พท.ได้ทีซักฟอก‘อนุพงษ์’


เพิ่มเพื่อน    

  เพื่อไทยเพิ่งเข้าใจ ทุจริตเชิงนโยบายคืออะไร ไล่บี้ "อนุพงษ์" เผย 5 ข้อพิรุธโครงการโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โยงกรณีย้ายผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ ลั่นแค่สงสัยยังไม่ได้บอกว่าใครทุจริต แต่ถ้าเป็นการเมืองปกติถูกซักฟอกไปแล้ว เตรียมคุ้ยตารางนัดหมายลูกชาย มท.1 กับ ผวจ.ภูเก็ต มาเผยกับสาธารณะ

    เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์  โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง  ได้พาน้องเกี่ยวก้อยลงพื้นที่ร่วมงานไทยนิยมยั่งยืน เพื่อชุมชนอยู่ดีมีสุข ในเขต กทม. ที่ พล.ม.2 รอ. โดยได้ร่วมสร้างความเข้าใจใน “สัญญาประชาคม” กับประชาชน เพื่อให้สามารถนำสัญญาประชาคมไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ 
    รวมถึงยังได้ร่วมรับฟังปัญหาที่รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เช่น ปัญหาหนี้นอกระบบ ปัญหายาเสพติด ปัญหาขยะ เพื่อให้เกิดการบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน
    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังต้องเผชิญกับข้อกล่าวหากรณีโครงการจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยแบบครบวงจรเพื่อแปรรูปผลิตพลังงาน หรือโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย (มท.) จำนวนทั้งสิ้น 7,852 แห่ง โดยมีงบประมาณกว่า 178,000 ล้านบาท ที่ส่อว่าอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น
    นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีข้อสงสัยหรือข้อพิรุธว่าอาจจะมีการทุจริตเชิงนโยบาย คือ
     1.ครม.มีมติให้การบริหารจัดการขยะ ซึ่งแต่เดิมมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่น ได้ปรับเปลี่ยนมาให้กระทรวงมหาดไทยกำกับดูแลจังหวัดและ อปท.ในการจัดทำแผนการบริหารจัดการและแผนปฏิบัติการเพื่อขอตั้งงบประมาณรายปีในการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย
     2.มีการจัดตั้งองค์กรเป็นการภายในที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มท. เพื่อพิจารณาโครงการศูนย์กำจัดขยะฯ ขึ้นเป็นการเฉพาะกิจ ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย
สงสัยลูกชาย มท.1
       3.มีข้อสังเกตว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 งดเว้นการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA  และยกเว้นกฎหมายผังเมือง ทั้งๆ ที่การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญยิ่งสำหรับโครงการที่อาจมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกับประชาชน ซึ่งหากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ผู้ใช้มาตรา 44 จะรับผิดชอบอย่างไร 
    4.มีข้อสังเกตว่า สื่อมวลชนออสเตรเลีย ซิดนีย์มอร์นิงเฮรัลด์ ได้เสนอข้อมูลเชิงลึกถึงเหตุผลในการย้ายนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร จาก ผวจ.เชียงราย ไปเป็น ผวจ.พะเยา เพราะปกป้องงบประมาณของทางราชการด้วยการไม่เห็นชอบโครงการที่ไม่ถูกต้องหลายโครงการ และหนึ่งในหลายโครงการ มีโครงการกำจัดขยะของจังหวัดเชียงรายรวมอยู่ด้วย โดยมีโครงการศูนย์บริหารจัดการขยะและเตาเผาขยะ มูลค่า 12 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งสร้างขึ้นมาโดยไม่ได้มีการฟังความเห็นของชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง รวมทั้งอาจจะใช้งานไม่ได้อีกด้วย เพราะตั้งแต่สร้างมาไม่ได้ใช้งานแต่อย่างใด
       5.มีสื่อบางฉบับมีข้อสงสัยว่า กรณี มท.1 ปฏิเสธว่า ลูกชาย มท.1 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างโรงงานกำจัดขยะของ มท. แต่เหตุใดลูกชาย มท.1 จึงมีนัดหมายพบ ผวจ.ภูเก็ต ในเรื่องดังกล่าว ในวันที่ 3 พ.ค.61 ที่ผ่านมา แม้ มท.1 จะออกมาปฏิเสธแทนลูกชายว่าไม่ได้พบกับ ผวจ.ภูเก็ต แต่นัดหมายดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ ได้กระจายไปทั่วแล้ว แม้ ผวจ.ภูเก็ตจะตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าลบนัดหมายไปแล้ว และจำภาพคนมาพบไม่ได้ ก็ยิ่งเป็นข้อน่าสงสัยมากยิ่งขึ้น เพราะการนัดหมาย ผวจ.ในแต่ละวันมีข้อราชการสำคัญ ต้องผ่านการกลั่นกรองจากเลขานุการ และได้รับความเห็นชอบจาก ผวจ.จึงจะลงนัดหมายได้ ยิ่งเป็นการนัดหมายจากลูกชาย มท.1 แล้ว จะลงนัดหมายหลวมๆ โดยมิได้ตรวจสอบความถูกต้อง ไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริง
         อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ สื่อฉบับที่เผยแพร่การนัดหมายดังกล่าว คงมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการได้มาซึ่งตารางนัดหมายของลูกชาย มท.1 กับ ผวจ.ภูเก็ต เพื่อให้สังคมคลายข้อสงสัยต่อไป
          ทั้งนี้ ทั้ง 5 ข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้น ในชั้นนี้ยังเป็นเพียงข้อสงสัยหรือข้อพิรุธ ยังมิได้กล่าวหาว่า มท.1 หรือผู้ใดทุจริตในโครงการกำจัดขยะ  
อยากซักฟอก
        อนึ่ง จากข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ถ้าเป็นช่วงการเมืองปกติ มท.1 ก็คงถูกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว เพื่อเป็นการขอตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา โดยมีเหตุผลสำคัญเพื่อรักษางบประมาณแผ่นดินของชาติให้ใช้ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด
        ประการสำคัญ สังคมคงอยากเห็นนายกรัฐมนตรีซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายการปราบปรามการทุจริต ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการบริหารจัดการโครงการกำจัดขยะของ มท. ว่ามีการดำเนินการที่ส่อว่ามีการทุจริตในขั้นตอนใดหรือไม่ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าลูกชาย มท.1 อาศัยอำนาจและบารมีของบิดาเข้าไปทำธุรกิจโครงการกำจัดขยะจริงหรือไม่ 
         นอกจากนี้ สังคมคงอยากเห็น ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระทำงานเชิงรุก ด้วยการลงไปตรวจสอบและให้คำแนะนำโครงการใหญ่ทั้งระบบที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มท. และลงไปตรวจโครงการย่อยที่จังหวัดเชียงราย ว่าโครงการก่อสร้างเสร็จแล้วใช้งานไม่ได้จริงหรือไม่ ป.ป.ช.ก็จะได้ชื่อว่าเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต ไม่สองมาตรฐาน ความเชื่อมั่นด้านการปราบปรามการทุจริตก็จะฟื้นกลับคืนมา
    ด้าน ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ คณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวนี้ใช้งบประมาณไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นโครงการนี้ควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชนในการแก้ไขปัญหาขยะและลดมลพิษ แต่กลับแปรผันกลายเป็นว่า ปัจจุบันชาวบ้านได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจากบ่อขยะที่ส่งกลิ่นเหม็น น้ำที่เน่าเสีย ทำให้เกิดมลภาวะและมลพิษ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลทางเกษตร และบั่นทอนสุขภาพของชาวบ้าน เหตุดังกล่าวก่อให้เกิดการร้องเรียนต่อหน่วยงานในหลายจังหวัด แต่ภาครัฐยังไม่มีผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ จึงได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงใช้อำนาจพิเศษตาม ม.44 งดเว้นการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA เพราะเรื่องโรงงานขยะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชุมชน เพราะฉะนั้นประชาชนควรจะมีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์ และควรจะดำเนินการจัดทำ EIA ให้ถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล
ยังไม่ได้กล่าวหา
    ส่วนกรณีที่มีการตั้งประเด็นข้อสงสัยกรณีลูกชาย พล.อ.อนุพงษ์ ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างโรงงานขยะของ มท.หรือไม่นั้น และเหตุใดลูกชาย มท.1 ถึงได้มีการนัดหมายกับนายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนั้น ร.ต.อ.วัฒนรักษ์กล่าวว่า เป็นเพียงข้อสงสัยของประชาชนเท่านั้น ยังมิได้เป็นการกล่าวหา มท.1 ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่แต่อย่างใด ซึ่งประเด็นนี้ทางพรรคเพื่อไทยขอให้สื่อต่างๆ ช่วยติดตามเรื่องนี้กันต่อไป และอยากวอนขอให้ภาคประชาชนช่วยกันคนละไม้คนละมือช่วยกันตรวจสอบโรงงานขยะของ มท. ในส่วนที่ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ว่าทำถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และควรจะมีหน่วยงานมาช่วยในการตรวจสอบว่าส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างไร และหากพบข้อสงสัยควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบ
    นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ทุจริตโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ หรือโรงพักทดแทน 396 แห่งว่า เรื่องนี้เวลาผ่านมากว่า 7 ปี และได้ทิ้งเศษซากการทุจริตไว้เป็นหลักฐานอยู่ทั่วประเทศ ตามสถานีตำรวจต่างๆ ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จและไม่ได้ก่อสร้างต่อ ตนเชื่อว่าเรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้วว่าใครถูก ใครผิด เพียงแต่ถูกประวิงเวลาและดึงเวลาให้ล่วงเลย แต่วันนี้ ป.ป.ช.ได้มีการตั้งข้อกล่าวหานายสุเทพ ซึ่งเป็นรองนายกฯ กำกับดูแลตำรวจในขณะนั้นกับพวก จึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ถึงแม้เวลาผ่านมานาน แต่ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะนำคนดีที่ทำผิดมาลงโทษ 
          ส่วนที่นายสุเทพออกมาระบุว่ามีขบวนการในการตั้งข้อกล่าวหา ทั้งนักการเมือง พรรคการเมือง ข้าราชการ สตช. ดีเอสไอ จนมาถึงขั้นตอนของ ป.ป.ช. และคณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.มีอคตินั้น อยากให้นายสุเทพ ลองย้อนกลับไปว่า ในอดีตที่ผ่านนายสุเทพเคยสนับสนุนการทำงานของ ป.ป.ช.มาโดยตลอด ว่าตรงไปตรงมาในการปราบปรามทุจริต โดยเฉพาะคดีของพวกตนและพรรคเพื่อไทยและคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนายสุเทพ แต่พอวันนี้โดนตั้งข้อกล่าวหาทุจริตบ้าง กลับออกมาฟาดงวงฟาดงาบอกว่า ป.ป.ช.ทำงานอย่างมีอคติ มีธง เรียกร้องให้ประชาชนมาตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช.   
แม่น้ำสายไหน?
         "ป.ป.ช.ชุดนี้ก็รู้ดีอยู่แล้วว่ามาจากแม่น้ำสายไหน สายเดียวกับที่นายสุเทพเป็นคนขุดให้ไหลมาหรือไม่ นายสุเทพเรียกร้องให้ทุกคนเคารพการตรวจสอบ ก็ต้องบอกตัวเองด้วย อยากเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ใครผิดว่าไปตามผิด ใครถูกว่าไปตามถูก ไม่อยากให้เป็นเพียงกระแสข่าวแล้วก็หายไป อย่าให้เป็นมวยล้มต้มคนดู หรือเป็นเพียงการฟอกตัวให้กับใคร" นายก่อแก้วกล่าว
.    ขณะที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช. กล่าวว่า การที่นายสุเทพโต้ ป.ป.ช.ในกรณีดังกล่าว บ่งบอกให้เห็นว่านายสุเทพผิดหวังที่ถูกขุดเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่เห็นคุณงามความดีกันหรืออย่างไร นายสุเทพแคร์กับเรื่องนี้มาก เป็นสาเหตุที่นายสุเทพจำเป็นต้องล้มรัฐบาลก่อนหน้านี้หรือเปล่า
    เธอกล่าวว่า นายสุเทพมองเห็นว่าการถูกดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีทุจริตโรงพัก คดีแฟลตตำรวจ หรือคดีสลายการชุมนุมปี 53 เป็นเรื่องใหญ่โต ซึ่งจะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่คดีสลายการชุมนุมปี 53 นายสุเทพก็หลุดแล้ว โดย ป.ป.ช.ไม่สั่งฟ้อง ตอนนั้นก็ชื่นชมและขอบคุณ ป.ป.ช.ว่าให้ความเป็นธรรม
    ประธานที่ปรึกษา นปช.ระบุว่า เรื่องนี้มันมีประจักษ์พยานทางวัตถุถึงความเสียหายอันเกิดจากการยกเลิกสัญญาเก่า 9 สัญญา แล้วมารวมเป็นสัญญาเดียว เด็กเล็กๆ ก็อ่านออกว่าเพราะอะไร มีผลประโยชน์หรือเปล่าไม่รู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความล้มเหลวกว่า 5 พันล้าน ยังไม่นับความล้มเหลวที่ตำรวจต้องไปนั่งทำงานในห้องน้ำ เอาผู้ต้องขังไปอยู่ในห้องน้ำห้องส้วมก็มี หรือตำรวจต้องไปนั่งทำงานในตู้คอนเทนเนอร์ก็มี หรืออาศัยใต้ถุนวัดต่างๆ ก็มี ความเสียหายเช่นนี้ไม่นับเป็นเงิน และสุดท้ายรัฐบาลก็ต้องไปหามากว่า 7 พันล้านเพื่อดำเนินการใหม่ 
    "คุณสุเทพมีความกังวลเรื่องคดีความเยอะ แต่ถ้ากังวลคดีความแล้วต้องสร้างม็อบ ต้องชัตดาวน์กรุงเทพฯ และทำร้ายประเทศถึงขนาดนี้ เพราะต้องการแก้ปัญหาคดีความ มันไม่เห็นแก่ตัวมากเกินไปหรือเปล่า" นายธิดากล่าว. 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.