ภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลไม่ง่าย เกมนี้ใหญ่กว่าความพอใจของกองเชียร์

193 เสียงของ พรรคภูมิใจไทย ทำให้พรรคเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างชัดเจน แต่รัฐบาลผสมในสภา 500 เสียงไม่ใช่แค่การบวกตัวเลขให้ผ่านเกณฑ์ หากคือการออกแบบโครงสร้างอำนาจให้แกนนำยังเป็นแกนนำจริง ทั้งในวันตั้งรัฐบาลและวันที่สถานการณ์เปลี่ยน

หลังเลือกตั้ง เสียงจากผู้สนับสนุนดังขึ้นทันที บางส่วนไม่ต้องการเห็นบางพรรคอยู่ในรัฐบาล บางส่วนอยากได้บางพรรคเข้ามาแทน ความรู้สึกแบบนี้เข้าใจได้ แต่รัฐบาลผสมไม่ใช่สนามตามใจ หากคือการเลือกโครงสร้างที่ตั้งได้ อยู่ได้ และบริหารประเทศได้จริง

ใครที่รีบบ่นว่าไม่น่าเลือกเลยเพราะได้พรรคนั้นหรือพรรคนี้ อาจกำลังมองเพียงมุมเดียว ทั้งที่เกมนี้มีหลายชั้นและหลายทางเลือกซ้อนกันอยู่ โดยเฉพาะกองเชียร์ของภูมิใจไทยเอง ต้องแยกให้ออกว่า การตั้งรัฐบาลผสมไม่ใช่การจัดทีมตามอารมณ์ หากคือการวางหมากให้เดินได้ทั้งกระดาน

เงื่อนไขทางการเมืองถูกวางไว้ก่อนเลือกตั้งแล้ว พรรคประชาชน 118 เสียง ประกาศว่า หากภูมิใจไทยได้อันดับหนึ่ง จะไม่โหวตให้นายกรัฐมนตรีจากพรรคนี้ เมื่อผลออกมาตามนั้น สถานะฝ่ายค้านจึงชัดเจน

ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ 22 เสียง ระบุว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลหาก พรรคกล้าธรรม อยู่ในสูตร

กรอบนี้ทำให้บางสูตรตัดกันตั้งแต่ต้น หากมีกล้าธรรม ประชาธิปัตย์จะไม่อยู่ และหากมีประชาธิปัตย์ กล้าธรรมจะไม่อยู่ การจัดตั้งรัฐบาลต้องเดินอยู่ในเงื่อนไขนี้ตั้งแต่แรก

เมื่อมีฐาน 193 เสียงอยู่ตรงกลาง ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ภูมิใจไทยจำเป็นต้องมีก้อนใหญ่ร่วมอยู่ด้วย ไม่ 74 ของ พรรคเพื่อไทย ก็ 58 ของ พรรคกล้าธรรม หรือทั้งสองก้อนพร้อมกัน คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะเลือกใครตามความชอบ แต่คือจะจัดวางโครงสร้างอย่างไรให้มั่นคงที่สุด

สูตรที่รวม 193 ของภูมิใจไทยกับ 74 ของ พรรคเพื่อไทย และ 58 ของ พรรคกล้าธรรม จะได้ตัวเลขราว 325 เสียง และสามารถขยับสูงขึ้นหากมีพรรคเล็กบางส่วนเข้าร่วม โครงสร้างนี้แข็งแรงในเชิงตัวเลข เสียงหนาแน่นในสภา มีชั้นรองรับเมื่อเกิดแรงกระทบ

แต่ข้อจำกัดคือวงต่อรองกว้าง การแบ่งกระทรวงหลักต้องกระจายหลายฝ่าย การกำหนดจังหวะบริหารต้องอาศัยสมดุลหลายศูนย์ เสียงมากช่วยให้โหวตมั่นคง แต่การคุมทิศทางต้องใช้การประสานสูง

อีกสูตรหนึ่งคือ 193 รวมกับ 74 ของ พรรคเพื่อไทย และ 22 ของ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 289 เสียง และเมื่อเติมพรรคเล็กบางส่วน เสียงสามารถขยับเข้าใกล้หรือเกิน 300

จุดแข็งของโครงสร้างนี้คือไม่มีพรรคใดเป็นตัวชี้ขาดเพียงก้อนเดียว 193 เสียงยังเป็นศูนย์กลางชัดเจน การต่อรองไม่กระจุกอยู่ฝ่ายเดียว และโครงสร้างมีความกระชับมากกว่าสูตรที่มีก้อนใหญ่หลายฝ่ายพร้อมกัน เอื้อต่อการคุมจังหวะบริหารของพรรคแกนกลางรัฐบาล

