รุมดีดปาก‘หน่อย’ จองชัยกลับชทพ.


เพิ่มเพื่อน    

 พลังประชารัฐดีดปาก “หญิงหน่อย”  กรณีเสี่ยลาวย้ายซบพลังประชารัฐ ซัดอย่าพูดเอาดีเข้าตัวเอาชั่วใส่คนอื่น “จองชัย” ประกาศคืนถิ่นสุพรรณฯ หลังคุณหญิงแจ่มใสเป็นกาวใจ “ส.ส.สอบตก-ไม่ติดบัญชีรายชื่อ” เตรียมเฮ จ่อนั่งสารพัดเก้าอี้เทกระโถน ฝ่ายค้านตามราวีเรื่องถวายสัตย์ฯ “วิษณุ” ย้ำ “วันหนึ่งจะรู้เองว่าทำไมไม่ควรพูด” บิ๊กตู่นำประชุมจัดงบประมาณรายจ่าย 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท คาดใช้ได้ปลาย ม.ค. “ธนาธร” เดินสายนครสวรรค์ ลั่นไม่มีพลังล้มสถาบัน!!!

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีนายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย (พท.) หรือเสี่ยลาว ลาออกไปเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค พท. กล่าวว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคล พรรคคงไม่ไปก้าวล่วงอย่างแน่นอน ซึ่งหากการลาออกเป็นการเรียกร้องจากประชาชนก็เป็นเรื่องที่สมควร แต่หากตัดสินใจเอง หรือทรยศต่อประชาชน คงต้องรอดูกันต่อไปว่าประชาชนจะสนับสนุนท่านให้อยู่บนเส้นทางนี้ได้ต่อไปหรือไม่  
      นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรค พท.กล่าวว่า การย้ายพรรคของ ส.ส. หรือสมาชิกพรรคการเมือง เป็นเรื่องปกติ และเมื่อตัดสินใจแล้วต้องรับผิดชอบต่อชีวิตทางการเมืองของตัวเอง รับผิดชอบต่อประชาชนและต้องอธิบายให้ได้ ส่วนกรณีมีการนำคดีมาต่อรองทางการเมืองหรือไม่นั้น ผลสำรวจหลายสำนักยืนยัน ประชาชนเชื่อว่ามีการนำคดีความมาต่อรองเพื่อดูดให้ย้ายพรรคจริง
ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ถือเป็นเรื่องปกติ แม้แต่สมาชิกพรรค พปชร.ก็ย้ายไปยังพรรคอื่นได้ ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของเขาเอง คงไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ส่วนกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค พท. ระบุว่าการย้ายพรรคเพราะมีการต่อรองเรื่องของคดีความนั้น คงไม่จริง ในพรรคหลายคนก็ถูกดำเนินคดี ไม่มีหรอกว่าใครที่ย้ายมาพรรคพลังประชารัฐ เพราะเรื่องของคดีต่างๆ 
นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี พรรค พปชร. ในฐานะประธาน ส.ส.พรรค พปชร. กล่าวว่า มีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายพรศักดิ์มายาวนาน เมื่อมีโอกาสจึงชักชวนมาร่วมงานกัน และด้วยศักดิ์ศรีลูกผู้ชายสาบานได้ว่าไม่ได้เอาเงื่อนไขเรื่องคดีความใดๆ มาเป็นเครื่องต่อรองในการชักชวนครั้งนี้ 
“ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ใช่พูดแต่ว่าตัวเองดีคนเดียว คนอื่นไม่ดีทั้งหมด วันนี้โครงสร้างพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว บางคนอยู่แล้วไม่มีความสุขก็ย้าย ดังนั้น ขอร้องในฐานะนักการเมืองด้วยกัน ทำอะไรต้องพูดความจริงกัน อย่าตะแบงให้ร้ายกัน เลิกพูดเรื่องคดีกันได้แล้ว” นายสุชาติกล่าว
พาเหรดดีดปากหญิงหน่อย
นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร.ปฏิเสธเช่นกันว่า ไม่เป็นความจริง การย้ายพรรคของ ส.ส.เป็นปกติทางการเมืองที่จะเลือกพรรคที่ทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้ ไม่เกี่ยวกับการต่อรองคดีเหมือนที่คุณหญิงสุดารัตน์พูด ถือเป็นการดูถูกนักการเมืองด้วยกันเอง ไม่เข้าใจคุณหญิงสุดารัตน์ว่าทำไมไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม วันนี้ ส.ส.พรรคหลายคนที่ย้ายมาตั้งแต่แรกๆ ก็ยังมีคดี ก็ต้องต่อสู้กันต่อไป ไม่ได้รอดคดีเลย แต่ทุกคนไม่หนีเหมือนบางคน พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง 
“ในอดีตกว่าจะมาเป็นพรรคเพื่อไทยในวันนี้ ยิ่งกว่าดูด ส.ส.ด้วยซ้ำ เพราะควบรวมหรือดูดมาทั้งพรรคเลย คุณหญิงสุดารัตน์น่าจะทราบดี อย่ามาเสียเวลากับเรื่องแบบนี้” นายธนกรกล่าว
