'อนุทิน' ให้ข้อคิดคนทำร้ายรัฐบาลที่น่ากลัวที่สุด ก็คือ 'คนในรัฐบาล'

อนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย-รัฐบาลทุกรัฐบาลพังเพราะจากข้างในไม่ใช่พังเพราะข้างนอก คนที่จะทำร้ายรัฐบาลได้ที่น่ากลัวที่สุด ก็คือคนในรัฐบาล

6 มี.ค. 2565 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงส.ส.เป็นอันดับสอง กล่าวถึงเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลต่อจากนี้ หลังถูกถามว่า ประเมินว่า รัฐบาลจะอยู่ครบเทอมสี่ปีหรือไม่ว่าการประเมินเรื่องนี้ ใช้ตามหลักวิทยาศาสตร์โดยนำตัวเลขมายืนยัน ซึ่งคนที่จะทำให้รัฐบาลล้มได้ ก็คือคนในรัฐบาลไม่ใช่คนนอก ไม่ต้องไปโทษใคร ซึ่งการที่รัฐบาลจะล้ม ล้มจากอะไร ก็มี หนึ่งนายกรัฐมนตรียุบสภาฯ สอง นายกรัฐมนตรีลาออก สาม นายกรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้ สี่ พรรคร่วมรัฐบาลทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดปัญหาเรื่องการไว้วางใจกันในสภาฯ คือหากรัฐบาลจะไป ก็ไปด้วยเหตุผล 3-4 ข้อข้างต้น ซึ่งหากเราประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้มันเกิดขึ้น พยายามที่จะเข้าใจกัน รับฟังกันให้เกียรติกันให้มากที่สุด ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ อย่าทำผิดกฎหมาย อย่าระแวงกันเอง อย่าทิ่มแทงหลังกันเอง รัฐบาลไม่มีวันที่จะล้มไปได้ที่ผ่านๆมาทั้งหมดในประวัติศาสตร์ ไปเช็คดูได้ รัฐบาลทุกรัฐบาลพังเพราะจากข้างในไม่ใช่พังเพราะข้างนอก เท่าที่ผมจำความได้ ไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดไหนพังเพราะปัจจัยภายนอก มันต้องเริ่มมาจากปัจจัยภายในทั้งสิ้น คนที่มีศักยภาพในการทำลายล้างรัฐบาลคือคนในรัฐบาล

ถามย้ำว่า ถึงขณะนี้ไม่มีสัญญาณหรือร่องรอยว่าจะพังจากข้างใน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยตอบว่า ต้องดูที่คนกดสัญญาณ หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลคือคนกดสัญญาณ ซึ่งถ้าเรากดสัญญาณพร้อมกัน โดยกดกันเป็นจังหวะ ถึงเวลาคนนั้นกด คนนี้กด ไม่แย่งกันกด ไม่ไปกดปุ่มผิด มันก็ไม่เป็นปัญหา และ เรายอมรับกติกาทุกอย่างได้ ก็ประคับประคองให้มันพ้นไปได้ตลอดรอดฝั่ง คำว่ารัฐบาลก็คือ จัดตั้งมาได้ด้วยการมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะมาด้วยพรรคการเมืองพรรคเดียวหรือการรวมตัวของพรรคการเมืองหลายพรรค แล้วมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐบาลจะไป ก็คือต้องได้รับเสียงสนับสนุนน้อย แต่ในเมื่อเราตั้งเป็นรัฐบาลได้ ก็คือ เราเคยมีเสียงข้างมากมาแล้ว แต่คนที่ทำให้รัฐบาลมีเสียงลดน้อยลง ก็คือคนของฝ่ายรัฐบาล

“คนที่จะทำร้ายรัฐบาลได้ที่น่ากลัวที่สุด ก็คือคนในรัฐบาล แต่ใครอยากจะทำก็ทำ แต่ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย หากทำไป เที่ยวหน้า ถ้าเราทำไปแบบไม่มีกฎเกณฑ์ เที่ยวหน้าก็ไม่มีใครร่วมกับเรา ไม่มีใครไว้ใจเรา ดังนั้น เราก็ต้องประคับประคองให้มันผ่านไป แล้วถึงเวลาเลือกตั้งก็ว่ากัน ถึงเวลาเลือกตั้งใครดีใครอยู่ ไม่ใช่ว่าอยู่พรรครัฐบาลด้วยกัน แล้วถึงเวลา คุณมาหลบซ้าย หลบขาว หลบหน้าหลบหลังให้เรา ไม่มีครับ ก็เหมือนกับตีกอล์ฟ ให้ซี้กันขนาดไหน ก็ต้องแข่งขันกัน ทุกคนก็ต้องทำอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ได้เข้ามาทำงาน”หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าว

