'ปอยฝ้าย'เผยติดเหล้าหนักอ้วกเป็นเลือด-วูบคาเวที


   

 

          หากพูดถึงเพลง "มันต้องถอน" หลายคนก็คงจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดี แต่ล่าสุดเจ้าของเพลงอย่างนักร้องหนุ่ม "ปอยฝ้าย มาลัยพร" ได้มาเผยถึงชีวิตช่วงที่กำลังดังแต่ต่อมาไม่นานกลับพังไม่เป็นท่าเพราะติดเหล้าหนักจนน็อกคาเวที โดยเจ้าตัวมาเปิดใจถึงเรื่องนี้ผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ว่า
          "ติดเหล้า ติดจริงครับ ตอนร้องเพลง มันต้องถอน มันทำให้มีชื่อเสียง และจะทำให้ไม่มีชื่อ เพราะติดเหล้าจริง แต่ตอนนั้นยังไม่ติด แต่ก็กินนะ กินมาประมาณ 20 ปีติดจริงๆ ประมาณ 7 ปี มันหยุดไม่ได้ หยุดมันจะเก้อๆกังๆ มือสั่น ทำอะไรก็ไม่มั่นใจ คือตื่นมาต้องถอน ตื่นมาต้องกินเลย คิดถึงเหล้าเป็นอันดับแรก 
          เริ่มดื่มเหล้าตั้งแต่ประมาณอายุ 20 ปี ถามว่าเลิกได้หรือยัง ตอนนี้เป็นผู้ป่วยอยู่ ทุกวันนี้ต้องไปหาหมอ มียากิน คุณหมอเขาบอกว่าถึงแม้เลิกได้ก็อย่าประมาท ต้องระวังตัวเองตลอดเวลา มีผลข้างเคียงกับร่างกายเต็มๆเลย ตับอักเสบ แล้วสมองเบลอ พูดช้า รับมุกเล่นตลกอะไรก็เบลอไปหมด แต่ผมภูมิใจตัวเองมาก ตายในหน้าที่ ตายหน้าเวที คือผมร้องเพลงท่อนสุดท้ายล้มลงเลย ทุกคนตบมือคิดว่าเล่นเหมือน นักดนตรีรีบลงมาอุ้มผมกลับหลังเวที ตอนนั้นรู้ว่าตัวเองไม่ไหวแล้วมันวูบ
          ไปโรงพยาบาลหมดทุกโรงพยาบาลที่ไปเล่นคอนเสิร์ต อย่าว่าแต่โรงพยาบาล ตามอนามัยตามตำบนก็ต้องไปเข้ากลูโคส ร่างกายมันไม่มีน้ำตาล คือไปให้น้ำเกลือตามโรงพยาบาล อนามัยทั้งหมดประมาณ 40-50 ที่เห็นจะได้ ดื่มหนักจนตาเหลือง เหลืองทั้งตัว ตอนนั้นถ้าไม่ได้โรงพยาบาลที่ดีหน่อยคงไม่รอด บางครั้งถึงกับอ้วกเป็นเลือด ผมไปคอนเสิร์ตที่ลาวก็ไปน็อกกลางวัน เพราะหาซื้อเหล้าที่เราเคยกินไม่ได้ เหล้าขาวเราต้มผมก็เอามาดื่มทีนี้อ้วกออกมาเป็นเลือด ช่วงที่ตาเหลือง พักฟื้นประมาณ 4-5 เดือน ก็กลับมาดื่มมอีก เริ่มจากคำว่านิดหน่อยไม่เป็นไร

 

 

