นิรโทษกรรมคดีการเมือง! วัดใจนายกฯอนุทิน ไปต่อหรือพอแค่นี้

ความขัดแย้งทางการเมืองไทยลากยาวมานานกว่าสองทศวรรษ ผ่านรัฐประหารหลายครั้ง ผ่านการชุมนุมหลายระลอก ผ่านการเปลี่ยนรัฐบาลมาหลายชุด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังค้างอยู่เสมอ คือคดีความทางการเมืองจำนวนมากที่ติดตัวผู้คนอยู่ในระบบยุติธรรม

บางคนถูกดำเนินคดีจากการชุมนุม บางคนถูกกล่าวหาจากการแสดงออก บางคนต้องขึ้นศาลต่อเนื่องยาวนาน ขณะที่หลายครอบครัวยังแบกภาระค่าใช้จ่าย เวลา และอนาคตที่สูญเสียไปกับความขัดแย้งซึ่งควรจบลงนานแล้ว

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐสภาเคยขยับเข้าใกล้คำตอบครั้งสำคัญ เมื่อ ร่างพระราชบัญญัติ เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ. … ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นเอกฉันท์ทุกมาตรา และส่งต่อไปยังวุฒิสภา โดยผ่านการพิจารณาวาระแรกแล้ว ก่อนต้องสะดุดลงจากการยุบสภา

นั่นหมายความว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแนวคิดลอย ๆ และไม่ใช่ข้อเสนอในวงพูดคุย หากแต่เป็นร่างกฎหมายที่ผ่านกระบวนการจริงมาแล้ว เดินหน้าไปไกลกว่าหลายความพยายามในอดีต

วันนี้เมื่อประเทศมีรัฐบาลใหม่ และนายกรัฐมนตรีชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาอีกครั้ง รัฐบาลจะเดินหน้าร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อหรือไม่ หรือจะปล่อยให้ทุกอย่างหยุดค้างเหมือนหลายเรื่องในอดีต

คำถามนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะพรรคภูมิใจไทยคือหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ และมีการลงนามเสนอร่วมกันอย่างชัดเจน เมื่อวันนั้นเห็นว่าประเทศควรมีทางออก วันนี้เมื่ออำนาจบริหารอยู่ในมือ เหตุใดจึงจะไม่เดินหน้าต่อ

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางกฎหมาย แต่เป็นบทพิสูจน์ภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ว่าจะกล้าพาประเทศออกจากวงจร “คดีการเมือง” หรือไม่

การ “นิรโทษกรรมคดีการเมือง” ไม่ได้หมายถึงการลบความทรงจำของสังคม ไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น แต่คือการหาทางออกให้ประเทศเดินต่อ โดยแยกความขัดแย้งทางการเมืองออกจากการจองเวรไม่รู้จบ

หากประเทศไทยยังปล่อยให้คดีทางการเมืองเป็นภาระค้างต่ออนาคต ประเทศก็จะยังวนอยู่กับอดีตเช่นเดิม

ที่ผ่านมา เรื่อง “นิรโทษกรรมคดีการเมือง” มักถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงเสวนา เวทีสัมมนา รายงานวิชาการ หรือคำให้สัมภาษณ์ของนักการเมืองหลายยุค แต่เมื่อหมดกระแส ทุกอย่างก็ค่อย ๆ เลือนหายไป ไม่มีอะไรเดินหน้าเป็นรูปธรรม

ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะร่างพระราชบัญญัติ “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ได้ก้าวพ้นจากการพูดคุยเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติจริง ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว

จึงกล่าวได้ว่า นี่คือหนึ่งในความพยายามที่ไปไกลที่สุดเท่าที่การเมืองไทยเคยมีมา ในการเปลี่ยนคำว่า “ปรองดอง” ให้เป็นกฎหมายที่ใช้ได้จริง

อย่างไรก็ดี ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากบางฝ่ายที่มองว่า การนิรโทษกรรมย่อมหมายถึงการล้างผิดทุกคดี ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะร่างฉบับนี้มิใช่ “นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง” หรือเปิดประตูให้ทุกคดีได้รับประโยชน์พร้อมกัน

สาระสำคัญของร่างคือการมุ่งคลี่คลายคดีที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยกำหนดขอบเขตและบัญชีความผิดไว้อย่างชัดเจน ผ่านการพิจารณาและถกเถียงมาแล้วในชั้นกรรมาธิการ

คดี “ทุจริตคอร์รัปชัน” ซึ่งเป็นการเอาผลประโยชน์สาธารณะไปเป็นของส่วนตัว ไม่ได้อยู่ในขอบเขตดังกล่าว เช่นเดียวกับคดีตาม “ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112” ที่ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในแนวทางนิรโทษกรรมนี้

ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า ร่างสันติสุขไม่ได้พยายามลบเส้นแบ่งระหว่างคดีทุกประเภท หากกลับยืนยันเส้นแบ่งนั้นอย่างชัดเจน เพื่อให้สังคมเห็นว่าการคลี่คลายคดีการเมืองสามารถทำได้ โดยไม่กระทบหลักรับผิดชอบในคดีลักษณะอื่น

ประเทศไทยเสียเวลามามากพอแล้วกับการถกเถียงแบบสุดขั้ว จนไม่มีทางออกเกิดขึ้นจริง การมีร่างกฎหมายที่วางกรอบชัดเจนเช่นนี้ จึงเป็นโอกาสที่ไม่ควรถูกปล่อยผ่าน

เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร สิ่งที่สังคมจับตาไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจหรือการจัดสรรตำแหน่ง หากรวมถึงท่าทีต่อร่างพระราชบัญญัติ “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ที่เคยเดินหน้าไปแล้วระดับหนึ่ง