เมื่อถามถึงตัวเลขส ส. ฝ่ายรัฐบาล ถึงตอนนี้มีเสียงอยู่เท่าใดกันแน่ หากไม่นับส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย นายอนุทินกล่าวว่า ต้องนับโดยนิตินัยก่อน คือนับจากคนที่เป็นส.ส.ในปัจจุบันที่เป็นฝ่ายรัฐบาล นับยังไง ก็ยังเกิน ส่วนพฤตินัยอีกเรื่องหนึ่ง พฤตินัยคืออาจมีคนที่เขาอาจบอกว่า ถ้ารัฐบาลทำดี เขาก็พร้อมสนับสนุน อย่างกฎหมายกัญชาแบบนี้เป็นต้น ส.ส.ฝ่ายค้านก็มาร่วมสนับสนุน ฝ่ายรัฐบาลก็สนับสนุนเพราะเป็นเรื่องของประชาชน มันก็จะมีแบบนี้ แต่ผมดูทางด้านนิตินัยว่าคนไหนฝ่ายรัฐบาล คนไหนฝ่ายค้าน ก็พบว่าเกินกึ่งหนึ่ง ก็อยู่ที่ประมาณ 245 คน กับ 209 คน อันนี้คือทางนิตินัย ที่ห่างกันร่วม 36 คน ก็ถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีความมั่นคง แล้วตอนรัฐบาลชุดนี้เข้ามาตอนช่วงแรกฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านห่างกันแค่สองเสียง ตอนนั้นประมาณ 253 เสียง ที่ตอนนั้น ยังไม่มีการยุบพรรคการเมือง ยังไม่มีการตัดสิทธิการเมือง ตอนนี้ความแข็งแกร่งของรัฐบาลก็เพิ่มมากขึ้น แต่หลักสำคัญอยู่ที่ว่า ทำงานหรือไม่ เพราะรัฐบาลไปด้วยวาระตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำงาน ประชาชนก็ไม่เลือกกลับเข้ามา และหากทำอะไรที่มันไม่เข้าท่า ก็โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วหากตอบไม่ได้ ก็ไม่ได้รับเสียงไว้วางใจ ก็ต้องออก มีระบบcheck and ballance อยู่

ส่วนที่มีการประเมินกันว่า กลางปีนี้อาจเกิดจุดเปลี่ยนทางการเมืองทำให้หน้ากระดานการเมืองเปลี่ยนแปลง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย วิเคราะห์ว่า ผมอยู่กับตัวเลข จะไปหรือไม่ไปอยู่ที่ว่าตัวเลขนิ่งหรือไม่ แต่หากดูจากทุกวันนี้ก็น่าจะนิ่ง เพราะว่านายกรัฐมนตรีก็ฟังพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลผลักดันกฎหมายก็ผ่าน ผลักดันนโยบายก็ผ่าน นายกรัฐมนตรีก็สนับสนุนให้รัฐบาลทำสิ่งที่ดีๆ ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง อย่างที่บอก คำว่ารัฐบาลคือผู้ที่ครองเสียงข้างมากในสภาฯ ถ้ารัฐบาลไม่มีปัญหา สภาก็จะไม่มีปัญหา แค่นั้นเอง

