28 ก.ย.รู้ผลคดีบัตรเลือกตั้ง ศาลรธน.ต้องตีความโดยเคร่งครัด

28 ก.ย.รู้ผลคดีบัตรเลือกตั้ง ศาลรธน.ต้องตีความโดยเคร่งครัด

วันจันทร์นี้ 28 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญนัด9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติในคำร้องคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ โดยศาลรธน.นัดฟังคำวินิจฉัยในเวลา 14.00 น.

ก่อนจะรู้ผลคำวินิจฉัยของศาลรธน.ว่าจะออกมาอย่างไร มีความเห็นและแนววิเคราะห์ที่น่าสนใจจาก “สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และนักวิชาการกฎหมายอิสระ”ต่อเรื่องนี้ โดยมองว่า การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญย่อมถูกละเมิดได้ หากมีข้อผิดพลาดในกระบวนการจัดการเลือกตั้งของกกต.ซึ่งในกรณีมีการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งเห็นได้ชัดว่าเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเอง นั่นก็คือ กกต.ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดตามรัฐธรรมนูญและมีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค 1 มาตรา 79 วรรค 1 มาตรา 83 วรรค 1 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรค 1 ต้องยึดหลักการทางรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยเพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน การเลือกตั้งโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้รับการรับรองประกันไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงมีหน้าที่โดยตรงในการพิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานนี้

ในความเห็นของผมเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องมองปัญหาแล้ววินิจฉัยในเชิงคุณค่าและสร้างมาตรฐานในเชิงป้องกันด้วยเพราะฉะนั้นหลักของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องตีความโดยเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หลักดังกล่าวคือหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดและหลักการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ รวมถึงหลักการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยให้ได้ว่าการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ผมเห็นว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ได้รับการรับรองไว้ในกฎหมายสูงสุด แล้วก็เป็นหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะ กกต.จะต้องดำเนินการให้มีการเลือกตั้งโดยลับ ซึ่งสิทธิผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นสิทธิในทางมหาชนเพราะผูกพันผู้ใช้สิทธิ์ก็คือปัจเจกชน ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกในรัฐธรรมนูญ

ผมจึงมองว่าคำวินิจฉัยในคำร้องคดีนี้ เป็นข้อกฎหมายที่สำคัญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวางหลักให้ได้ แล้วก็ต้องวางหลักให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะการตีความจะต้องตีความให้เชื่อมโยงกับสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ต้องไม่ตีความขยายไปถึงสิ่งที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ต้องระวังเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ ก็ต้องเป็นความลับ อย่าไปตีความเป็นอย่างอื่นเพราะจะเป็นการตีความขยายไปในสิ่งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเอาไว้"อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ระบุ

“สุโรจน์”ให้ทัศนะว่า คำร้องคดีบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ หลักการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่ามีด้วยกันสามหลัก

คือ 1. หลักความเป็นเอกภาพของรัฐธรรมนูญ คือต้องมองโครงสร้างโดยรวมของรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้หยิบยกแค่บทบัญญัติใด บทบัญญัติหนึ่งเพียงบทเดียวมาวินิจฉัย ประเด็นนี้ก็คือหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะก็ต้องโมฆะทั้งหมด จะแยกส่วนไม่ได้เพราะว่าคือกระบวนการเข้าสู่อำนาจรัฐที่แสดงถึงรากฐานที่มาของความเป็นหนึ่งเดียว สิ่งนี้คือหลักความเป็นเอกภาพของรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย

หลักที่ 2 คือหลักความถูกต้องตามหน้าที่ของอำนาจต่าง ๆ หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยรักษากรอบตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้โดยเคร่งครัด จะตีความให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของอำนาจหน้าที่ของกกต.ไม่ได้ เห็นว่ากกต.มีหน้าที่ในการ จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมและเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายคือโดยตรงกับตัวลับ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 22 วรรค 2 และมาตรา 27 วรรค 3 กรอบตรงนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวางหลักไว้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความโดยเคร่งครัด จะไปตีความให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ซึ่งเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด มันเป็นข้อเท็จจริงที่มันตายตัวและนิ่งแล้วว่ามันสามารถสะท้อนอะไรได้บ้าง เป็นความลับหรือไม่ลับตรงนี้คิดว่า วิญญูชนสามารถวินิจฉัยได้จากองค์ความรู้จากสามัญสำนึก การที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงไปในทางที่มันน่าจะเป็นลับทั้ง ๆ ที่มันไม่ลับเป็นเรื่องที่จะต้องระวังในการแปลความ

