บุรุษผู้ตบหน้าประธานาธิบดีฝรั่งเศสโดนตัดสินจำคุก18เดือน


เพิ่มเพื่อน    

ศาลฝรั่งเศสตัดสินลงโทษชายวัย 28 ปี ที่สร้างความตกตะลึงด้วยการตบหน้าประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง เมื่อวันอังคารที่่ผ่านมา โดยสั่งจำคุกเขา 18 เดือน แต่โทษ 14 เดือนรอลงอาญา ทำให้เขาต้องนอนคุกสิริรวม 4 เดือน

    รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน กล่าวว่า ดาเมียน ตาเรล ชายวัย 28 ปี ผู้คลั่งไคล้ประวัติศาสตร์ยุคกลาง โดนควบคุมตัวไว้นับตั้งแต่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จังหวัดโดรมเมื่อวันอังคารที่่ผ่านมา ซึ่งอัยการอเล็กซ์ เปรอง กล่าวต่อศาลเมืองวาลองซ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า เป็นการกระทำที่ "ไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง" และเป็น "การใช้ความรุนแรงโดยเจตนา" และขอให้ศาลลงโทษจำคุกเขา 18 เดือน

    ตามฐานความผิดนั้น ชายหนุ่มผู้นี้เสี่ยงต่อการโดนลงโทษจำคุก 3 ปีและปรับอีก 45,000 ยูโร (ราว 1.7 ล้านบาท

    ในคำตัดสินของศาลภายหลังการไต่สวนอย่างรวดเร็ว ผู้พิพากษาลงโทษเขาตามที่อัยการเสนอ คือจำคุก 18 เดือน แต่โทษ 14 เดือนให้รอลงอาญา ภายหลังคำพิพากษา เขาถูกจับกุมและส่งเข้าคุกเพื่อเริ่มรับโทษทันทีตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป

    หนุ่มผู้คลั่งไคล้บอร์ดเกมและประวัติศาสตร์ยุคกลางผู้นี้กล่าวกับพนักงานสอบสวนว่า ที่เขาทำลงไปนั้นเกิดด้วยสัญชาตญาณและไม่ทันยั้งคิด เหตุการณ์นี้เกิดระหว่างที่เขามารอดูผู้นำฝรั่งเศสเยี่ยมชมโรงเรียนในหมู่บ้าน Tain-l'Hermitage แล้วมาครงเดินทางทักทายประชาชนที่ยืนดูอยู่หลังแผงเหล็ก โดยมาจับมือทักทายเขา

    สถานีข่าว BFM รายงานว่า ระหว่างให้การในศาล ตาเรลแสดงความเห็นใจขบวนการ "เสื้อกั๊กเหลือง" ที่ต่อต้านรัฐบาล และว่า เขาและเพื่อน 2 คนเคยคิดกันว่า จะปาไข่หรือพายครีมใส่ศีรษะของประธานาธิบดีระหว่างมาเยือนจังหวัดโดรมครั้งนี้ "มาครงเป็นตัวแทนความเสื่อมถอยของประเทศเรา" เขากล่าวต่อศาล

    หนุ่มตกงานที่ใช้ชีวิตอยู่กับแฟนสาวพิการโดยอาศัยเงินสวัสดิการ กล่าวว่า เขารำคาญที่มาครงตัดสินใจเดินมาทักทายเขา ซึ่งเป็น "ยุทธวิธีการเลือกตั้งที่ผมไม่ชอบ"

    ด้านผู้นำฝรั่งเศสวัย 43 ปีกล่าวภายหลังโดนทำร้ายว่า เหตุการณ์นี้เป็นแค่เหตุการณ์เดี่ยวๆ ที่เกิดขึ้น เขาจะยังคงพบปะกับผู้มีสิทธิลงคะแนนต่อไป แม้ว่าจะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยก็ตาม และในการตอบคำถาม BFM อีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดี มาครงกล่าวว่า นี่เป็นพฤติกรรมรุนแรงและโง่ ถือเป็นผลลัพธ์จากบรรยากาศของความเกลียดชังบนโซเชียลมีเดียที่ผู้คนคุ้นเคย แล้วคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะทำได้เมื่อเผชิญหน้ากับผู้คนจริงๆ.