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยังกล่าวถึงเป้าหมายของพรรคหลังเลือกตั้งว่าตั้งเป้าจะได้ส.ส.กี่ที่นั่ง โดยบอกว่า เราใช้การทำงานอย่างหนัก การใส่ใจ การผลักดันการทำงานของเรา ผลักดันนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้เป็นผลสำเร็จ ความขยันขันแข็งของส.ส. -รัฐมนตรีและสมาชิกพรรค เราเอาตรงนั้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ถ้าประชาชนเห็นว่าเราทำงานหนักมากเพียงพอ ตรงกับความต้องการของเขา หากเราทำงานได้ดี เขาก็อาจจะเลือกเรากลับเข้ามา ภูมิใจไทยเราคิดแบบนี้ เราถึงมีความมั่นใจและมีความเป็นปึกแผ่น อย่างสมมุติเราทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง เราบอกว่าเราทำกันดีแล้ว ทำเต็มที่แล้ว แต่พอถึงช่วงเลือกตั้ง หากเราไม่ได้รับเลือกกลับเข้ามา คำตอบก็คือเราอาจยังไม่ได้ทำเต็มที่ในสายตาประชาชน เราต้องบอกตัวเราเองว่า ที่เราคิดว่าเราทำเต็มที่แล้ว แต่ในสายตาประชาชน เขาอาจมองว่าเรายังทำไม่เต็มที่ ดังนั้นถ้ามีโอกาสเราก็ต้องปรับปรุงตัว เราต้องทำทุกวันให้ดีที่สุดทำให้ประชาชนเห็นว่าเราประโยชน์ให้เขา ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองมากที่สุด ก็ไม่ต้องกลัวอะไร หากเรามีความพร้อมเราจะไม่กลัว อย่างบางทีถามพวกบรรดาผู้แทน เขาก็บอกว่า บางทีแทบจะบอกได้เลยว่าคนๆนี้มีโอกาสจะได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามา หรือดูแล้ว คนๆนี้สอบตกแน่ หรือคนนี้ดูแล้วโอกาสจะได้หรือไม่ได้ อยู่ที่ 50-50 อย่างตอนเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาล่าสุดเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2562 ที่ภูมิใจไทยได้ส.ส.มา 51 คน ก่อนหน้านั้น ผมประเมินว่าพรรคจะได้ส.ส.ประมาณ 50 คน ก็ประเมินคลาดไปแค่คนเดียว แต่ก็ถือว่าผมประเมินได้ใกล้เคียงมากที่สุด เพราะประเมินจากภาคปฏิบัติจริงๆ และใช้หลักเรื่องของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมมาเป็นหลักพิสูจน์ เวลาผมประเมินสถานการณ์อะไร ผมเอาประสบการณ์ออก เอาความมั่นใจในตัวเองออก โดยจะใช้การคำนวณ แล้วพอได้ผลตรงนั้นมา ก็ค่อยนำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญ การผ่านอะไรต่างๆ ค่อยนำมาร่วมประเมิน หรืออย่างตอนเลือกตั้งปี 2554 ผมก็ประเมินว่าพรรคภูมิใจไทย จะได้ส.ส.ประมาณ 34 คน ผลก็ออกมาว่าได้ 34 คนตรงตามที่ประเมินเลย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ไม่ขัด! พร้อมนั่งเก้าอี้นายกฯ หากปชช.เลือก

“อนุทิน” ขอคนลพบุรี เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด ระบุถ้าประชาชน สนับสนุนพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีเอง  ขณะที่ ส.ส. พปชร. เตรียมย้ายมาซบ อีก 1 

'หมอระวี' แฉ 2 พรรคใหญ่สั่ง ส.ส.กลับบ้านหวังล้ม กม.กลับไปหาร 100

'หมอระวี' แฉ 2 พรรคใหญ่สั่ง ส.ส.กลับบ้านจนสภาล่ม หวังลาก กม.ลูกพ้นกรอบให้กลับไปหาร 100 จี้ชวนทำตามสัญญาเปิดประชุม 9-10 ส.ค.เดินหน้าหาร 500

'อนุทิน' ปัด ภท. โหวตคว่ำ 'สันติ-จุติ' ชี้ดูหลักฐานหักล้างซักฟอก

'อนุทิน' ปัดกระแสโหวตคว่ำ 'สันติ-จุติ' ชี้ต้องดูที่หลักฐานหักล้าง ไม่ประเมินตัวเองได้คะแนนลิ่ว ยังไร้สัญญาณปรับ ครม. โยนอำนาจดุลยพินิจนายกฯ

ปชป.ระอุ! 'ไชยยศ' ยันโหวตคว่ำ 'จุติ ไกรฤกษ์' ชี้พรรคไม่ควรหนุนคนทำผิด

นายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าจะไม่โหวตให้นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

'ส.ส.ปชป.' ประกาศกลางที่ประชุม โหวตคว่ำ รมต.บางคนในพรรค

"ประชาธิปัตย์" ประชุมส.ส.พรรค เตรียมความพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธาน ส.ส.พรรค เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ ส.ส.