ส่วนหลักประการสุดท้ายก็คือหลักอำนาจบังคับของรัฐธรรมนูญ คือศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความรัฐธรรมนูญให้มีอำนาจบังคับสูงสุดโดยยึดถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ อย่าไปแปลอะไรให้กลายมาเป็นสิ่งที่เป็นข้อยกเว้นตรงนี้ไม่ได้มันกลายเป็นว่ารัฐธรรมนูญ ก็จะไม่มีสภาพบังคับ ตามที่บัญญัติเอาไว้

          "เมื่อศาลรัฐธรรมนูญใช้หลักการตีความตามที่ให้ความเห็นข้างต้น แม้ผลที่เกิดขึ้น ดูไม่เหมาะสม แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น เพราะศาลรัฐธรรมนูญต้องถูกผูกพันด้วยรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้ยึดหลักการทั้งหมด แม้ผลของการวินิจฉัยออกมาดูว่ามันไม่เหมาะสมเลย แต่ก็จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเพราะไม่มีทางเลือก"

 “อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์”กล่าวต่อไปว่า ขอยกตัวอย่างเมื่อปีค.ศ.2016 ศาลรัฐธรรมนูญของออสเตรียวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง โดยให้มีการเลือกตั้งโดยทางไปรษณีย์เป็นโมฆะ กระบวนการจัดการเลือกตั้งของออสเตรียเป็นโมฆะ จึงต้องมีการเลือกตั้งใหม่ จึงเห็นได้ว่า การเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องควบคุมความชอบของรัฐธรรมนูญเอาไว้ให้ได้ จะไปผ่อนปรนจะไปละเลยไม่ได้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว รัฐธรรมนูญจะไม่มีคุณค่า ประชาชนจะรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขา ทำให้ประชาชนไม่เห็นคุณค่าในความสำคัญของรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างว่าการมีรัฐธรรมนูญกับไม่มีรัฐธรรมนูญ แตกต่างก้นอย่างไร แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักเกณฑ์ให้มั่นคงว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ต้องคุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าสังคมจะตื่นตัว จะหันกลับมาดูรัฐธรรมนูญทั้งหมดว่ากระบวนการเลือกตั้งทุกอย่างต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วางหลักให้สังคมเกิดเห็นถึงคุณค่าของรัฐธรรมนูญ ปัญหาก็จะตามมาหลายเรื่อง เช่นความน่าเชื่อถือ รวมถึงการที่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญที่เบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเบี่ยงเบนไปจากตัว อักษรที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่จะทำให้เกิดความไม่ศรัทธาเกิดขึ้น

เมื่อถามว่า การที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดกับคิวอาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ “สุโรจน์”ย้ำว่าในความเห็นส่วนตัวแล้ว เห็นแบบนั้นจริงๆ  คิดว่าเรื่องนี้เราต้องตีความโดยเคร่งครัด ต้องวางหลักโดยเคร่งครัดเลยว่า การใช้สิทธิ์ของประชาชนในการเลือกตั้งต้องเป็นเรื่องที่ต้องให้การคุ้มครองในขั้นสูงสุดของกรอบของกฎหมาย ไม่ควรคำนึงว่ามีคนไปตรวจสอบอะไรหรือไม่ แต่เรามองในแง่ของรูปธรรมและนามธรรมว่ามันทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่ในมิติของกฎหมาย ต้องมองอย่างนั้น โดยไม่ต้องอาศัยการพิสูจน์ เพราะถ้าเราอาศัยการพิสูจน์ว่ามันไม่มีใครรู้ (ไม่มีใครรู้ว่าประชาชนลงคะแนนอย่างไร) ถ้าไม่มีใครไปค้นอย่างนี้ คุณค่าในคำว่าลับตามรัฐธรรมนูญมันก็จะลดน้อยลง เพราะฉะนั้นคำว่าลับ ในรัฐธรรมนูญ หมายความว่ามันต้องยุติโดยปราศจากการพิสูจน์แล้ว  ศาลรัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการตีความโดยเคร่งครัดเพื่อรักษา เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญเอาไว้ให้มีคุณค่า และทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าที่เขาไปเลือกตั้งมันเป็นความลับจริง ๆ ในแง่ของรัฐธรรมนูญ