          ก็กลัวตายนะถ้าถึงเวลา แต่มันยังไงไม่รู้เพราะว่าด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอร์ ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ ด้วยสังคมที่เราอยู่งานที่เราทำ จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเลิกได้จริงๆ เกี่ยวกับอาการป่วยด้วย เกี่ยวกับภรรยาด้วยทั้งสองอย่าง ทั้งหนี้สิน ทุกอย่างรวมกัน คือพอเราดื่มมันเป็นปัญหาเดิมๆ คือรู้สึกว่างานด่วนมันจะเข้ามาทันที เราต้องพร้อมเสมอ แล้วถ้าไม่เลิกภรรยาจะเลิกกับผม ผมคิดว่าถ้าภรรยาเลิกเรายิ่งจะต้องกินหนัก สุขภาพจิตอีก หลายๆอย่างมันจะตามมา เขาบอกว่าถ้าคุณไม่เปลี่ยนฉันไม่อยู่ด้วยแล้วนะ แต่เขาก็ดีนะ พยายามเข้าใจ เขาเป็นผู้หญิงต้องไปซื้อเหล้าให้แฟน
          เคยขู่ถ้าไม่ไปซื้อเหล้าจะเอามีดปาดคอตัวเอง คืออตอนนั้นเป็นช่วงเราเมา แต่มันยังสลึมสลือ แบบอารมณ์คนเมาถ้าดีใจมันจะมันก็จะดีหลายเท่า ถ้าโกรธมันก็โกรธหลายเท่า พอตัดสินใจจะเลิก ยากนะครับ ขั้นแรกก็ต้องถามใจตัวเองก่อน มองลึกๆหาข้อดีของตัวเอง เราก็ทำมาเยอะ เราจะมาตายเพราะเอาน้ำเข้าปากเหรอ ต้องหาทางออกให้ได้ ค้นหาในเว็บที่บำบัดเลยตัดสินใจเลิกตอนนี้เลิกมาได้เกือบ 2 ปีแล้วครับ

 

 

          ไปเลิกที่วัด ล่ามโซ่ด้วย คือหักดิบ เป็นสถานที่เลิกยาเสพติดหนักๆเลย อันนี้ผมสมัครใจไปเอง ถ้าไม่ทำก็ไม่รู้ อย่างน้อยสิ่งที่เราได้ก็คือดูโทษของมัน พอไปถึงที่วัดก็จะเป็นห้องสี่เหลี่ยม เป็นกรงแบบใส่โซ่เลย เห็นครั้งแรกก็ตกใจอยู่ แต่ก็คิดในใจเอาวะ ก็ทำทุกอย่างเหมือนคนอื่น เขามีหมอนให้ แต่ก็มีคนนอนก่อน นอนหลังอีก เหมือนในหนังเลย เหมือนนักโทษ ห้องน้ำก็นั่งเรียงกัน รสชาติเหมือนในห้องขังเลย ที่ต้องล่ามโซ่ก็เพราะต้องทำเหมือนเพื่อน ตอนเย็นก็มานั่งเช็ดโซ่ ก็มีคิดว่าตัวเองมาทำอะไร นี่มาเลิกเหล้านะ 
          เราต้องทำตามระเบียบในห้องนั้น ต้องทำเหมือนเพื่อน คนที่ติดยาหนักๆ เขาก็เอาไปแยกเดี่ยวก่อน ช่วงที่ผมไปเลิกเหล้ามีแค่ 3 คน นอกนั้นก็เป็นยาเสพติด ผมว่าเหล้านี่ไม่แพ้ยาเสพติดชนิดอื่นนะครับ เพราะทรมานมาก ผมอยู่ที่นั่นเดือนนึง ที่ทรมานก็ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ตอนนั้นเหล้าเราลืมง่ายเพราะเราไม่เคยอยู่ในสถานที่อย่างนั้น ผมอ้วก ไม่ถึงขั้นช็อกหรือชักกระตุก พอกลับบ้านมานี่อ้วนเลย เลิกสัก 4-5 เดือนก็เริ่มกลับมากินทีละนิดหน่อย เริ่มจากทีละกระป๋องแล้วกลับมาติดอีกรอบ ครั้งนี้ต้องเข้าโรงพยาบาล เข้าสถานบำบัดอย่างเดียว ก็มียา ฉีดยา ไปครั้งแรกฉีดยาบำรุง 7 วัน แล้วก็มียากิน ช่วยคลายเครียด 
          ลูกไม่มีครับ มันเกี่ยวกับการติดเหล้าโดยตรง ร่างกายไม่สมบูรณ์น้ำเชื้ออ่อน เซ็กส์ไม่ค่อยเสื่อมนะ แต่น้ำเชื้อไม่แข็งแรงแรง ส่วนภรรยาเขาอยากมีลูกนะ แต่ตอนนี้เขาไม่ซีเรียสแล้ว ก็ช่วยดูแลกันไป 2 คน"

 

 

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจากอินเตอร์เน็ต


อย่าว่าโง้น-งี้เลยนะ วันนี้..... ขอฉลองศรัทธา "คุณไพศาล พืชมงคล" เจ้าสำนักบางโพที่ไม่ต้องขยายความสักสอง-สามคำเถอะ

วันนี้ "ตามใจแฟน" ซักวัน
'คนไทยหัวใจกระวีกระวาด'
เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'
ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'