อีกสูตรหนึ่งคือการรวม 193 กับ 74 ของ พรรคเพื่อไทย เป็นแกนหลัก แล้วดึงพรรคเล็กจำนวนหนึ่งเข้ามาเสริมเพื่อสร้างเสียงที่มั่นคงเกินกึ่งหนึ่งอย่างปลอดภัย โครงสร้างแบบนี้ไม่ได้ผูกชะตากับเสียงก้อนเดียวโดยตรง แม้ 74 จะเป็นจำนวนที่มาก แต่สถานะทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในวันนี้แตกต่างจากช่วงที่อยู่จุดแข็งสูงสุด การกลับมาในฐานะพรรคอันดับสามทำให้จังหวะการต่อรองไม่อยู่ในระดับเดิม และเปิดพื้นที่ให้ 193 ยังรักษาน้ำหนักนำไว้ได้ชัดกว่าในเชิงโครงสร้าง

ต่างจากสูตรที่วางแกน 193 ร่วมกับ 58 ของ พรรคกล้าธรรม แล้วเติมพรรคเล็กเข้าไปเสริม แม้จะมีเสียงพรรคเล็กช่วยเพิ่มความหนาแน่น แต่ในเชิงโครงสร้าง 58 เสียงยังเป็นก้อนหลักของสมการ และเมื่อพรรคเติบโตเร็ว ได้ที่นั่งเกินความคาดหมาย ขยับบทบาทขึ้นมาเป็นตัวแปรใหญ่ในทันที โมเมนตัมทางการเมืองเช่นนี้ทำให้อำนาจต่อรองสูงขึ้นตามธรรมชาติ

ทุกสูตรจึงมีข้อดีและต้นทุน ไม่มีทางเลือกใดไร้ความเสี่ยง สิ่งสำคัญคือจะจัดวางอย่างไรให้พรรคที่ถือ 193 ยังเป็นศูนย์กลางชัดเจน แม้เกมจะขยับ

การมองเพียงวันนี้ยังไม่พอ ต้องคิดถึงวันที่สถานการณ์อาจพลิกขั้วหรือมีการสลับคู่ทางการเมือง

ไม่ว่ารัฐบาลจะตั้งด้วยสูตรใด หากวันหนึ่งมีพรรคใดถอนตัวหรือเปลี่ยนจุดยืน สมการจะขยับทันที ภูมิใจไทยจึงต้องออกแบบโครงสร้างให้สามารถรับแรงสะเทือนเหล่านี้ได้ ไม่ผูกชะตากับเสียงก้อนเดียว และไม่ฝากความอยู่รอดไว้กับเงื่อนไขเฉพาะหน้า

การเมืองไทยไม่เคยนิ่งตลอดวาระ อาจมีแรงกดดันจากภายใน กระแสสังคม หรือปัจจัยที่คาดไม่ถึง การวางเกมจึงต้องคิดเผื่อวันสะดุด ไม่ใช่เพียงให้ผ่านวันแรก

อีกหัวใจสำคัญคือการบริหารประเทศ ไม่ว่าสูตรใดถูกเลือก ภูมิใจไทยต้องยึดกระทรวงหลักไว้กับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ มหาดไทย งบประมาณ เกษตร โครงสร้างพื้นฐาน และกระทรวงด้านความมั่นคง เพราะการคุมเครื่องยนต์บริหารต่างหากที่กำหนดทิศทางประเทศ

เสียงมากอย่างเดียวไม่พอ หากกลไกหลักหลุดมือ อำนาจกำหนดนโยบายจะลดลงทันที รัฐบาลผสมที่ยืนได้จริงต้องมีทั้งเสถียรภาพเชิงตัวเลข และเสถียรภาพเชิงโครงสร้าง

193 เสียงคือจุดตั้งต้นที่แข็งแรง แต่การรักษาความได้เปรียบทางอำนาจ การคุมทิศทางบริหาร และการอ่านเกมเผื่ออนาคตให้รอบด้าน คือภารกิจสำคัญของพรรคภูมิใจไทย

เกมนี้ไม่ง่าย และมันใหญ่กว่าความพอใจของกองเชียร์เสมอ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'วิโรจน์' ซัดหนักชุดความคิด 'แสวง' สะท้อน กกต. ไม่รู้สำนึกในหน้าที่ บ่อนทำลายประชาธิปไตย

วิโรจน์ ซัดชุดความคิดของคุณแสวง อาจสะท้อนได้ว่า กกต. ไม่รู้สำนึกในหน้าที่ ลดทอนการปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ละเมิดรัฐธรรมนูญ

'ไมเคิล' ซัด 'ปชน.' อย่าโกหกไม่มี IO ประณามจุดไฟเบี้ย เป็นเชื้อเพลิงทางการเมือง

เป็นไปไม่ได้ที่พรรคใหญ่จะไร้ขบวนการปั่นกระแส นี่คือการโกหกประชาชน กล้าพูดเลยหรือว่าทางพรรคประชาชนไม่มี IO

'ชูวิทย์' กางฉากทัศน์พรรคส้ม ชี้แพ้ภัยตัวเองฟันธงอีกไม่นานพรรคก็แตก

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อุดมการณ์ที่กินไม่ได้ สองนครา ประชาธิปไตย

อ.แก้วสรร วิเคราะห์ชัดๆใครโง่?...คนต่างจังหวัด-คนกรุงเทพ หรือคนตั้งคำถาม

นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีต คตส. เผยแพร่บทความเรื่องใครโง่?...“คนต่างจังหวัด” หรือ “คนกรุงเทพ”