'ศุภจี' ขอโอกาสทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมหาแหล่งน้ำใหม่

"ศุภจี" ขอโอกาสต่ออายุงานทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปหาแหล่งน้ำใหม่ ชี้ไทยโตต่ำ พึ่งสหรัฐ-จีนหนัก ถ้ายังบอกว่าส่งออกไม่มีปัญหา ประเทศก็ไม่ไปไหน ประกาศต้องหาตลาดใหม่ ใช้เงินรัฐให้ถูกจุด วัดใจประชาชนก่อนตัดสิน 8 ก.พ.

7 กุมภาพันธ์ 2569 - ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อ 6กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดเวทีปราศรัยปิด ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี,นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคฯ

เวลา 18.50 น. นางศุภจี ขึ้นปราศรัย โดยช่วงต้นกล่าวว่า วันนี้การที่แต๋มได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งนึง แต๋มไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ ที่มีเพื่อนๆครูบาอาจารย์ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน

การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออกมัน ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน

ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ เอกนิติ ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวัง

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว

และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นแค่ 1.6% ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6%  ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานวามร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง 1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้

จากนั้น นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้

3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านบ้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านบ้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง

ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สี่ นางศุภจี กล่าวว่า ต้องทำให้การส่งออกนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกไปไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่

ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเค้าเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ

เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น

ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้กับใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1.เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอาเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมีนีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า

และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่ดูเราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้

ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ

ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงกับการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด

ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ ฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจาหล่มได้

นางศุภจี ย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดหากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า

ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา

นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็ม 100 พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ร่างเสร็จแล้ว ! ศุภชัย โพสต์ ร่างกฎหมาย ควบคุมอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน เสร็จแล้ว พร้อมเสนอสภาแก้ไข

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า พรรคภูมิใจไทยเตรียม ร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ..)

'อนุทิน' ปัดดีลการเมือง หลังควง 'เศรษฐา' ดูมวยราชดำเนิน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีไปดูมวยไทยที่เวทีราชดำเนินกับ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี จนถูกโยงว่ามีการพูดคุยทางการเมือง ว่า ไม่มี ก็เป็นการเปิดหูเปิดตา