
16 ส.ค. 2567 – ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์ตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เวียนหัว บ้านหมุน ทำท่าอินเดีย อาจช่วยได้
อาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โดยที่ลักษณะเวียนเป็นครั้งละสั้นๆ ประมาณหนึ่งอึดใจ ไม่เกิน 1 นาที และมักจะมี “ท่าประจำ” โดยที่หันศีรษะหรือตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่ง
ซึ่งถ้าพลิกกลับมาเป็นท่าตรงหรือด้านตรงข้าม อาการจะทุเลาลง
นอกจากนั้นถ้ากัดฟันทนไม่ตะแคงกลับหรือเปลี่ยนท่า อาการเวียนจะค่อยๆ หายไปเอง
ถ้าเป็นมาก มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย แต่ไม่มีเสียงดังในหู หรือหูได้ยินน้อยลงหรือหูดับ
ถ้าฝืนลืมตาจ้องไปที่วัตถุนิ่งๆ สักพัก อาการเหล่านี้จะดีขึ้นและไม่มีภาพซ้อน
อาการเวียนหมุนเหล่านี้ เกิดจากตะกอนน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือหินปูน หลุดหรือ Benign paroxysmal positional vertigo (BPPV) คือ อาการเวียนบ้านหมุนที่เกิดเป็นชั่วขณะขึ้นอยู่กับท่า และไม่อันตราย
การทำให้หายได้เร็วๆ ยิ่งขึ้นนั้น ก็คือการเชียร์ ให้มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ หรือบริหารคือให้นั่งห้อยเท้าอยู่ข้างเตียง และล้มตัวอย่างเร็วไปทางด้านขวา ให้มีหมอนรองไว้ก็ดี (ระวังคอหัก) นิ่งสักพัก
หรือถ้ามีอาการเวียนเกิดขึ้นก็รอสักครู่ จากนั้นลุกขึ้นมานั่งใหม่ และล้มตัวตะแคงไปทางด้านซ้าย ถือเป็น 1 รอบ
ท่าบริหารลักษณะนี้อาจมีหลายท่าตามตำรา แต่อาจจะปฏิบัติที่บ้านยาก
ง่ายกว่าคือบริหาร ท่า อินเดีย สามท่า ด้วยกันคือ
1.พยักหน้าเร็วๆ
2.ส่ายหน้าเร็วๆ
3.เอียงคอซ้ายขวาเร็วๆ
ทั้งหมดนี้ไม่ต้องขยับคอมาก
ทำได้บ่อยๆ ไปประมาณ 1-2 อาทิตย์
โรค BPPV นั้น เกิดจากการที่มีตะกอนหลุดลอกออกมาจากเยื่อในหูชั้นใน และตกตะกอนลงในท่อน้ำ 1 ใน 3 ท่อ ทำให้ “หนัก” ไม่เท่ากัน ดังนั้นการเคลื่อนไหวในท่าต่างๆ นี้จะเป็นการทำให้ตะกอนเหล่านี้ฟุ้งกระจายกลับเข้าไปในกระเปาะหูชั้นใน ซึ่งจะมีการดูดซึมต่อ
โดยปกติแล้วจะไม่ให้ใช้ยามาก เนื่องจากยาบรรเทาอาการเวียน เป็นการบรรเทา และเสมือนหยุดยาไม่ได้ ต้องใช้ต่อเนื่องกันนานๆ เป็นเดือน เป็นปี
อาการเวียน-หมุนแต่ละครั้ง สาเหตุอาจจะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นโรคในสมอง อาจจะเกี่ยวกับ เป็นเส้นเลือดคู่หลัง (เส้นเลือดในสมองมี 2 คู่ คู่หน้าคู่หลัง) ที่วิ่งเลาะผ่านกระดูกก้านคอเข้าไปในสมอง โดยที่ถ้าขยับศีรษะหรือหมุนบิดคอ รุนแรง เนิ่นนาน จะทำให้เส้นเลือดตันทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
หรือเกิดจากเส้นเลือดสมองคู่หลังโก่งเข้าไปเบียดเส้นประสาทหูทรงตัว หรือกระเปาะน้ำในหูชั้นใน ผิดปกติ กลายเป็น น้ำในหูไม่เท่ากันที่ต่อมามีเสียงดังในหู และการได้ยินลดลง
ดังนั้น ทุกครั้งต้องจำลักษณะอาการให้ได้ เนื่องจากขณะที่มาตรวจอาจจับผู้ร้ายไม่ได้ เพราะไม่มีอาการแล้ว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เส้นเลือดสมองอุดตันจาก 'ฉีดฟิลเลอร์' เปิดผลวิเคราะห์ข้อมูล 30 ปี
ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ เปิดข้อมูลเรื่อง"เส้นเลือดสมองอุดตันจากการฉีดสารเติมเต็มที่หน้า วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี"
อาจารย์หมอเฉลย! กินตอนไหน แบบใด ถึงดีต่อสุขภาพ
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง อาจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หมอธีระวัฒน์ แนะลดเสี่ยงโรคหัวใจ-เมตาบอลิค เรียนรู้จากธรรมชาติ ไม่มีสตางค์เข้าฟิตเนสก็เท่ห์ได้
วิถีชีวิตของคนรุ่นปู่ย่าตาทวดทั้งสิ้น อย่าคิดว่าเป็นของเชยล้าสมัย จารึก และคำสอนของบรรพบุรุษการวิจัยจากการสังเกตทำซ้ำ และปรับแต่งจนกระทั่งได้ผลซึ่งเมื่อทำอีกก็ยังได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม
'อาจารย์หมอ' เตือน 'ฮีทสโตรก' เทอร์โมสตัทพัง ภาวะสมองถูกหลอก อวัยวะสุก
ค่าดัชนีความร้อน heat index ไม่เท่ากับอุณหภูมิ ที่วัดภายนอกและจะสูง ขึ้นตามความชื้นสัมพัทธ์ โดยจะค่อยๆไปหลอกสมองให้ยินยอมตาม
ผงะ! หมอธีระวัฒน์เปิดข้อมูลปรากฏการณ์จันทร์หม่นเชื่อมโยงการฆ่าตัวตาย
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
'ทรัมป์' เพี้ยนหนัก! แถสีข้างถลอกอ้างโพสต์ภาพตัวเองเป็น 'หมอ' ไม่ใช่ 'เยซู'
หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ภาพที่สร้างจากเอไอผ่านโซเชียลมีเดียในช่วงดึกของวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2026 เป็นภาพของเขาอ

