'ปกรณ์ ' เทียบความต่างรธน. 3 ฉบับ ปี60 เน้นดูเฉพาะความมั่นคงเศรษฐกิจ ไม่เอาเรื่องความเร่งด่วนมาพิจารณา

12 พ.ค.2569-นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จะกระทบต่อการแก้ปัญหาของประชาชนหรือไม่ ว่า การออกพระราชกำหนดแต่ละครั้งรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบเพราะหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ผ่านก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น และจะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่ทำไปจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำต้องมั่นใจว่าต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ

รวมถึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ถึงจะดำเนินการออกพระราชกำหนดดังกล่าว และรัฐบาลมั่นใจว่าตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่นั้นมันไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในวันข้างหน้าต่อไป ซึ่งสงครามยังไม่น่าจะจบ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ

นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายมีผลบังคับใช้ โครงการจะเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ติดอะไรเว้นแต่ศาลบอกให้รอไว้ก่อน  ขณะเดียวกันรัฐบาลจะส่งกฎหมายไปยังสภาเพื่อให้ดำเนินการต่อและอนุมัติ และขณะนี้เชื่อว่าทางสภา จะต้องรอการพิจารณาจนกว่าศาลจะตัดสินภายใน 60 วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด รองนายกฯตอบว่า ขออธิบายและรัฐธรรมนูญ เมื่อดูท้ายของพระราชกำหนด เหมือนเงินกู้จะแบ่งเป็น 2 ก้อน แต่เงินทั้งสองก้อนนี้สามารถโยกสลับกันได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำคือทำสองเรื่องไปพร้อมกัน คือ 1.การช่วยเหลือเยียวยา 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันแยกออกจากกันไม่ได้ และต้องดำเนินการพร้อมกันไปทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งกลไกและระบบที่จะทำ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพประชาชน ดังนั้นทั้งสองวัตถุประสงค์ ก็คือดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นการใช้จ่ายเงินจึงไม่แยกก้อน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนจะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ พร้อมยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่   โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และช่วงนั้นก็มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินทั้งในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย และยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตอนนั้นก็มีการถามประเด็นเรื่องความความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

ต่อจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ โดยให้ตรวจสอบสองเงื่อนไข 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยกู้ ครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้มีการถอนเรื่องออกไปก่อนเพราะติดในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน

รวมถึงสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กู้สำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่สองที่จะกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ก็เกิดปัญหาว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่าให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่ จนเกิดปัญหาเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

และจนมารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้ตามหลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลัง เปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่ถือกระเป๋าตังค์อยู่ ฉะนั้นตังค์ขาดไม่ขาดแม่บ้านจะรู้

ดังนั้นหากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้นตนก็มั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ ว่าเป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่

ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำหรอก เพราะเป็นการบายพาสสภาฯ เพราะผลของมันร้ายแรงหากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกซึ่งถือเป็นไปตามปกติ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนต้องรับผิดชอบ

ถามย้ำว่า ตามข้อกฎหมายมองว่าไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า ตนเห็นเช่นนั้น

ซักว่า ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการตีเช็คเปล่า รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ย้อนถามสื่อว่า เช็คเปล่าอีกแล้ว ก่อนระบุว่า ”เช็คเปล่าที่ไหน มันมีที่ไหนใครให้เช็คเปล่าแก่คุณ ไม่มีหรอก โลกนี้ไม่มีการตีเช็คเปล่า ผมยืนยันไม่มี การตีเช็คเปล่าเป็นวาทกรรมผมคิดว่าไม่ควรใช้ ตีชีวิตคุณตีเช็คเปล่าหรือไม่ ติดคุกนะ รัฐบาลไม่ทำหรอกครับ“ 

รองนายกฯตอบว่ากล่าวโดยรายละเอียดการขอโครงการต่างๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

เมื่อถามว่า แสดงว่าการร้องศาล ควรจะร้องประเด็นทำงานแล้วไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ควรดูตรงปกหรือเปล่า และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่เราตั้งใจหรือไม่ อย่างนั้นคือสร้างสรรค์.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พริษฐ์' ซัดเดือด รัฐบาลไม่จริงใจ เมินเสียงประชามติ ไม่ส่งร่างแก้ไขรธน.เข้ามาใหม่

'พริษฐ์' ซัดเดือด รัฐบาลไม่จริงใจ เมินเสียงประชามติ 21.6 ล้านเสียง ไม่ส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาใหม่ อย่าอ้างเร่งแก้เศรษฐกิจก่อน ฟังไม่ขึ้น แนะ ทำคู่ขนานได้

ไม่พลาด 'ศรีสุวรรณ' ร้องป.ป.ช.สอบ 'อนุทิน-เอกนิติ' ออกพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรธน.หรือไม่

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็น กรณีออก พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต

'อดีตรมว.คลัง' ร่อน จม.เปิดผนึกถึงนายกฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน อาจฝ่าฝืน รธน.

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก เผยแพร่ จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีเรื่องพรก.กู้เงิน ๔ แสนล้านอาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มีใจความว่า

'ปกรณ์' โวยสื่อตัดตอนคำพูด 'พ.ร.ก.กู้เงิน5แสนล้าน' แจงแค่ตอบข้อกม. ยันไม่เอาการเมือง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกบัญชาการ 1 ทั้งนี้ ก่อนขึ้นห้องปร

รบ.เตรียมออก พรก.กู้เงิน 5 แสนล. 'ปกรณ์' ลั่นจำเป็นเร่งด่วนรับมือวิกฤตซ้ำซ้อน พลังงาน-ซุปเปอร์เอลนีโญ

‘ปกรณ์’ เผย รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้จำเป็นเร่งด่วนรับมือวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งจากราคาพลังงานสูง-ซุปเปอร์เอลนีโญที่ไทยจะต้องเผชิญ ส่วนเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะกระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายสรุปอีกครั้ง

ครม.งัดมาตรการกำหนดเวลาเปิด​ปิดปั๊มน้ำมันเริ่มหลังสงกรานต์

‘ปกรณ์​’ เผย ครม.นัดพิเศษ​ มอบ​ ก.พลังงานศึกษาปรับลดค่าการกลั่น​-ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน​ ไฟเขียว​ ข้าราชการทำงานนอกสถานที่​ พร้อมเริ่มมาตราการเปิด​-​ปิดปั๊มน้ำมันหลังสงกรานต์​