ไปปะทะลมร้อนยุโรป ที่อาลิคันเต


   

(ภูเขา Benacantil มีปราสาท Santa Barbara ตั้งอยู่)

    ถ้าพูดถึงสเปน ส่วนใหญ่ก็รู้จักแต่มาดริด เมืองหลวง แต่สำหรับ "อาลิคันเต" หลายคนก็อาจจะงงๆ ว่าอยู่ตรงไหนของแผนที่ จริงๆ แล้วอาลิคันเตก็เหมือนพัทยา หรือภูเก็ตบ้านเรา ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเล เพราะตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นจังหวัดหนึ่งในแคว้นวาเลนเซีย จากมาดริดถ้าจะไปทางรถก็ใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมง

(พื้นที่ริมชายหาด Postiguet ที่สะอาดสะอ้านมาก ปูกระเบื้องลายเกลียวคลื่น)

    เหตุที่ต้องไปอาลิคันเต ก็ต้องบอกว่าด้วยความจำเป็นบางประการ แถมช่วงที่ไปยังเป็นช่วงต้นเดือนสิงหาคม เป็นช่วงหน้าร้อนของยุโรปพอดีอีกด้วย ตอนแรกช่วงจัดกระเป๋าก็คิดว่าร้อนของยุโรปคงไม่เท่าไหร่ เราคนไทยเจอมาเยอะแล้ว ภูมิต้านทานเพียบ ยุโรปจะเท่าไหร่กันเชียว แต่ที่ไหนได้ยุโรปเดือนสิงหา.ร้อนพอๆ กับเดือนเมษาบ้านเราเลย หรืออาจจะร้อนกว่าด้วยซ้ำบางช่วงบางเวลา เพราะอากาศที่นี่จะร้อนแห้งไม่ได้ร้อนชื้นแบบเมืองไทย แถมช่วงกลางวันยังยาวนานกว่ากลางคืนอีกด้วย กว่าพระอาทิตย์จะตกดินก็ปาเข้าไป 3 ทุ่ม ช่วง 1 ทุ่มแดดยังแจ๋พอๆ กับช่วงบ่าย
    ที่อาลิคันเตอากาศก็จะอยู่ในช่วงประมาณ 20-30 กว่าๆ แต่คนสเปนไม่ได้ยี่หระ โดดหย็องแหย็งหรือรีบวิ่งเข้าหาที่ร่มเมื่อเจอแดด ไม่มีใครใช้ร่มหรือสวมหมวกให้วุ่นวาย นี่คือข้อแตกต่างระหว่างคนไทยกับสเปน
    ถึงจะร้อนตับแตกแต่คนสเปนก็ไม่ได้กลัวแดด สาวๆ พากันใส่กางเกง "สั้นจู๋ สุดใจ" เดินกันไปมาตามท้องถนนแบบไม่กลัวขาดำกันเลยสักนิด (อดห่วงไม่ได้ 555) ที่บอกว่า "สั้นสุดใจ" ก็เพราะด้านหน้ากางเกงถูกกุดจนสุดของขา ส่วนด้านหลังก็สั้นเถิกขึ้นไปในระดับพอที่จะเห็นแก้มก้นแพลมออกมาหน่อยๆ พอให้ทักทายสายตาคนที่เดินตามหลังได้
    กางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋จึงเป็นแฟชั่นสุดฮิตในช่วงหน้าร้อน โดยเฉพาะวัยรุ่น ถ้าคนไหนไม่ใส่ถือว่าเชย หรือใส่แล้วสั้นไม่จริงก็ถือว่าเชยอีก ส่วนสาวๆ ที่ไม่ใช่วัยรุ่นถึงขาจะใหญ่ หรือมีแต่เซลลูไลต์ก็บ่ยั่น พากันใส่ขาสั้นประชันโฉมแบบไม่มีใครยอมใคร

(ริมอ่าวชายหาด Postiguet ซึ่งแจ่มที่สุดของอาลิตันเต ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)