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ในจุดที่หลีกเลี่ยงคำถามนี้ได้ยาก เพราะพรรคภูมิใจไทยมิใช่คนนอกเรื่อง หากเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันร่างดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น และมีส่วนร่วมโดยตรงในกระบวนการเสนอ

เมื่อเคยเห็นว่าประเทศควรมีทางออก วันหนึ่งได้ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ ก็ย่อมต้องตอบให้ชัดว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เคยสนับสนุน

นี่คือโจทย์ “วัดใจนายกฯอนุทิน” อย่างแท้จริง จะเดินหน้ารับไม้ต่อจากสิ่งที่สภาเคยเริ่มไว้ หรือจะปล่อยให้สะดุดแล้วเงียบหาย

อีกทั้งภายหลังการเปิดประชุมรัฐสภานัดแรก รัฐบาลยังมีกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม ที่สามารถนำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาภายใน 60 วัน ซึ่งอยู่ราววันที่ 12 พฤษภาคม 2569

หากนายกรัฐมนตรีอนุทินเลือกเดินหน้าต่อ เขาอาจเป็นผู้นำคนแรกในรอบหลายปีที่ทำให้ “นิรโทษกรรมคดีการเมือง” เกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงคำพูดที่ถูกกล่าวซ้ำมาหลายปี

ผลลัพธ์นั้นไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อผู้มีคดี แต่หมายถึงการลดภาระความขัดแย้งสะสมของประเทศ เปิดทางให้สังคมหันกลับไปสนใจเศรษฐกิจ การลงทุน ปากท้อง และอนาคตมากกว่าอดีต

แต่หากปล่อยเรื่องนี้นิ่งลง ย่อมถูกตั้งคำถามได้เช่นกันว่า เหตุใดเมื่อยังไม่มีอำนาจจึงสนับสนุน แต่เมื่อมีอำนาจกลับเงียบลง

ภาวะผู้นำไม่เคยวัดกันวันที่ทุกอย่างง่าย หากวัดกันวันที่ต้องตัดสินใจในเรื่องยากและมีแรงต้าน

ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่มีฝ่ายใดชนะอย่างแท้จริงจากความขัดแย้งทางการเมือง มีแต่ประเทศที่เสียเวลา เสียโอกาส และสูญเสียพลังไปกับการแบ่งข้างไม่รู้จบ คดีการเมืองจำนวนมากจึงไม่ใช่เพียงแฟ้มคดีในศาล หากเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังปิดบัญชีอดีตไม่ได้เสียที

ร่างพระราชบัญญัติ “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” มีความหมายมากกว่ากฎหมายหนึ่งฉบับ เพราะเป็นความพยายามหาทางออกผ่านกระบวนการรัฐสภาอย่างเป็นทางการ และเดินหน้าไปไกลกว่าการพูดคุยหรือข้อเสนอที่เกิดขึ้นแล้วหายไปในอดีต

ที่สำคัญ ร่างนี้ไม่ใช่ “นิรโทษกรรมแบบเหมารวมทุกคดี” แต่เป็นการนิรโทษกรรมคดีการเมืองภายใต้กรอบที่กำหนดไว้ชัดเจน มีเส้นแบ่ง มีเงื่อนไข และมีข้อยกเว้นตามรายละเอียดของร่าง จึงไม่ควรถูกโจมตีด้วยภาพจำแบบเก่าว่าเป็นการล้างผิดโดยไร้หลักเกณฑ์

วันนี้สิ่งที่ประชาชนรอฟังจากรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่ถ้อยคำสวยหรูเรื่องสมานฉันท์ แต่คือคำตอบที่ชัดเจนว่าจะนำร่างนี้กลับเข้าสู่กระบวนการเมื่อใด และจริงจังเพียงใด

สิ่งที่นายกรัฐมนตรีอนุทินต้องตอบ ไม่ใช่เพียงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่จะใช้บทบาทผู้นำรัฐบาล “เสียงพรรคร่วม” และ “กลไกของสภา” ที่มีอยู่ เดินหน้าร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างไร

หากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยทำได้ นั่นจะเป็นผลงานทางการเมืองที่มีความหมายมากกว่าคำโฆษณาใด ๆ เพราะเป็นการช่วยปลดล็อกความขัดแย้งที่สะสมมานาน และพาประเทศออกจากเงาของอดีต

แต่หากทำไม่ได้ ประเทศก็จะกลับไปยืนอยู่จุดเดิม ปล่อยให้ความแตกแยกหมุนวนอยู่ในกับดักเดิม ขณะที่ถ้อยคำเรื่อง “ปรองดอง” ยังถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่เคยเกิดผลเป็นรูปธรรม

คำตอบทั้งหมด อยู่ที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะ “ไปต่อ” หรือ “พอแค่นี้”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ เผยประธานาธิบดีเวียดนาม กราบบังคมทูลเชิญ 'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จฯเยือน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผลการเยือน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่า การมาเยือนเวียดนามทำให้มีความต่อเนื่องของสิ่งที่เป็นความร่วมมือของทั้งสองประเทศได้อย่างชัดเจน ได้มาพัฒนายกระดับความสัมพันธ์ในทุกมิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ การลงทุน

นายกฯ หารือประธานาธิบดีเวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ 'จับมือและเติบโตไปด้วยกัน'

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม (H.E. Mr. To Lam) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

'อนุทิน' โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง ดันแลนด์บริดจ์

เวลา 08.30 น. ณ โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าก

แบบนี้ต้องชม!นักรัฐศาสตร์ชี้ รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนภาวะผู้นำยุคใหม่ รับฟังเสียงประชาชน

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มองว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจทบทวนหลักเกณฑ์การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการบริหารประเทศในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับกา