่ ในช่วงที่คนจำนวนมากขาดสภาพคล่องทางการเงิน ต้องแบกรับภาระในชีวิตประจำวัน และเผชิญความไม่แน่นอนของอนาคต สารทางการเมืองย่อมไม่เข้าถึง และความรู้สึกห่างก็ยิ่งสะสม
ราคานี้เป็นราคาที่พรรคส้มเลือกจ่ายเองจากการไม่ยอมขยับจุดตั้งต้นของการเมืองให้มาอยู่ในระดับเดียวกับชีวิตจริง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การถกเถียงว่าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่คือพรรคส้มไม่สามารถทำให้เห็นชัดว่าการเมืองที่พูดอยู่นั้นจะช่วยให้ชีวิตคนทำมาหากินดีขึ้นตรงไหน จะลดภาระค่าใช้จ่ายอย่างไร และจะเห็นผลเมื่อใด
เมื่อคำตอบเหล่านี้ไม่ปรากฏ ความเชื่อมั่นก็ไม่เกิด และการเมืองก็ถูกมองว่าไม่ได้ยืนอยู่ข้างประชาชนในทางปฏิบัติ
สำหรับคนจำนวนมาก รัฐธรรมนูญไม่ใช่ต้นเหตุของยอดขายตก ไม่ใช่ต้นเหตุของหนี้ และไม่ใช่คำตอบของค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นทุกวัน การเมืองที่ยืนกรานจะเริ่มจากเรื่องเหล่านี้จึงกลายเป็นการเมืองที่พูดกับตัวเอง มากกว่าพูดกับชีวิตของคนหาเช้ากินค่ำ
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดสะท้อนรอยแยกที่ชัดขึ้นระหว่างการเมืองที่เริ่มจากอุดมคติ กับชีวิตจริงที่ต้องรับมือวันต่อวัน ตราบใดที่พรรคส้มยังคงเลือกเริ่มจากเรื่องใหญ่โดยไม่วางปากท้องไว้เป็นจุดตั้งต้น ความห่างนี้ก็จะไม่หายไป
และในสนามเลือกตั้งที่ตัดสินกันด้วยความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ การเมืองแบบนี้ยากจะชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าคำอธิบายจะถูกต้องเพียงใดก็ตาม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'รักชนก' ไม่เชื่อน้ำยารัฐบาลปราบทุจริต ท้านายกฯสอบคนในพรรคชนะประมูลหลายโครงการรัฐ
"รักชนก" ข้องใจบริษัทในเครือข่ายคนภูมิใจไทยงาบหลายโครงการรัฐ ปัดชี้จุดว่าฮั้ว-ทุจริต แต่ได้กลิ่นแรงมาก ด้าน "สิริพงศ์" แจงไม่เกี่ยวข้องบริษัทได้งาน เป็นเพียงญาติ บอกปี 2568 ไร้อำนาจในฝ่ายบริหาร
เปิดคำร้อง ป.ป.ช. ชี้อดีต 44 สส.ก้าวไกล มีเจตนาทำลายสถาบัน-ล้มล้างการปกครอง
เปิดคำร้อง ปปช. ชี้อดีต 44 สส.ก้าวไกล มีเจตนามุ่งร้ายทำลายล้างสถาบันฯ ล้มล้างการปกครอง ขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เเละพ้นจากตำเเหน่ง ห้ามดำรงตำเเหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต
ปชน. ซัดนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย เหมือนเด็กทำรายงานกลุ่ม ไม่มีทางออกจากวิกฤตน้ำมัน
"วีระยุทธ" ซัดรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมันล่าช้า ไร้นโยบายเร่งด่วนชัดเจน ชี้เดินตามหลังประชาชน ไม่กล้าตัดสินใจรื้อโครงสร้างราคา พร้อมเตือนต้องมีทั้งมาตรการรับมือ-เชิงรุก สร้าง ความมั่นคงทางพลังงาน นำประเทศฝ่าวิกฤตอย่างเป็นระบบ
เด็กพรรคส้มจี้รัฐบาลผุดมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ
ปชน. เรียกร้องรัฐบาล ผุดมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 หลังค่าดัชนีคุณภาพอากาศพุ่งสูง 5 วันติด
แถลงนโยบายรัฐบาล9-10เม.ย. เก็งข้อสอบ รอหวดยับ"อนุทิน"
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรี ตบเท้าเข้าห้องประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อกรำศึกแถลงนโยบายรัฐบาล “ปกสีน้ำเงิน” ต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่จะเริ่มต้นขึ้นเช้าวันที่ 9 เมษายน และสิ้นสุดลงช่วงก่อนเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 10 เมษายน รวมเวลาการประชุมตลอด 2 วัน 9-10 เมษายน อยู่ที่ 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลามากสุดคือ 14.30 ชั่วโมง
ดร.ณัฏฐ์ มองธีม 'พอแล้วไม่ไหวแล้ว' แค่สีสันสภา
"ดร.ณัฏฐ์" ชี้ฝ่ายค้านชูธีม "พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว" เป็นเพียงสีสันทางการเมือง ในชั้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ฝ่ายค้านไม่อาจล้มรัฐบาลได้