ต่อข้อถามที่ว่าฝ่ายกกต.มีการชี้แจงและสู้คดีในประเด็นที่ว่า ที่ต้องพิมพ์บาร์โค้ดกับคิวอาร์โค้ดเพื่อป้องกันการปลอมแปลงหรือทำบัตรปลอม แล้วก็พยายามจะบอกว่าถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้ได้ว่าใครลงคะแนนให้ใครในการเลือกตั้งที่ผ่านมา จึงยังเป็นความลับ “สุโรจน์-อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์”กล่าวตอบว่า ประเด็นนี้มองว่ามันเป็นเรื่องของการพิสูจน์ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วเพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ผมเชื่อว่ามันไม่เป็นความลับ มันสืบค้นได้  สิ่งที่ทางฝ่ายกกต.พยายามชี้แจง มันเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ว่าลับหรือไม่ลับ ซึ่งโดยกฎหมายผมเข้าใจว่า มันไม่อาจใช้การพิสูจน์ได้ ถามว่าคำว่า"ลับ"คืออะไร ก็คือ ไม่มีใครรู้ ไม่ใช่ว่ารู้ได้ยาก หมายความว่าต้องไม่มีใครรู้ ตัวเราคนเดียวที่รู้ ไม่ใช่ว่ารู้ได้ยาก คำว่า "ลับ"ตามกฎหมายเป็นถ้อยคำที่ว่า ไม่มีอะไรจะต้องไปพิสูจน์ ไม่มีอะไรต้องไปแปลแล้วคือลับ ลับก็คือเรารู้คนเดียว ไม่มีใครรู้ นอกจากตัวเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถตรวจสอบได้ว่าลับหรือไม่ลับ อันนี้คนละประเด็น

-วิเคราะห์ว่าแนวโน้มคำวินิจฉัยที่จะออกมาในวันจันทร์ที่ 28 นี้แนวโน้มจะออกมาอย่างไร?

ความเห็นผมถ้าศาลรัฐธรรมนูญยึดหลักการตีความโดยเคร่งครัด ยึดหลักตามหลักวิชาการ ยึดหลักตามบริบทของกฎหมาย ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และหลักต่างๆ ตามอารยะในการพิทักษ์ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผมว่า ต้องเป็นโมฆะ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญผ่อนคลายตรงนี้ ผ่อนคลายหลักการ ผลเสียในแง่ของวิชาการ ในแง่ของความรู้สึกของประชาชน ผมว่าอาจจะต้องมีข้อสังเกตถึงการใช้อำนาจ ผมว่านักกฎหมายพอถึงจุดหนึ่งที่จะต้องชี้ขาดเราต้องยึดหลักกฎหมายไว้ ไม่ไปยึดอย่างอื่น สิ่งนี้คือทางออกที่ดีที่สุด

-กรณีศาลรัฐธรรมนูญเปิดห้องไต่สวนคำร้องคดีนี้โดยมีการเรียกตัวแทนจากกกต.ไปสามคนและตัวแทนจากโรงพิมพ์เอกชนที่รับพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้กกต. โดยไม่เรียกตัวแทนจากผู้ตรวจการแผ่นดินหรือฝ่ายนักวิชาการหรือคนที่เคยออกมาแสดงความเห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ตรงนี้มีข้อสังเกตอย่างไรหรือไม่?

ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เรียกที่เห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ผมมองว่าเท่ากับข้อเท็จจริงมันยุติแล้วว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังหาวิธีการพิสูจน์ว่ามันลับจริงหรือไม่ โดยอาศัยพยานของฝ่ายกกต.และผู้จัดทำบัตรเลือกตั้ง การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เรียกพยานที่เคยให้ความเห็นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่เป็นความลับไปไต่สวนเท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญ ยอมรับแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มันไม่เป็นความลับ แล้วก็จะมาฟังการไต่สวนของฝ่ายที่บอกว่ามันยังเป็นความลับอยู่ เพราะพิสูจน์ได้ยาก ซึ่งมันเป็นคนละประเด็น เรื่องนี้ ที่หลายคน เคยตั้งใจจะไปให้การในชั้นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ท่านไม่ต้องน้อยใจ เพราะในความเห็นผมมองว่าข้อเท็จจริงมันยุติแล้ว คือการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ต้องไต่สวนอะไรแล้ว เพราะฉะนั้นโดยหลักการ โดยมิติของกฎหมาย มันหยุดแค่นั้นจริง ๆ เพราะคำว่าลับ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการพิสูจน์แล้ว

-คิดว่าถ้าผลคำวินิจฉัยออกมาในวันจันทร์ที่ 28กันยายน หากศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ก็ต้องโมฆะทั้งหมด ทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์?

ใช่ครับ เพราะว่าเวลาเราเข้าคูหาเลือกตั้ง เราได้รับบัตรลงคะแนนเสียง 2 ใบ กระบวนการนี้มันจะแยกเป็นโมฆะ แล้วอีกส่วนไม่เป็นโมฆะเป็นไปไม่ได้ ต้องมาจากฐานอันเดียวกันจากการใช้สิทธิ์ แยกส่วนไม่ได้ เป็นเรื่องของหลักความเป็นเอกภาพของรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นอันหนึ่งเดียวของการได้มาซึ่งอำนาจรัฐ จะไปแยกเป็นโมฆะเป็นส่วนบัญชีรายชื่อ แล้วเลือกตั้งระบบเขตไม่โมฆะ น่าจะไม่ใช่

"ผมเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องอิงข้อมูลในเชิงวิชาการและต้องบ่งชี้ถึงความเป็นรูปธรรมของรัฐธรรมนูญ ที่นำไปสู่ภาคปฏิบัติว่าการเลือกตั้งอย่างไรคือเป็นความลับ การเลือกตั้งแบบใดไม่เป็นความลับ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องชี้ให้เห็น โดยประกอบด้วยเหตุผลหลายๆอย่างในการวินิจฉัย จึงจะทําให้คำวินิจฉัยในคำร้องคดีนี้มีความครบถ้วนสมบูรณ์"

28 กันยายนนี้ รอติดตามกันว่าสุดท้ายแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีบัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 จะออกมาแบบใด?

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จากความคับแค้น สู่การเปิดโปง อนุทิน-สีน้ำเงินพันฮั้วสว. เป้าใหญ่รอถล่มศึกซักฟอก

เริ่มโหมโรง-เรียกแขกกันแล้ว สำหรับ “ศึกซักฟอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ของพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน

จันทร์นี้ระทึก! 'เลือกตั้งโมฆะ' หรือไม่ 'ศาลรธน.' ต้องยึด 3 หลักตีความเคร่งครัด

จันทร์นี้มีระทึก 'เลือกตั้งโมฆะ' หรือไม่ 'อดีตผู้พิพากษา' ย้ำ 9 ตุลาการศาลรธน. ต้องตีความโดยเคร่งครัด อย่าตีความขยายรัฐธรรมนูญ ชี้เสี่ยงบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

จับตา! 3 ปรากฎการณ์ เขย่า 'ระบอบสีน้ำเงิน'

นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปและข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "จับตาท่าทีอนุรักษ์นิยมต่อระบอบสีน้ำเงิน" โดยระบุว่า

พระพุทธศาสนา .. ในอุ้งมือมาร!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า.. ข่าวฉาวโฉ่ในแวดวง นักบวชห่มจีวรพระ ไม่เคยสร่างซาไปจากสังคมไทย ก่อเกิด วิกฤตศรัทธา ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนดูเหมือนในแวดวงพระสงฆ์จะไร้ “พระแท้” ปรากฏตัวออกมาเพื่อช่วยกันแก้ไขป้องกันอธิกรณ์ปัญหาเหล่านั้น จนก่อเกิดภาวะวังเวง ไร้ฟากฝั่งขอบเขตของความสิ้นไป ในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณดังเคยมีมา..