คำว่า “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ถูกพูดบนเวทีหาเสียงเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในช่วงที่การเมืองกำลังแข่งกันสร้างความคาดหวัง คำลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นรูปแบบของการหาเสียงที่มัก “พูดเกินจริง” เพื่อเร่งสร้างความเชื่อว่าความเป็นอยู่จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเป็นภาพของความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด ชีวิตที่เหมือนจะไม่มีวันขาดเงินในกระเป๋า หรือคำสัญญาที่ฟังแล้วทุกอย่างดูเป็นไปได้ง่ายไปหมด ไปจนถึงบางครั้งไม่มีแม่น้ำสักสายก็ยังเสนอสร้างสะพาน
คำแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรอบนี้ แต่เป็นของคุ้นเคยในสนามการเมืองไทย ใช้สร้างความเชื่อก่อนเลือกตั้ง และทิ้งคำถามไว้ให้ตามเก็บหลังเลือกตั้งอยู่เสมอ
คำเหล่านี้ถูกใช้ซ้ำมาหลายยุค เพราะมันช่วยให้คนเชื่อและตัดสินใจได้เร็วในวันเลือกตั้ง หลังจากได้เป็นรัฐบาล คำนี้จึงถูกผูกกับความคาดหวังทันที แต่คำจากเวทีคือการขายภาพ ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์ โดยเฉพาะในจังหวะที่สถานการณ์โลกเปลี่ยนเร็ว
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คำ “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” ถูกดึงกลับมาใช้อีกครั้ง แต่หน้าที่ของมันเปลี่ยนไป จากคำที่ใช้หาเสียง มาเป็นเครื่องมือกดดันทางการเมือง
ในจังหวะเดียวกัน พรรคประชาชน ภายใต้การนำของ “ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เปิดธีม “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” เพื่อใช้ในการอภิปรายนโยบายวันที่ 9-10 เมษายน
ธีมนี้เอาคำว่า “รวยไม่ไหวแล้ว” มาย้อน แล้วพาไปสู่ข้อสรุปว่ารัฐบาลล้มเหลวแล้วตั้งแต่ต้น
ปัญหาอยู่ตรงการตั้งข้อสรุปล่วงหน้า เพราะรัฐบาลเพิ่งเข้ามา ยังไม่ทันแถลงนโยบาย แต่ถูกตัดสินผลไปแล้ว แบบนี้ไม่ใช่การตรวจสอบ แต่เป็นการเร่งปิดจบตั้งแต่ต้น
อีกด้านหนึ่ง การใช้คำลักษณะนี้ยังไม่แตะปัจจัยสำคัญที่กำลังกดดันอยู่จริง ทั้งสถานการณ์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล อิหร่าน ที่ดันราคาน้ำมันขึ้นทั้งระบบ
เมื่อไม่อธิบายส่วนนี้ให้ครบ การพูดว่า “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” จึงเหลือเพียงข้อสรุปที่ฟังแล้วแรง แต่ไม่ตอบว่าปัญหาเกิดจากอะไร
แนวทางแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นรูปแบบเดิมของการเมืองที่ใช้คำสั้น ๆ เพื่อพาคนไปถึงข้อสรุปเร็ว โดยไม่ต้องอธิบายรายละเอียดทั้งหมด
จุดที่เริ่มถูกตั้งคำถามคือช่องว่างระหว่างคำกับข้อเท็จจริง เพราะสโลแกนอย่าง “มีเราไม่มีเทา” ถูกใช้มาตั้งแต่หาเสียง แต่ในความเป็นจริงกลับมีคนในเครือข่ายทางการเมืองถูกจับคดียาเสพติดต่อเนื่อง ล่าสุดที่ระยอง
ภาพจึงชัดขึ้นว่าสิ่งที่สื่อออกไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เดินไปทางเดียวกัน และสะท้อนการเมืองที่ยังใช้ “สโลแกน” ปั่นกระแส สร้างความนิยมในรูปแบบเดิม
ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ไม่ได้เกิดจากนโยบายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงกดหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ปริมาณน้ำมันในตลาด และความเสี่ยงด้านการขนส่ง
แรงกดเหล่านี้ทำให้ราคาปรับขึ้นทันที ประเทศที่นำเข้าอย่างไทยจึงหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้
ต่อให้เปลี่ยนรัฐบาล ปัจจัยเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ และยังส่งผลต่อราคาเหมือนเดิม
ดังนั้น การใช้คำว่า “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ไปสรุปว่าการบริหารล้มเหลวทั้งหมด จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของปัญหาที่มีหลายปัจจัย
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยจากต่างประเทศก็ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในประเทศเป็นอีกชั้นหนึ่งของปัญหาที่ต้องแยกออกมาพิจารณาให้ชัด