    วกมาเรื่องอาลิคันเตที่เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลอีกครั้ง โรงแรมที่พวกเราพักอยู่ติดริมชายหาด Postiguet ซึ่งเป็นชายหาดที่แจ่มที่สุดของอาลิตันเต เป็นหาดติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้านหนึ่งมีอ่าวจอดเรือ แน่นอนว่าต้องเป็นเรือสำราญ เรือใบ และเรือยอชต์ สภาพโดยรวมของหาดสะอาดสะอ้านมากๆ สมกับที่เคยได้รับรางวัลด้านความสะอาดและความสะดวกปลอดภัยในการเล่นน้ำมาแล้ว ริมหาดน้ำไม่ลึก น้ำค่อนข้างอุ่นตลอดทั้งปี แม้หน้าหนาวมาเยือนน้ำที่นี่ก็ไม่เย็นมาก คงเป็นเพราะเป็นโซนอากาศแบบเมดิเตอร์เรนียน ซึ่งอีกฟากหนึ่งของทะเลลิบๆ ก็คือทวีปแอฟริกา มีหน้าด่านคือประเทศแอลจีเรีย

(อีกมุมของหาดมีร้านอาหารตั้งอยู่เรียงราย)

    อาหารมื้อแรกของเราที่อาลิคันเตเริ่มที่ร้านริมหาด Postiguet ซึ่งมีร้านอาหารตั้งเรียงรายตลอดทาง แต่ร้านที่ว่าไม่ใช่แบบเอาเตา หม้อ ไหมาตั้ง ผัดกันริมหาดเหมือนบ้านแรา แต่เป็นร้านที่อยู่ในอาคารริมหาดและใช้พื้นที่บริเวณหาดที่คงจัดโซนไว้เรียบร้อย ตั้งโต๊ะ เพื่อลูกค้าจะได้รับลมและบรรยากาศชายทะเลอย่างเต็มที่

(หนุ่มสเปนบริกรร้านริมหาด เชิญชวนให้นั่งรับประทานอาหารร้านของเขา)


    ทุกร้านที่เราเดินผ่านจะมีพนักงานเดินเตร็ดเตร่หน้าร้าน ส่งเสียงเรียก เชิญชวนลูกค้า เหมือนร้านในบ้านเรายังไงยังงั้น พวกเราถูกทักด้วยคำว่า "หนีห่าว" หน้าตาคงเหมือนทัวร์จีน ในที่สุดเราก็เลือกกันได้ร้านหนึ่ง เมนูที่สั่งมีข้าวผัดสเปน หอยแมลงภู่อบ พิซซ่า ปลาหมึกชุบแป้งทอด และผัดเห็ดอีกหนึ่งอย่าง ตบท้ายด้วยน้ำเปล่า ผลลัพธ์ของมื้อนี้ดูเหมือนพิซซ่าจะเข้าท่าที่สุด ส่วนข้าวผัดสเปนสีเหลืองๆ ที่บอกว่าอร่อยกันนักหนา บอกได้ว่าไม่ผ่าน หรืออาจจะเป็นเพราะร้านนี้ทำไม่อร่อยก็เป็นได้

(หญิงสาวนางหนึ่งจอดจักรยานริมตึกติดกับหาด สูบบุหรี่ปุ๋ยๆ ดูเท่มาก พอหันมาเห็นเราถ่ายรูป ก็ยิ้มร้า ไม่ว่าอะไร)

(สามสาววัยเดียวกัน นั่งดูพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินริมหาด ซึ่งมีผู้สูงอายุมาเดินเล่นเยอะมาก)

(ความงดงามริมฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน เรือสำราญท่องเที่ยวกำลังแล่นเช้าฝั่ง)


    จะบอกว่าอาหารไทยดังมาก มีอยู่ร้านหนึ่งที่บอกว่าเป็นไทยฟู้ด ด้านหน้าแบ่งเป็นคอกไว้ผัดกับข้าว เราเห็นกระทะแบบจีนที่ใช้ในร้านอาหารบ้านเราตั้งวางอยู่ ใจชื้นมาก พอนั่งลงสาวเสิร์ฟสเปนก็มารับออเดอร์ พวกเราสั่งผัดกะเพราไก่กับเนื้อ บอกเผ็ดๆ สาวเสิร์ฟทวนคำสั่งเรียกผัดกะเพราเต็มปากเต็มคำเหมือนเราเด๊ะ เราคิดว่าร้านนี้อาจจะมีกุ๊กคนไทย เป็นความหวังที่จะได้ลิ้มรสชาติอาหารแบบไทยแท้ๆ หรือใกล้เคียงที่สุด และแล้วชายเอเชียร่างเล็กๆ ก็โผล่มา เข้าไปในคอกลงมือผัดอาหาร พวกเราเมียงมอง เผื่อสบตากันจะได้รู้ว่าเป็นคนไทยด้วยกันนะ แต่ปรากฏว่าคุณเชฟไม่มองสักนิด ผัดอย่างเดียว เสียงเคาะกระทะดังโป๊งเป๊ง เสียงผัดนี่ก็ใช้ได้เลย สักพักอาหารก็มาวางตรงหน้า จานใหญ่มาก ผัดกะเพราก็คือผัดพริกใส่โหระพา ที่บอกว่าเผ็ดๆ ก็คือพริกหวานที่ใส่มาเยอะมากกว่าปกติ รสชาติไม่ผ่าน กับเยอะแต่ข้าวน้อย กินกันเหลือบานเพราะเยอะเกินไปจริงๆ เรียกว่าผิดหวังอย่างแรง แถมราคาก็แพงอีกด้วย
    อย่างที่บอกว่าโรงแรมอยู่ติดกับชายหาด มีวิวดีมากๆ โรงแรมที่พักยังเป็นตึกสูงที่สุดในย่านนี้อีกด้วย สูงถึง 28 ชั้น พวกเราได้ห้องอยู่ชั้น 17, 22 และ 23 กระจายกันไป ทำให้สามารถเห็นวิวทิวทัศน์ในมุมกว้างได้ดี นอกจากวิวทะเลและชายหาดแล้ว ถ้าเปิดประตูระเบียงออกไปก็จะเห็นเขาลูกหนึ่งตั้งตระหง่านตรงหน้า

(ยอดเขา Benacantil ที่ตั้งตระหง่านตรงข้ามห้องนอนในโรงแรม เปิดไฟสว่างไสว สวยงาม สร้างสีสันให้กับเมืองอย่างมาก)

    ภูเขาที่ว่านี้ก็คือ Benacantil เป็นที่ตั้งของปราสาท Santa Barbara ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 166 เมตร ปราสาทซานตาบาร์บารานี้เป็นปราสาทยุคกลางที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในทวีปยุโรป ตัวปราสาทสร้างครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของภูเขา ตามข้อมูลที่หาได้บอกว่า ปราสาทมีอายุมากกว่าพันปี สมัยหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 9 เคยถูกปกครองโดยผู้นำมุสลิม ปราสาทแห่งนี้ได้รับการดูแลอย่างดีมาตลอด และยังคงสภาพดีมาจนถึงปัจจุบัน
    วันแรกๆ ที่มาถึงก็สงสัยว่าภูเขาตรงหน้านี้คืออะไร แต่พอฟ้ามืดมองไปทางตัวปราสาทก็จะเห็นแสงสีระยิบระยับ เพราะมีการเปิดไฟรอบๆ ภูเขา ทำให้ปราสาทดูสวยมากในช่วงกลางคืน เป็นการสร้างบรรยากาศสีสันให้กับเมือง ผนวกกับริมหาดที่คึกคักไปด้วยผู้คนที่นั่งดื่มกิน ร้านอาหารยังเปิดคึกก็ยิ่งทำให้เมืองมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

(จุดหนึ่งของประตูทางเข้าปราสาท)

    หลังจากนัดแนะกันว่าวันพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวปราสาทกันแต่เช้า วันรุ่งขึ้นเราออกจากโรงแรมประมาณ 8 โมงเช้ากว่าๆ เดินไปยังทิศทางที่ตั้งภูเขา ถือว่าไม่ไกล ห่างจากโรงแรมประมาณ 800 เมตรเท่านั้นก็ถึงทางขึ้นลิฟต์ไปปราสาท แดดแจ๋มาก ร้อนฝุดๆ ไปถึงเร็วกว่ากำหนดที่ลิฟต์เปิดให้บริการในเวลา 10 โมง พวกเราเลยไปโต๋เต๋กันที่ริมหาด มองคนเล่นน้ำส่วนใหญ่เท่าที่เห็นไม่ค่อยมีสาวๆ มีแต่ผู้สูงอายุที่ใส่ชุดว่ายน้ำมาเล่นน้ำริมหาด ส่วนหนุ่มๆ ก็พากันวิ่งออกกำลังริมหาด ท่ามกลางอากาศที่ร้อนมาก เหมือนพวกบ้าพลัง คิดในใจว่า โห.....จะมาให้ออกกำลังร้อนๆ แบบนี้ไม่เอาหรอก

(ช่วงเช้าก่อน 10โมง มีคนมาเล่นน้ำ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ )


    พอได้เวลาพวกเราก็เดินข้ามถนนไปที่จุดขึ้นลิฟต์ ซึ่งทางเข้ามีลักษณะเป็นอุโมงค์ขุดเจาะจากฐานภูเขา ตรงปากทางมีตู้อัติโนมัติให้ซื้อตั๋วสำหรับขึ้นลิฟต์ ถ้าจำไม่ผิดราคาคนละ 2 ยูโรกว่าๆ หรือประมาณ 100 บาทนิดๆ ได้ตั๋วมาแล้วต้องเดินผ่านอุโมงค์ไปอีกสักระยะจึงจะถึงจุดขึ้นลิฟต์ แสดงตั๋วกับผู้หญิงวัยกลางคนที่เป็นพนักงาน เธอแจกแผ่นพับคู่มือการเดินขึ้นไปชมปราสาท พร้อมกับอธิบายเล็กน้อยถึงการเที่ยวชม ลิฟต์ใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 2 นาทีก็มาถึงด้านบนแล้ว เร็วมากจนเรางง แค่นี้เองเหรอ ตั้ง 2 ยูโรกว่าๆ เหมือนไม่คุ้มค่าตั๋วเลย แต่พอขากลับเดินลงมารู้เลยว่าคุ้มค่าตั๋วจริงๆ เพราะเราใช้เวลาเดินไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ทั้งร้อน ทั้งหนื่อย

(รูปปั้นตราประจำตระกูลหนึ่ง)

    ความเป็นป้อมปราการของปราสาทซานตาบาร์บารา  ยังหลงเหลือให้เห็น โดยเฉพาะช่วงยอดบนสุดที่ทำหน้าที่หอคอยของป้อม คอยสอดส่องศัตรูจากภายนอก เข้าใจว่าศัตรูที่ว่านี่ก็คือพวกมุสลิมที่มาจากฝั่งตรงข้ามที่เป็นแอฟริกา พวกนี้คงยาตราทัพเรือข้ามเมดิเตอร์เรเนียนเข้ามา เทียบช่วงเวลา ป้อมปราการแห่งนี้น่าจะเคยผ่านศึกสงครามครูเสดมาก่อนเป็นแน่

 

(บนยอดปราสาท มีหุ่นทหารทำด้วยเหล็ก  ตั้งวางรอบทิศ บอกเล่าเรื่องราวว่าที่นี่เคยเป็นป้อมปราการป้องกันศัตรูจากภายนอก ที่อยู่อีกฟากของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)
 

(ภาพชีวิตในอดีตของชาวสเปนเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นรูปขาว-ดำที่นำมาจัดแสดงเรียงราย)

