การเมืองไทยมีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งที่ได้ยินกันมาหลายยุคหลายสมัย “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” วันนี้จับมือกัน พรุ่งนี้อาจยืนคนละฟาก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจังหวะและผลประโยชน์ที่ลงตัวหรือไม่ลงตัว หลายสูตรที่เคยถูกมองว่าแน่นหนา สุดท้ายก็พังลงเพราะรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนภายนอกไม่เคยเห็น
ในบรรยากาศแบบนี้ สำนักข่าวบางแห่งรายงานอ้างว่า สูตรจัดตั้งรัฐบาลอาจไปจบที่ 300 เสียง และมีการประเมินว่าดีลทางการเมืองลงตัวแล้ว หากภาพดังกล่าวเป็นไปตามที่รายงาน พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง จะผนึกกำลังกับ พรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคเล็กอีก 33 เสียง รวมเป็น 300 เสียงพอดี
ส่วนฝ่ายค้านจะมี 200 เสียง จาก พรรคประชาชน 118 พรรคกล้าธรรม 58 พรรคประชาธิปัตย์ 22 และ พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังเป็นเพียงการอ้างอิงจากแหล่งข่าวทางการเมือง ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการใด ๆ และในการเมืองไทย ตัวเลขที่ถูกพูดถึงในวันนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะนิ่งอยู่เช่นนั้นในวันพรุ่งนี้
300 เสียงในสภา 500 คน ฟังดูมากพอจะบริหารประเทศได้สบาย แต่คำถามที่หลายคนเริ่มกระซิบกันคือ 300 เสียงนี้คือจุดสิ้นสุดของการต่อรอง หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อรองระลอกใหม่ เพราะในเกมการเมือง ตัวเลขตั้งต้นไม่เคยการันตีว่าปลายทางจะเป็นอย่างที่วางแผนไว้
ภาพที่น่าสนใจคือบทบาทของเพื่อไทยในสมการนี้ แม้แกนนำจะเป็นภูมิใจไทย แต่ 74 เสียงของเพื่อไทยคือชิ้นส่วนที่ทำให้ 300 สมบูรณ์ หากเพื่อไทย 74 เสียงถอนตัวจากรัฐบาล 193 บวก 33 จะเหลือ 226 เสียงทันที
การเมืองจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำว่า “ตั้งรัฐบาลได้แล้ว” แต่อยู่ที่ว่า “รักษาสมดุลกันได้นานแค่ไหน”
ก่อนการเลือกตั้งยังมีเสียงวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยที่มองว่า ภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมแทบจะแยกจากกันไม่ออก ยังไงก็ต้องร่วมรัฐบาลในภาพจำของใครหลายคน แต่เมื่อสถานการณ์หลังเลือกตั้งค่อย ๆ คลี่ออก ภาพที่ปรากฏอาจไม่เดินตามบทวิเคราะห์เดิมทั้งหมด
เรื่องนี้ย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า การเมืองไทยเปลี่ยนได้เสมอเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน
หากสูตร 300 เสียงเกิดขึ้นจริง ความแข็งแรงของรัฐบาลจะขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละพรรคในวงในมากกว่าตัวเลขในวงนอก ตำแหน่งรัฐมนตรี นโยบายหลัก งบประมาณ และทิศทางการขับเคลื่อนประเทศ ล้วนเป็นโจทย์ที่ต้องตกลงกันให้ลงตัว ถ้าวันใดความเห็นต่างขยายวงกว้าง เสียงที่เคยดูแน่นก็อาจเริ่มแกว่ง
ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขฝ่ายค้าน 200 เสียงแม้ยังเป็นรอง แต่ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่ไร้น้ำหนัก เพราะใน 200 เสียงนั้น พรรคประชาชนมี 118 และพรรคกล้าธรรมมี 58 รวมกันสองพรรคได้ 176 เสียงแล้ว หากวันหนึ่งเพื่อไทย 74 เสียงพลิกขั้วไปอยู่ฝ่ายค้าน จิ๊กซอว์ในสภาจะถูกจัดเรียงใหม่ทันที และคำว่าเสียงข้างมากอาจไม่มั่นคงอย่างที่เห็น
ลองวางตัวเลขกันแบบตรง ๆ หากเพื่อไทย 74 เสียงพลิกขั้วทางการเมืองไปรวมกับ พรรคประชาชน 118 และ พรรคกล้าธรรม 58 เพียงสามพรรคนี้ก็แตะ 250 เสียงทันที ตัวเลขระดับนี้เพียงพอสำหรับการเป็นเสียงข้างมากในสภา และอาจกลายเป็นสมการที่นำไปสู่การตั้งรัฐบาลใหม่ หรือแม้กระทั่งล้มรัฐบาลเดิมได้
ในสถานการณ์เช่นนี้ ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีซึ่งยืนอยู่บนฐาน 193 เสียงของพรรคภูมิใจไทย ย่อมอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก เพราะจังหวะอภิปรายไม่ไว้วางใจจะกลายเป็นจุดตัดสำคัญของเกม
และนี่เองคือช่วงเวลาที่ปรากฏการณ์ “งูเห่า” อาจถูกจับตาอย่างเข้มข้น การโหวตสวนมติพรรคไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด หากเกิดขึ้นในช่วงลงคะแนนชี้ขาด ก็สามารถทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไปทันที
