นักวิชาการ ชำแหละประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน!

24 มกราคม 2569 - รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ระบุว่าก่อนจะพิจารณานโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ในเชิงหลักการ อาจต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในระยะก่อนหน้านี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นความต่อเนื่องของแนวคิดทางการเมืองจากที่เคยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ขาดฐานเหตุผลเชิงโครงสร้าง ใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแท้จริง นอกจากการโฆษณาเพ้อเจ้อว่าจะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 6 รอบ 7 รอบ

สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอาจารย์และนักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบายจะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอปรากฎ “นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลงทิศทางทางความคิดแต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยนนโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ความคาดหวังของสังคมถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง

การที่พรรคเสนอนโยบายแก่สาธารณชน ควรเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งการที่พรรคเสนอนโยบายในลักษณะ “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ได้เปิดพื้นที่ให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” นั้น ยังตั้งอยู่บนหลักการของนโยบายสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่อาศัยความหวือหวาแทนเหตุผล

โดยหลักการนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสาธารณะ ต้องสามารถอธิบายได้ว่า นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร ลดช่องว่างใดในสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติใด แต่การ “สุ่มแจกเงิน” โดยไม่อิงฐานของความจำเป็น ความยากจน หรือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างใด ๆ กลับตัดขาดนโยบายออกจากบริบทของปัญหาอย่างสิ้นเชิง เงินสาธารณะจึงมิได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “รางวัล” จากการ “เสี่ยงโชค” ภายใต้ตราของรัฐ

ในแง่นี้ นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผลหรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิดคือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเช่นนี้ยังตั้งคำถามเชิงจริยธรรมต่อการใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อสร้างผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนโดยไร้หลักเกณฑ์แห่งความเป็นธรรม

ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง แม้จำนวนเงินที่ใช้ในนโยบายดังกล่าวอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศ แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ “มากหรือน้อย” หากอยู่ที่ “คุ้มหรือไม่” และ “ก่อผลทางสังคมอะไร” เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปลงทุนในระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาวสูงกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ การเลือกใช้ทรัพยากรเพื่อการ “สุ่มแจก” จึงสะท้อนการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพในเชิงนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนโยบายลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความสิ้นคิดเชิงนโยบาย หากยังขยายไปสู่มิติที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นคือความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง เพราะการ “สุ่มแจก” โดยรัฐมิได้มีหลักเกณฑ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับประโยชน์ถูกบิดเบือนไปเป็นการจัดสรรให้แก่ “พรรคพวก” หรือ “หัวคะแนน” ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบังเอิญหรือกระบวนการที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้โดยตรง นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงใช้งบประมาณอย่างไร้ทิศทาง หากยังเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นการซื้อเสียงการเมือง

ประสบการณ์ทางการเมืองไทยมิได้ขาดตัวอย่างในลักษณะนี้ ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการแจกจ่าย “ถุงยังชีพ” และสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอดีต ซึ่งหลายพื้นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ถุงยังชีพถูกจัดสรรไปเฉพาะเขตของพรรคตน ให้กับหัวคะแนนและชาวบ้านที่เลือกตน มากกว่าผู้เดือดร้อนจริง หากนโยบายสุ่มแจกเงินถูกนำมาใช้ในบริบทเช่นเดียวกัน ย่อมไม่เพียงบั่นทอนหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส หากยังทำลายความไว้วางใจของสังคมต่อรัฐ และทำให้ “นโยบายสาธารณะ” กลายเป็นเพียงเครื่องมือสามานย์ในการสะสมอำนาจทางการเมือง

นโยบายเช่นนี้ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อสังคม กล่าวคือ มันส่งเสริมจินตนาการว่าความอยู่ดีมีสุขสามารถมาจาก “โชค” มากกว่าจาก “โครงสร้างที่เป็นธรรมและมีโอกาส” และทำให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่แข่งขันกันด้านความหวือหวา มากกว่าการแข่งขันกันด้านความสามารถในการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยย่อมถูกบั่นทอน เพราะการตัดสินใจของประชาชนถูกชี้นำด้วยอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าการพิจารณานโยบายบนฐานเหตุผล

นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน จึงเป็น “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม พร้อมกันนั้นยังเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนอำนาจและการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยไม่ผูกโยงกับปัญหาสังคม ความเป็นธรรม หรืออนาคตของประเทศ การเมืองที่รับผิดชอบไม่ควรถามว่า “จะทำให้โชคดีเหมือนถูกหวย” หากต้องถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคอีกต่อไป” และนั่นต่างหากคือโจทย์ที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย.

 

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต. แจงไม่มีอำนาจยกเลิกนโยบายประชานิยม ทำได้เพียงชี้ข้อสังเกตให้ประชาชนรับรู้

เลขาฯกกต. ย้ำพรรคการเมืองชงนโยบายหาเสียงต้องแจงที่มาของเงินให้ชัด พร้อมคอนเฟิร์มทันเวลาให้ปชช.อ่านก่อนเลือกตั้ง พร้อมระบุ กกต.แค่ตั้งข้อสังเกตได้แต่ยกเลิกนโยบายไม่ได้เอง

‘ลูกชายเจ๊แดง’ หว่านนโยบายประชานิยม ขุด รถไฟ 20 บาท มาขายต่อ

ที่ตลาดวัดเกาะ เขตสายไหม กทม. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์​​ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์​​ หัวหน้าพรร

ถอดรหัส 'เอกนิติ' พูดเรื่องขึ้น VAT ส่งสัญญาณมืออาชีพ ชิงใจคนเมืองปูฐานก่อนเลือกตั้ง

'อ.ธันยวัชร์' วิเคราะห์ 'เอกนิติ' พูดเรื่องขึ้น VAT ตอนนี้ ไม่ใช่เพราะจะขึ้นจริงวันนี้ เพราะต้องการ ล็อก narrative ขึงวินัยการคลัง สร้างภาพกล้าพูดความจริง ชิงใจคนเมือง ปูฐานการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทย คือการเคลื่อนแบบ 'มืออาชีพคิดก่อน' ไม่ใช่แบบการเมืองที่เก่งแต่ประชานิยม