จุดที่ต้องถูกขยายต่อจากนี้ ไม่ใช่คำพูดหรือวาทกรรม แต่คือการบริหารจัดการภายในประเทศ
เมื่อพ้นจากระดับวาทกรรม คำถามจึงกลับมาที่ “รัฐบาล” โดยตรงว่ารับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไร
โครงสร้างราคาพลังงาน กลไกกำกับดูแล และมาตรการรองรับค่าครองชีพ เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง
หากกลไกเหล่านี้ยังมีช่องว่าง หรือการกำกับดูแลยังไม่ชัด ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะถูกซ้ำเติมมากกว่าที่ควรจะเป็น
ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องได้ดันค่าครองชีพของประชาชนให้สูงขึ้นตามไปด้วย และทำให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจตกอยู่กับคนทั่วไปโดยตรง
จุดนี้ทำให้คำถามไม่ได้อยู่แค่เรื่องสถานการณ์โลก แต่ขยับมาที่การบริหารจัดการของรัฐบาลอย่างชัดเจน
รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายให้ได้ว่าระบบพลังงานมีช่องว่างตรงไหน โดยเฉพาะกรณีน้ำมันหายกว่า 57 ล้านลิตร ข้อสงสัยเรื่องการกักตุน และการปล่อยให้บางกลุ่มได้ประโยชน์ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาในกลไกกำกับดูแลโดยตรง
คำถามสำคัญอยู่ที่มาตรการตรวจสอบทำงานได้จริงหรือไม่ ใครต้องรับผิดชอบ และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร หากคำตอบยังไม่ชัด ความไม่เชื่อมั่นก็จะยิ่งสะสม
ปัจจัยจากต่างประเทศสามารถอธิบายที่มาของราคาได้ แต่ไม่สามารถใช้แทนคำตอบของปัญหาภายในประเทศได้
ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น สิ่งที่ต้องเห็นคือการจัดการที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และให้ผลในทางปฏิบัติ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘นายกฯ’มั่นใจ GDPเกิน2.1% ยกระดับลงทุน
“อนุทิน” มั่นใจ GDP ปีนี้โตเกิน 2.1% ได้ลงทุน-ส่งออก-จ้างงานหนุน ไทยวางตำแหน่งไม่แข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟราคาถูก หรือรับงานประกอบสินค้าเพื่อรับเพียงค่าจ้าง
ส่อแห้ว‘ซักฟอก’! ‘อนุทิน’ยันหาวันอภิปรายใหม่ยาก/แบไต๋‘กล้าธรรม’
"อนุทิน" เผยเป็นเรื่องยากเคาะหาวันอภิปรายไม่ไว้วางใจใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าเหมาะสมสะดวกที่สุดแล้ว โยน "ปธ.สภาฯ" ตัดสินใจกำหนดวัน ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 หากประเทศประชาชนได้ประโยชน์ บอกการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด ยันพรรคร่วมฯ ไร้คลื่นใต้น้ำ
สต๊อกนํ้ามันล้น จนต้องส่งออก!
นายกฯ อนุทินแจงสถานการณ์พลังงาน ไร้ปัญหาน้ำมันขาดแคลน สต๊อกในประเทศล้นจนต้องอนุมัติส่งออก ชี้ผลกระทบมีเพียงเรื่องราคาผันผวนตามตลาดโลก พร้อมเดินหน้านโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงาน หนุนหันพึ่งไฟฟ้า-โซลาร์รูฟท็อป เตรียมถกลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 ลดการพึ่งพาให้น้อยที่สุด
นายกฯ ยันไร้ปัญหาน้ำมันขาดแคลน สต็อกในประเทศล้นจนต้องอนุมัติส่งออก
นายกฯอนุทิน แจงสถานการณ์พลังงาน ไร้ปัญหาน้ำมันขาดแคลน สต็อกในประเทศล้นจนต้องอนุมัติส่งออก ชี้ผลกระทบมีเพียงเรื่องราคาผันผวนตามตลาดโลก พร้อมเดินหน้านโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงาน หนุนหันพึ่งไฟฟ้า-โซลาร์รูฟท็อป
'กากพิษ-สินค้าเถื่อน-น้ำมันรั่ว' ถอดรหัสวิกฤตอุตสาหกรรมไทยกับทางออกที่ยั่งยืน
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเผชิญกับข่าวสารในแง่ลบเกี่ยวกับวงการอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ การลักลอบทิ้งกากพิษสารเคมี ตลอดจนการเปิดดำเนินกิจการของโรงงานรีไซเคิลหรือโรงหลอมโลหะที่ไม่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
'อนุทิน' ล้อมวงโอเลี้ยง! เชิญบิ๊กข้าราชการกินมื้อเช้าตึกไทยคู่ฟ้า
นายกฯ เชิญผู้บริหารหน่วยงานสำคัญร่วมรับประทานอาหารเช้าบนตึกไทยคู่ฟ้า หลังเสร็จพิธีทำบุญที่สนามหลวง พูดคุยติดตามความคืบหน้างานแต่ละหน่วยงาน