ในอีกความเป็นไปได้หนึ่ง หากเพื่อไทย 74 เสียงออกจากฝ่ายรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำ 193 เสียง อาจจัดวางสมการใหม่ด้วยการรวมเสียงกับ พรรคกล้าธรรม 58 และพรรคเล็กอีก 33 เสียง ตัวเลขจะขยับไปประมาณ 284 เสียง แม้ไม่มีเพื่อไทย ก็ยังเกินกึ่งหนึ่งของสภาอยู่
เมื่อมองทั้งสองความเป็นไปได้นี้พร้อมกัน จะเห็นชัดว่าเกมการเมืองยังเปิดหลายหน้า และแต่ละทางล้วนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ยังไม่ปิดตาย
แม้วันนี้ทุกอย่างยังอยู่ในกรอบการคาดการณ์ แต่เงื่อนไขที่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในสภาไม่ได้หายไปไหน
ขณะเดียวกัน ในฐานะหัวหน้าพรรคที่ถือ 193 เสียง พร้อมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การปล่อยให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในสภาโดยที่ตัวเองต้องถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ย่อมไม่ใช่หมากที่ยอมรับได้ง่าย หากสมการในสภาเริ่มสั่น ไพ่ยุบสภาเพื่อล้างกระดานแล้วคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ ก็ยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่อยู่ในมือ
ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาพอนาคตที่เปิดหลายทาง 300 อาจอยู่ครบวาระ 250 อาจกลายเป็นจุดพลิกเกม 284 อาจเป็นสูตรที่ทำให้ขั้วการเมืองเปลี่ยนหน้าตาทั้งกระดาน หรืออาจมีแรงขยับอื่นที่ทำให้ทุกตัวเลขต้องคำนวณกันใหม่อีกครั้ง
การเมืองไทยไม่เคยหยุดอยู่ที่สูตรเดียว และไม่มีสมการใดผูกมัดเกมทั้งกระดานได้ตลอดเส้นทาง เพราะต่อให้วันนี้จิ๊กซอว์ทุกชิ้นดูเหมือนจะลงตัว วันหน้าอาจถูกจัดเรียงใหม่ได้เสมอ ในสนามการเมืองไทย ความแน่นอนจึงไม่เคยอยู่ได้นานเท่าความไม่แน่นอน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สาวพรรคเพื่อไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้ต้นเหตุความรุนแรงในสังคม
น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความในเพจส่วนตัว กล่าวถึงกรณี นายแอลปืนคลั่ง จ.ปทุมธานี และบุคคลใช้อาวุธ อ.คุระบุรี จ.พังงา
สว.อังคณา แฉพรรคส้มตกต่ำเรื่องกฎหมายสิทธิมนุษยชน 'ไม่ค้าน' กรณีข่มขืนคู่สมรส ยอมความได้
นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีศาลฎีกาพิพากษาจำคุกผู้สมัคร สส.มหาสารคาม พรรคประชาชน โดยระบุว่า ในขณะที่ยึดหลัก Presumption of Innocence (หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์)ในการปกป้องผู้ถูกกล่าวหา แต่ในความผิดเกี่ยวกับเพศ พรรค ปชน ควรให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้เสียหายด้วยเช่นกัน
เอาแล้ว! อดีตผู้สมัคร สส.ก้าวไกล จ่อบุกพรรคส้ม ปมส่งผู้สมัครคดีข่มขืน
“จ่าตา” อดีตว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 1 มหาสารคาม ระบุเคยทักท้วงหลายครั้งเรื่องคุณสมบัติ “ธีระวัฒน์” ผู้สมัคร
‘ไอซ์ รักชนก’ ทำใจชวดตำแหน่งรัฐมนตรี เล็งประธานกมธ.แรงงาน
นางสาวรักชนก ศรีนอก ว่าสส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า สิ่งที่ทำให้เสียใจมากที่สุด หลังเห็นผลการเลือกตั้ง คือ โอกาสที่พรรคประชาชนจะได้เข้
กกต.เพิ่งตื่น! แจงสื่อบิดเบือนข่าว นับใหม่ เขต 7 ปทุมฯ ส้มชนะขาด ชี้ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจากเดิม
ศูนย์ต่อต้านข่าวเท็จสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ชี้แจงกรณีเพจเฟซบุ๊กชื่อไทบ้าน ได้มีการเสนอข่าวว่า "พลังจับตาของ ปชช. เห็นผลแล้ว!” ผลนับคะแนนใหม่ ปทุมธานี เขต 7 ออกมาแล้วพรรคประชาชนคว้าชัยชนะแบบขาดลอย ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น
'อ.ปิ่นแก้ว' ประณามผู้บริหารปชน.ส่งคนมีคดีข่มขืนลงสมัครสส.จี้ปฏิรูปพรรคถึงรากถึงโคน
'อ.ปิ่นแก้ว' ชี้คดีข่มขืนของผู้สมัครสส.ปชน. สะท้อนทรรศนะคติเรื่องสิทธิทางเพศ ไม่ยี่หระต่อความเจ็บปวด ทักท้วงแล้วยังเพิกเฉย และไม่ใช่กรณีแรก จี้ผู้บริหารพรรคต้องถูกประณาม ปฏิรูปอย่างถึงรากถึงโคน ให้สมาชิกมีส่วนร่วม พ้นจากการผูกขาดอำนาจการตัดสินใจของผู้นำไม่กี่คน

