ท่ามกลางฝุ่นตลบหลังการเลือกตั้ง ทิศทางลมของการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้เริ่มถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อสมการอำนาจถูกมองว่าอาจพุ่งเป้าไปที่การจับมือกันระหว่าง พรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายสำนักข่าวต่างหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ล่วงหน้า
ยิ่งเมื่อรวมพรรคเล็กพรรคน้อยที่พร้อมจะกระโดดร่วมวงไพบูลย์เข้าไปด้วย ตัวเลขเสียงสนับสนุนก็ขยับเข้าใกล้ 300 เสียงอย่างไม่ยากเย็น ทิ้งให้ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าสำหรับ "คนสอบตก" ตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ทำได้แค่ยืนมองตาปริบๆ
แม้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะยังคงรักษาเชิงด้วยการปฏิเสธข่าวปิดดีลต้องรอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ภาพทางการเมืองถูกพูดถึงล่วงหน้าไปไกลกว่านั้นแล้ว เมื่อฝั่งหนึ่งเริ่มเห็นเค้าโครงอำนาจชัดเจน อีกฝั่งที่เหลือจึงถูกจัดตำแหน่งที่นั่งตามไปโดยปริยายแบบไม่ต้องรอถามความสมัครใจ
หากสูตรภูมิใจไทย-เพื่อไทยลงตัวจริง และเมื่อรวมพรรคขนาดเล็กเข้าไปจนเสียงขยับแตะระดับเกือบ 300 พรรคฝ่ายค้านหลักที่เหลือนอกสมการอำนาจก็หนีไม่พ้นสามพรรคใหญ่ คือ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม หรือที่ถูกเรียกกันสั้น ๆ ว่า ส้ม ฟ้า และเขียว
ในบรรดาสามพรรคนี้ พรรคประชาชน (ส้ม) คือรายที่เคยออกมาป่าวประกาศเจื้อยแจ้วด้วยวลีสุดโก้เก๋อย่าง “มีเรา ไม่มีเทา” ซึ่งเป็นประโยคขายฝันชั้นดีที่ถูกหยิบมาปั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนเวทีหาเสียง ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าตนเองนั้นช่างสะอาดบริสุทธิ์เหนือใครในปฐพี
คำว่า “เทา” แม้คนพูดจะไม่เคยกล้าเอ่ยชื่อใครตรง ๆ แต่ในทางการเมืองทุกคนต่างก็รู้แกวกันดีว่ากำลังพาดพิงถึงภาพลักษณ์แบบใด และจงใจวาดภาพใครไว้ในเงามืดของคำประณามนั้น เพื่อเรียกเรตติ้งความสะอาดให้ตัวเองดูเด่นกว่าคนอื่น
ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ (ฟ้า) ก็โชว์จุดยืนที่ดูเหมือนจะถอยไม่ได้ ด้วยการประกาศกร้าวว่า หากพรรคกล้าธรรมเข้าไปอยู่ในรัฐบาลชุดไหน จะไม่มีชื่อของประชาธิปัตย์ร่วมวงชุดนั้นเด็ดขาด เป็นการขีดเส้นใต้เน้นๆ ด้วยสีฟ้าตามสไตล์พรรคเก่าแก่ เพื่อประกาศศักดิ์ศรีแบบสุดตัวว่าข้ามาเหนือกว่าใคร
ส่วน พรรคกล้าธรรม (เขียว) ภายใต้การนำของ ธรรมนัส พรหมเผ่า แม้ในทางข้อเท็จจริงจะยังมีสถานะเป็นเพียงข้อกล่าวหา แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามหยิบยกประเด็นเรื่องภาพลักษณ์ "สีเทา" มาใช้โจมตีเพื่อหวังผลทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง
ภาพก่อนการเลือกตั้งจึงชัดเจนมาก คือส้มพยายามตั้งระยะห่างใส่ ฟ้าก็พยายามกำหนดเงื่อนไขรังเกียจ และเขียวก็ถูกวางไว้ในจุดที่ใครๆ ก็ทำท่าเหมือนไม่อยากจะเฉียดเข้าไปใกล้
แต่ความจริงที่แสนเจ็บปวดคือ การเมืองหลังเลือกตั้งไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมสวยหรูหรือคำสัญญาที่เคยลั่นไว้กับแฟนคลับ เมื่อแกนรัฐบาลเริ่มนิ่งที่ภูมิใจไทยกับเพื่อไทย พรรคที่เคยประกาศ 'ไม่ขอร่วมสังฆกรรม' กันอย่างแข็งกร้าว จึงถูกคาดการณ์ให้กลายเป็นฝ่ายค้านรวมชุด ส้ม ฟ้า และเขียว ในทันที
ที่น่าตลกคือ หากภาพนี้เกิดขึ้นจริง งานนี้ไม่มีใครต้องออกแถลงการณ์ร่วมกัน ไม่ต้องฝืนยิ้มจับมือโชว์หน้ากล้องให้เขินอาย แต่ตำแหน่งที่นั่งในสภาจะเป็นตัวจัดระเบียบสังคมให้บรรดาพรรคการเมืองเหล่านี้เองโดยอัตโนมัติ
พรรคที่เคยตะโกนหล่อว่า “มีเรา ไม่มีเทา” วันหนึ่งอาจต้องเดินเข้าห้องประชุมไปนั่งอภิปรายไหล่เบียดไหล่กับพรรคที่ตัวเองเคยนิยามว่าสีเทา ส่วนพรรคที่เคยสะบัดบ็อบใส่กล้าธรรม ก็อาจจะต้องถูกเหวี่ยงไปนั่งรวมกลุ่ม "ฝ่ายค้าน" แถวเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
วลีที่ว่า “เกลียดสิ่งใดได้สิ่งนั้น” จึงถูกหยิบมาใช้ในบริบทนี้ได้อย่างเห็นภาพที่สุด เพราะความ "ไม่เอา" ในวันนั้น กำลังจะกลายเป็นความ "ต้องอยู่ด้วยกัน" ในวันนี้
หากฉากทัศน์ฝ่ายค้านสามสีนี้กลายเป็นเรื่องจริง ประเด็นสำคัญจะไม่ได้อยู่ที่จุดยืนเดิม แต่อยู่ที่ "ภาพจำใหม่" ที่ประชาชนจะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกการประชุมสภา เพราะทุกญัตติที่ฝ่ายค้านเสนอ จะมีชื่อของส้ม ฟ้า และเขียว ปรากฏอยู่ร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
คำพูดช่วงหาเสียงที่เคย เจื้อยแจ้ว ว่า “มีเรา ไม่มีเทา” อาจกลายเป็นสิ่งที่คอยสะกิดใจทุกครั้งที่เห็นการนั่งทำงานร่วมกัน ความมั่นใจบนเวทีหาเสียงจึงต้องถูกแทนที่ด้วยความจำใจในแถวที่นั่งเดียวกัน เมื่อสถานการณ์บังคับให้พรรคที่เคยอยู่คนละมุม ต้องถูกมัดรวมกันในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยที่ต่างฝ่ายต่างอาจยังไม่พร้อมจะเรียกกันว่าพันธมิตรได้อย่างเต็มปาก
ประชาชนจำได้ดีว่าใครเคย "แสดงจุดยืน" ต่อใครไว้บ้าง และเขากำลังรอดูว่าเมื่อถึงคราวต้อง "ปรับท่าที" เพื่อทำงานร่วมกันในสภา วาทกรรมสวยหรูเหล่านั้นจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับภาพความจริงที่ปรากฏอย่างไร
“เกลียดสิ่งใดได้สิ่งนั้น” จึงเป็นบทสรุปที่สะท้อนความจริงของการเมืองได้ชัดเจนที่สุด เมื่อเค้กรัฐบาลถูกจัดสรรเสร็จสิ้น ฝ่ายที่เหลือซึ่งเคยประกาศระยะห่างต่อกัน ก็ต้องมาอยู่รวมกันอีกด้านหนึ่ง และคำว่า “ไม่เอา” จากวันหาเสียง ก็จะปรากฏเคียงคู่ไปกับภาพการนั่งทำงานในแถวเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้... ตลอดอายุสภาชุดนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ปชน.' ยื่นร่างแก้ไขรธน. เพิ่มเติมหมวด 15/1 สัปดาห์นี้ ชู สสร.มาจากเลือกตั้ง ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.
ไอติม เผยพรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (เพิ่มเติมหมวด 15/1) ทั้งหมด 2 ฉบับ สัปดาห์นี้ เปิดกรอบเนื้อหา: สสร. มาจากการเลือกตั้ง - มีทั้งตัวแทนพื้นที่-ตัวแทนเชิงประเด็น - ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.
'จาตุรนต์' ชี้เงินกู้ 4 แสนล้าน เครื่องวัดวิสัยทัศน์ 'ผู้นำ' ข้องใจใช้ครบตอบโจทย์วิกฤตจริงไหม
สส.อ๋อย บอกเงินกู้ก้อน 4 แสนล้านจะเป็นเครื่องวัดผู้นำ มองเห็นวิกฤตของโลกและของประเทศแค่ไหน มีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 จริงหรือไม่
สว.แสลงใจ 'ระบอบสีน้ำเงิน' เช็กบิลพรรคส้มจันทร์นี้
สภาเดือด จับตา สว.ทนไม่ไหว นัดรวมพลแถลงฟาด หัวหน้าเท้ง – พรรคประชาชน รับไม่ได้ระอบสีน้ำเงิน
ตอบหน่อย! 'อ.ไชยันต์' ตั้ง 2 คำถาม ย้อนกลับ 'ปิยบุตร' หลังชงยกเลิก 'องคมนตรี'
อ.ไชยันต์ โพสต์ข้อความถึง ปิยบุตร หลังเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี
'เด็กส้ม' เลกเชอร์ 'ดร.เชน' อย่าตัดทอนปัญหาโกงแค่เรื่องปากท้อง
“วิสุทธิ์” งัดข้อมูลสวน “ยศชนัน” บอกการคอร์รัปชั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ แต่มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย อย่าตัดทอนปัญหา ชี้ความมุ่งมั่นทางการเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรกไม่ใช่แค่ปากท้อง
สส.ส้มจี้รัฐบาลเร่งแก้กม.ให้สอดรับการสมรสเท่าเทียม
"ณัฐวุฒิ" กระทุ้ง 'รัฐบาล' เร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ "สมรสเท่าเทียม" หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ ย้ำ ต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส ไม่ทำเดือนไพรด์เป็นเพียงอีเวนต์รายปี

