การเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเดินมาถึงช่วงตัดสิน อีกไม่นานประเทศไทยจะรู้ผลว่า พรรคใดได้ที่หนึ่ง ใครเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และใครจะถูกเสนอชื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ตลอดช่วงโค้งสุดท้าย ความสนใจของสังคมส่วนใหญ่ยังคงจับจ้องไปที่การแข่งขันของพรรคใหญ่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำถามที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ หลังปิดหีบแล้ว อำนาจในสภาจะถูกจัดวางอย่างไร และพรรคใดจะมีผลจริงต่อการตัดสินใจของรัฐบาลใหม่
การประเมินในเวลานี้ยังตรงกันว่า อันดับหนึ่งมีแนวโน้มเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคสำคัญที่ทุกสูตรจัดตั้งรัฐบาลต้องพึ่งพา
เมื่อรัฐบาลผสมเป็นเงื่อนไขตั้งต้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าใครเป็นคนขับ แต่คือใครมีเสียงมากพอในสภา ใครมีอำนาจต่อรอง และใครสามารถหยุดหรือชะลอการตัดสินใจของรัฐบาลได้ หากการใช้อำนาจเริ่มเดินไปทางเดียว
ในบริบทนี้ พรรคประชาธิปัตย์เริ่มกลับมาอยู่ในสายตาอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะผู้ชนะการเลือกตั้ง แต่ในฐานะพรรคที่อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญ หากได้จำนวนเสียงมากพอ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการกลับมาของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทำให้บรรยากาศของพรรคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากพรรคที่บทบาทลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับมาเป็นพรรคที่ถูกพูดถึงอีกครั้งในแง่น้ำหนักทางการเมือง
การกลับมาของอภิสิทธิ์ครั้งนี้ ไม่ได้ถูกวางไว้ในฐานะภาพจำจากอดีต แต่เป็นการย้ำจุดยืนของประชาธิปัตย์ให้ชัดขึ้นในสนามเลือกตั้ง
ช่วงกว่าสองปีที่ผ่านมา การเมืองไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลผสมที่ต้องอาศัยพรรคร่วมหลายพรรค การตัดสินใจสำคัญจำนวนมากจึงต้องผ่านการตกลงกันภายในรัฐบาลเป็นหลัก เรื่องใดที่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วม มักถูกชะลอหรือพักไว้ก่อน เพื่อประคองเสถียรภาพของรัฐบาล
ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการตั้งคำถามในสภา แต่กระบวนการเหล่านี้ส่วนใหญ่จบลงในห้องประชุม ไม่มีการขยับต่อไปถึงขั้นที่ทำให้ฝ่ายบริหารต้องเปลี่ยนท่าทีหรือรับผิดชอบจริง ทำให้การใช้อำนาจของรัฐบาลแทบไม่ถูกกระทบ
บรรยากาศแบบนี้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามกับระบบการเมืองว่า ใครกันแน่ที่มีอำนาจจริง และเสียงในสภามีความหมายมากน้อยแค่ไหนหลังเลือกตั้ง
คำถามเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเวทีการเมืองระดับชาติ แต่เริ่มสะท้อนลงไปถึงการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่
ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่เห็นแรงสะท้อนนี้ชัดเจน ประชาธิปัตย์เคยมีฐานเสียงแข็งแรง และแม้คะแนนจะกระจายไปตามการเมืองในแต่ละช่วง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ หลายเขตเริ่มเห็นทั้งการทวงคืนพื้นที่เดิม และการขยับบทบาทขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม
บางเขตการแข่งขันสูสี บางเขตประชาธิปัตย์ขึ้นนำ และบางเขตมีโอกาสกลับมาชนะอีกครั้ง แรงขยับเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นจุด ๆ ในหลายจังหวัด และส่งผลต่อทั้ง สส.เขต และคะแนนบัญชีรายชื่อในภาพรวม
กรุงเทพมหานครสะท้อนภาพเดียวกันในอีกมุมหนึ่ง การเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลชนะ สส.เขต 32 จาก 33 เขต โดยผู้แทนชุดนั้นคือกลุ่มเดียวกับพรรคประชาชนในปัจจุบัน
แต่เวลาที่ผ่านไปทำให้คำถามของคนกรุงเทพจำนวนหนึ่งเปลี่ยนจากกระแส ไปสู่การทำงานจริงของผู้แทนในพื้นที่ หลายชุมชนตั้งคำถามเรื่องการลงพื้นที่ การติดต่อกับประชาชน และบทบาทของ สส.เขตในช่วงสองปีที่ผ่านมา
การเลือกตั้งรอบนี้จึงไม่ใช่การแข่งกันด้วยชื่อพรรคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปรียบเทียบตัวผู้แทนและบทบาทหลังเลือกตั้ง
ผู้สมัคร สส.เขตของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 33 คน ลงสนามในเงื่อนไขที่การแข่งขันเปิดกว้าง หลายเขตถูกประเมินว่าสูสี ขณะที่บางเขตกระแสเริ่มขยับขึ้นจนถูกจับตาว่ามีโอกาสแซงผู้ชนะเดิมจากการเลือกตั้งปี 2566 และในบางพื้นที่กระแสของประชาธิปัตย์ถูกประเมินว่านำอยู่ในระดับที่อาจเห็นผลลัพธ์เปลี่ยนไป
การขยับของคะแนนในกรุงเทพฯ เชื่อมโยงกับภาคใต้ในโจทย์เดียวกัน คือ หากประชาธิปัตย์ได้เสียงเพิ่มขึ้น พรรคจะไม่ได้เป็นเพียงพรรคที่มี สส. บางส่วนในสภา แต่จะเป็นพรรคที่มีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลจริง
หัวใจของการเลือกตั้งครั้งนี้สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่อยู่ที่จำนวนเสียงในสภา ถ้าได้เสียงน้อย พรรคก็ไม่มีแรงพอจะทำอะไรได้มาก แต่ถ้าได้เสียงมากพอ พรรคจะเข้าไปอยู่ในสมการจัดตั้งรัฐบาลทันที และมีผลต่อทุกการตัดสินใจสำคัญ
รัฐบาลผสมไม่สามารถบริหารประเทศด้วยเสียงของพรรคเดียวได้ ทุกนโยบายต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากหลายพรรค และพรรคที่มีเสียงมากพอคือพรรคที่รัฐบาลต้องฟัง ไม่ใช่ฟังเพราะมารยาท แต่ฟังเพราะขาดเสียงนั้นไม่ได้
การเข้าไปร่วมรัฐบาลในเงื่อนไขแบบนี้ ไม่ใช่การนั่งตามน้ำ แต่คือการเข้าไปอยู่ในจุดที่สามารถเบรกได้จริง เมื่อการตัดสินใจเริ่มเร่ง เมื่ออำนาจเริ่มไหลไปทางเดียว หรือเมื่อนโยบายบางอย่างถูกดันเร็วเกินไปโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน เสียงของพรรคที่มีน้ำหนักจะทำให้เรื่องนั้นต้องหยุด ต้องชะลอ และต้องกลับมาคิดใหม่
ถ้าพรรคไม่มีแรงพอ เสียงคัดค้านก็เป็นแค่เสียงผ่านห้องประชุม แต่ถ้าพรรคมีเสียงมากพอ เสียงนั้นจะกลายเป็นเงื่อนไขของรัฐบาลทันที ว่าจะเดินต่อหรือจะต้องถอย
นี่คือแนวคิด “เลือกคนขับ ต้องมีเบรก” ในทางการเมืองจริง และเบรกจะทำงานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีเสียงในสภามากแค่ไหน
หลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประเทศไทยจะได้รัฐบาลผสมอย่างแน่นอน และรัฐบาลนั้นจะต้องใช้อำนาจบริหารประเทศภายใต้สมการอำนาจที่ถูกกำหนดจากเสียงในสภา
ถ้าประชาธิปัตย์ได้เสียงมากพอ พรรคจะกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักของรัฐบาลผสม ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำ เสียงของประชาธิปัตย์จะอยู่ในห้องตัดสินใจจริง ไม่ใช่นั่งดูอยู่ข้างนอก
การเลือกประชาธิปัตย์ในรอบนี้ สำหรับคนจำนวนหนึ่ง จึงไม่ใช่การเลือกผู้ชนะ แต่เป็นการเลือกให้พรรคนี้มีเสียงมากพอจะร่วมกำหนดเกม ร่วมใช้อำนาจ และหยุดเกมได้ เมื่อการตัดสินใจของรัฐบาลเริ่มออกนอกทาง
ถ้าคนขับต้องขับ ประเทศก็ต้องเดินไป แต่ถ้าไม่อยากให้รถพุ่งออกนอกถนน เบรกต้องอยู่ในตำแหน่งที่เหยียบได้จริง และเบรกจะทำงานได้ ก็ต่อเมื่อประชาธิปัตย์มีเสียงมากพอ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'กรณ์' ย้ำ 3 ประเด็น ปกป้องวินัยการคลัง ไม่ให้เศรษฐกิจไทยล่มสลาย เตรียมยื่นศาลตัดสิน พรก.กู้เงิน
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เช้านี้ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
ปชป. เปิดตัว 'ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.' โชว์วิสัยทัศน์ 16 พ.ค. สู้ได้ทั้ง 'ชัชชาติ-ดร.โจ'
'สกลธี' เผยเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมโชว์วิสัยทัศน์ 16 พ.ค. เชื่อสู้ได้ทั้ง 'ชัชชาติ - ดร.โจ' มั่นใจได้ สก. มากกว่าเดิม
ฟันธง! ศึกชิง 50 สก. ได้สภา กทม. 4 สี 'เขียว-ส้ม-ฟ้า-แดง'
นักวิชาการคาด ศึกชิง สก. 50 ที่นั่ง ได้สภากทม.สี่สี 'เขียว-ส้ม-ฟ้า-แดง' มองพวกแอบอ้างโหนชัชชาติจบแล้ว ชี้คนกรุงฉลาด เลือกผู้ว่าฯ เมืองหลวง ต่างจากสนามการเมืองระดับชาติ
'กรณ์' ชี้ชัดข่าวดี 'อนุทิน' ปลื้มมูดี้ส์มองไทยน่าลงทุน เท่ากับยืนยัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายกฯอนุทิน เผยข่าวดีบริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ฯ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพและน่าลงทุน โดยนายกรณ์ ระบุว่า ผมถือว่านี่เป็นข่าวดีของประเทศครับ
ชิงบทนำฝ่ายค้าน! 'พรรคส้ม' ส่อไม่จับมือ ปชป. ยื่นศาล รธน. ตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เล็งใช้เวทีสภาอภิปรายรัฐบาล
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นให้ ป.ป.ช.ทบทวนมติยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคมใช้นอมินี ถือหุ้นแทน ว่า จริงๆ เราก็มีการหารือกันข้างหลังผ่านกลไกวิปฝ่ายค้านมาโดยตลอดอยู่แล้ว
ความเสื่อมทรุดของ 'พรรคส้ม' เป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ เป็นฝ่ายค้านก็ไม่ดี!
ผลสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนเมษายน 2569 ของ “สวนดุสิตโพล” กลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของ “พรรคประ