    ภายในปราสาทแบ่งเป็นโซนต่างๆ บางโซนก็เข้าไม่ได้ มีอยู่ห้องหนึ่งเป็นจุดแสดงเรื่องราวในอดีตของสเปน มีตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลหรือผู้ปกครองเมืองติดไว้เยอะแยะมาก ทุกตรามีความสวยงามและมีความขลังในตัวเอง ด้านข้างมีคำอธิบายกำกับไว้ทั้งภาษาสเปน ภาษาอังกฤษ บางตราบอกไม่รู้ว่าเป็นของใครก็มีอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ส่วนผนังก็มีรูปภาพชาวสเปนในอดีตแขวนไว้ให้ชมมากมาย เป็นภาพชีวิตชาวสเปนที่น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ส่วนใหญ่เป็นภาพขาว-ดำที่ยังคงความคมชัดไว้อย่างดี

 

(เมืองอาลิคันเต มองจากยอดเขาปราสาท ซานตา บารารา)


    ขากลับต้องยอมรับว่าแฮ่กๆ กันมากๆ เพราะอากาศร้อนจริงๆ บนปราสาทแทบไม่มีต้นไม้ เพราะเป็นภูเขาหินทั้งหมด อมความร้อนไว้อย่างดี เหงื่องี้เต็มตัวเลย น้ำที่อาบมาเมื่อเช้าออกจากโรงแรมอย่างสดชื่นมลายหายไปแล้ว พอถึงโรงแรมอยากจะโดดเข้าห้องน้ำเลยทีเดียว ตอนเย็นพวกเราต้องไปปฎิบัติภารกิจ สรุปว่าวันนั้นเราอาบน้ำ รวมก่อนนอนด้วยก็ 3 รอบ

(ดอกชบาสีชมพู ที่สวยมาก ดอกใหญ่ขึ้นริมประตู ช่วยให้รู้สึกสดชื่นได้บ้าง ท่ามกลางอากาศร้อนจัด)

    บางช่วงมีโอกาสได้ไปเดินย่านดาวน์ทาวน์ ในอาลิคันเต ส่วนใหญ่ใช้การเดินมีบางครั้งที่ใช้บริการแท็กซี่บ้าง ซึ่งไม่แพง เมื่อเทียบกับค่าครองชีพยุโรป ส่วนอัตราค่าบริการจะแบ่งเป็นประมาณ 3 ช่วง ถ้ากลางวันก็อีกอัตราหนึ่ง ถูกที่สุด ส่วนกลางคืนถ้าจำไม่ผิด ไม่เกิน 4 ทุ่มอีกอัตราหนึ่ง และดึกๆ ไปเลยเกิน 4 ทุ่มก็จะแพงขึ้นไปอีก นับว่ายุติธรรมดี
    ที่น่าแปลกใจอีกอย่างที่อาลิคันเตก็คือ เราไม่เจอทัวร์จีนเลยสักคน แต่ที่มาดริดพอจะมองเห็น ผู้คนที่นี่ไม่ได้มองเราด้วยสายตาแปลกๆ ว่าพวกเราที่ดูแตกต่างจากชาวสเปนอย่างชัดเจน เป็นใครมาจากไหน ทุกอย่างเป็นปกติ มีความเป็นมิตรดี เหมือนคนไทยที่ต้อนรับต่างชาติมาบ้านเรายังไงยังงั้น
    ทริปหน้าจะพาไปวาเลนเซีย แค่หนึ่งวันที่เกินคุ้ม.

 


"แอมเนสตี้" ถอด "อองซาน ซูจี" พ้นทูตแห่งมโนธรรมสำนึกเห็นหัวข่าวนี้ปุ๊บ.........ความรู้สึกตอบสนองเกิดกับผมปั๊บ "โธ่...ไอ้องค์กรสถุล"!

ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย
"เลือกตั้ง" มีอะไรมากกว่าที่คิด?
จากบ้อง(ทำท่า)สู่อุตสาหกรรม
'กัญชากับท่าทีใหม่รัฐบาล'