ด้านนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.พรรค พท. กล่าวถึงกระแสคุณหญิงสุดารัตน์จะลงเลือกตั้งซ่อมหากนายพลภูมิถูกศาลพิพากษาตัดสินตัดสิทธิทางการเมืองว่า อย่าเพิ่งไปคาดเดาผลตัดสินของศาล ยังเป็น ส.ส. และทำหน้าที่เต็มที่ และหวังว่าจะได้ทำงานรับใช้ประชาชนต่อไป
ขณะเดียวกัน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรฯ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงกรณีนายจองชัย เที่ยงธรรม อดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทย (ชท.) ที่ลาออกไปลงเลือกตั้งสังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศว่าจะกลับมาสมัครเป็นสมาชิก ชทพ. ว่าเป็นความจริง ถือเป็นความตั้งใจดีของหลายฝ่ายที่อยากเห็นเมืองสุพรรณบุรีกลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ซึ่งการกลับมาของนายจองชัยครั้งนี้ คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา ทำหน้าที่เป็นกาวใจ ที่อยากเห็นทุกคนกลับมาอยู่ร่วมกัน
นายจองชัยยอมรับว่า เป็นไปตามเพลง บ้านเราแสนสุขใจ ซึ่งเป็นเรื่องจริง ซึ่งในวันที่ 2 ส.ค.จะไปโชว์ตัวที่ทำการพรรค ชทพ. ในเวลา 12.30 น. โดยได้คุยกับครอบครัวศิลปอาชาแล้ว และไม่เคยมีปัญหากับนายประภัตร โพธสุธน จากมาแต่ตัว ใจไม่ได้ออกมา ซึ่งต้องขอขอบคุณพรรค ภท.ที่ให้ที่พักพิง และต้องรอพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. เพื่อขอบคุณก่อนจะลาออก
วันเดียวกัน ที่บ้านทรงไทย อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี นายประภัตรเปิดบ้านให้ประชาชน ข้าราชการในพื้นที่ และนักการเมือง เข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิด 70 ปี โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า อีก 10 ปี นักการเมืองรุ่นตนเองจะไม่เหลือ จะเหลือแต่คนรุ่นใหม่ โดยเมื่อพ้นจากรุ่นของนายอนุทิน ต่อมาจะเป็นรุ่นของนายวราวุธ 
    นายวราวุธกล่าวว่า ขอขอบคุณนายประภัตรที่ให้กำลังใจ ซึ่งคำว่านายกฯ ไม่อยู่ในหัว หากใครจะเป็นนายกฯ คนต่อไป หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอยกให้นายอนุทิน แต่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่อีกนาน
‘สอบตก-คนนอก’เฮ
    ขณะที่นายสนธิรัตน์กล่าวอีกว่า ในวันที่ 2 ส.ค.เวลา 13.00 น. พรรคจะประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อวางหลักเกณฑ์และมีความชัดเจนในการจัดสรรรายชื่อของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งข้าราชการทางการเมือง ซึ่งคาดว่าจะเสนอรายชื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้วันที่ 6 ส.ค. โดยเบื้องต้นยังเป็นหลักการเดิมที่วางไว้ คือเลือกจาก ส.ส.สอบตกที่มีคะแนนสูง แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมด้วย 
    รายงานข่าวจาก พปชร.แจ้งว่า ข้าราชการในส่วนของรัฐมนตรีพรรคบางคนเริ่มลงตัวบ้างแล้ว ซึ่งจะมีทั้ง ส.ส.สอบตก ผู้ที่อยู่ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และคนนอก โดยนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษาฯ ได้เลือกนางสุวรรณี คำมั่น อดีตรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาเป็นเลขานุการ ที่ปรึกษาเลือกนางวลัยพร รัตนเศรษฐ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 29 
นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในการประชุม ครม. 6 ส.ค. จะเสนอ ครม.ให้แต่งตั้งนายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) เป็นที่ปรึกษา และนายธงชัย ลืออดุลย์ รองหัวหน้า ชพน. เป็นเลขานุการ 
นายประภัตรเตรียมเสนอ น.ส.ทัศน์ลักษณ์ ปัตตพงศ์ภัช ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค ชพน.ลำดับที่ 7 เป็นที่ปรึกษา และนายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง อดีต ส.ส.พรรค เป็นเลขานุการ 
ในเวลา 07.47 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ ก่อนให้สัมภาษณ์ว่า ไม่หนักใจในการทำงาน และอยากให้ทีมโฆษกตอบคำถามอย่างสร้างสรรค์ ไม่ตอบโต้ในลักษณะทะเลาะเบาะแว้ง โดยนายกฯ ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ เพียงบอกว่าให้ระวัง อย่าไปพูดวิชาการมากเกินไป ตอนนี้ไม่ได้สอนหนังสืออยู่ ต้องพูดแบบภาษาชาวบ้านหน่อย เพราะคนฟังคือชาวบ้าน
สำหรับกรณีฝ่ายค้านยังมีข้อสงสัยกรณีที่ ครม.กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ปฏิเสธตอบคำถามดังกล่าว และเมื่อพยายามสอบถามมากขึ้น นายวิษณุก็กล่าวสั้นๆ ว่า “แล้ววันหนึ่งจะรู้เองว่าทำไมไม่ควรพูด”
    ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงเรื่องนี้ เพราะหากมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องภายหลัง และ ครม.ถูกชี้ว่ากระทำผิดกฎหมาย ภารกิจต่างๆ ที่ ครม.ปฏิบัติอยู่นี้ก็อาจถือเป็นโมฆะ ฝ่ายค้านจึงไม่อาจปล่อยปละละเลย คงต้องใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป 
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กคาดการณ์ถึงสาเหตุที่ ครม.กล่าวถวายสัตย์ฯ ว่า อาจเป็นด้วยหลายสาเหตุ เช่น ผู้ร่างร่างข้อความไม่ครบ, ผู้ร่างร่างให้แล้ว แต่นายกฯ กล่าวไม่ครบเอง และไม่มีผู้ร่างให้ เนื่องจากเป็นข้อความที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแล้ว และเห็นว่านายกฯ เคยถวายสัตย์ฯ มาแล้ว น่าจะไม่พลาด แต่เรื่องนี้คงเป็นประเด็นใหญ่ที่ต่อเนื่อง ไม่จบด้วยคำพูดง่ายๆ ว่าผ่านไปแล้ว เพราะข้อความถวายสัตย์ฯ เขียนชัดเจนในรัฐธรรมนูญแล้ว คงมิใช่ให้นายกฯ คนใดอยากจะอ่านอะไร หรือกล่าวถ้อยคำใดก็อ่าน หรือตัดตอนได้ตามใจชอบ มิเช่นนั้นจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทำไม
        ส่วนนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 105 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 26, 27, 202, 207, 223, 229 , 233, 239, 241 และ 246 หรือไม่ ซึ่งเป็นกรณี 7 รัฐมนตรีเก่าในรัฐบาลไม่จำเป็นต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ขณะเดียวกัน สังคมออนไลน์สร้างแคมเปญได้ถอดถอน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรค พปชร. พ้นสภา ส.ส. ในเว็บไซต์ change.org จากพฤติกรรมของ น.ส.ปารีณา แต่น่าสังเกตว่าผู้สร้างแคมเปญไม่เปิดเผยชื่อจริง อ้างเพียงว่าเป็นประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น
งบ 63 จบปลาย ม.ค.
    วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 โดยนายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมร่วม 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง, สำนักงบประมาณ, สศช. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ให้สำนักงบประมาณนำเสนอ ครม. ในวันที่ 6 ส.ค. วงเงินรายจ่าย 3.2 ล้านล้านบาท โดยรายได้รัฐบาลสุทธิที่จะจัดเก็บได้ที่เดิมประมาณการไว้ที่ 2.75 ล้านล้านบาท จะเหลือที่ 2.31 ล้านล้านบาท หรือลดลงไป 19,000 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นงบขาดดุล 890,000 ล้านบาท
ผู้อำนวยการสำนักงบฯ กล่าวอีกว่า ตามปฏิทินงบประมาณหลังเสนอ ครม.ในวันที่ 6 ส.ค. คำของบประมาณจะเข้ามาที่สำนักงบประมาณวันที่ 9 ส.ค. และคาดว่าจะเสนอสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาวาระที่ 1 ตามกำหนดการ วันที่ 17 ต.ค.2562 และวาระที่ 2-3 ประมาณต้นเดือน ม.ค.2563 จากนั้นจึงเสนอวุฒิสภาพิจารณาประมาณกลางเดือน ม.ค. และคาดว่าจะนําร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ประมาณปลายเดือน ม.ค.
ด้านนายสนธิรัตน์ ในฐานะ รมว.พลังงาน กล่าวถึงการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ที่คาดว่าจะประชุมในวันที่ 5 ส.ค.ว่า คาดว่าจะมีเรื่องมากพอสมควร ซึ่งจะเป็นเรื่องเก่าที่ค้างมาจาก ครม.ในรัฐบาลที่แล้ว รวมถึงเรื่องใหม่ๆ โดยในส่วนของกระทรวงก็อาจมีเรื่องมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น เรื่องราคาก๊าซหุงต้ม ไฟฟ้า เป็นต้น 
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกฯ  กลับกล่าวว่า 5 ส.ค.จะยังไม่มีการประชุม เนื่องจากมีพรรคร่วมหลายพรรค และไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งควบคุมงานด้านเศรษฐกิจเพียงพรรคเดียว ซึ่งการประสานงานมีความยากลำบากพอสมควร
 ด้านนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า เป็นที่แน่นอนแล้วว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปี 2563 รัฐบาลไม่สามารถออกได้ทันในปี 2562 แต่จะเลื่อนไปในต้นปี 2563 ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานที่หย่อนไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลผสมที่เป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบเสนอเข้าสู่สภาไม่ทันสมัยประชุมนี้ 
“ปัญหาใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ.งบไม่ทัน เพราะพรรคร่วมรัฐบาลต่างผลักดันนโยบายของตนเอง ส่งผลให้การจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบที่เตรียมตั้งแต่ต้นปี 2562 ต้องถูกปรับแก้ใหม่ อาจถึงขั้นต้องรื้อกันยกใหญ่ จึงน่าเป็นห่วงว่างบรายจ่ายที่จะเสนอเข้าสู่สภานั้นอาจไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่ประกาศใช้ไปแล้ว” นางลดาวัลลิ์กล่าว
น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ (พช.) กล่าวว่า ผลการสำรวจของกรุงเทพโพลล์ สะท้อนผลสอบตกคะแนนต่ำกว่าครึ่งทุกด้าน แต่ด้านที่แย่ที่สุดคือการแก้ปัญหาปากท้องที่ได้เพียง 3.20 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งสาเหตุที่ประชาชนไม่เชื่อมั่น เพราะผลงานและพฤติกรรม 5 ปีที่ผ่านมา    
อ้างไม่มีพลังล้มสถาบัน
      ส่วนนายอนุสรณ์ ในฐานะรองประธานและโฆษกคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวว่า ในวันที่ 2 ส.ค.จะมีการประชุมคณะกรรมการฯ ซึ่งเนื้อหาหลักแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ 1.การสรุปประเมินผลภาพรวมการอภิปรายในช่วงแถลงนโยบายของรัฐบาล และพิจารณาดำเนินการในช่องทางต่างๆ ในประเด็นที่รัฐบาลมีปัญหา 2.การเตรียมความพร้อมทำงานที่ต่อเนื่องในช่วงการอภิปรายงบประมาณของรัฐบาล และอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 3.หารือเพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน 4.กำหนดยุทธศาสตร์กิจกรรมฝ่ายค้านเพื่อประชาชน 4 ภาค 
ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เดินทางพบปะสมาชิก ณ ศูนย์ประสานงานพรรคที่ จ.นครสวรรค์ รวมทั้งมีการเปิดเวทีเสวนาย่อยกับสมาชิกและผู้สนับสนุน โดยเปิดโอกาสให้ถามถึงข้อสงสัย โดยสมาชิกคนหนึ่งถามว่ากระแสในโซเชียลมีเดียกว่าหัวหน้าพรรค อนค.ดูก้าวร้าว และล้มสถาบันฯ จะตอบคนกลุ่มนั้นอย่างไร นายธนาธรได้ตอบว่า "ผมไม่มีปืน ไม่มีรถถังให้ไปรบกับคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมยังไม่ชนะเลย แล้วจะเอาพลังที่ไหนไปล้มสถาบันฯ ผมอยากเห็นการเมืองที่สร้างสรรค์ ผลักดันนโยบาย เพื่อให้ประชาชนและชาวบ้าน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำภายในสังคม อย่างเช่นสิทธิบัตรทองและประกันสังคม ผมจะพยายามผลักดันให้รวมกันเหลือเพียงสิทธิเดียว เพื่อสิทธิที่เท่าเทียมกันในสังคม"
นายธนาธรกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาในการแก้ปัญหาพรรคอื่นๆ มักพูดแต่ปัญหาในเชิงประเด็น แต่อยากให้มองว่าหากเราไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จะไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงประเด็นได้ แต่เราไปไกลกว่านี้ไม่ได้ถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเหมือนระเบิดเวลา เรากำลังจะเปิดรณรงค์ที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ในแคมเปญที่ว่า จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งต้องการให้ทุกๆ คนร่วมกันสนับสนุนกันอย่างแข็งขัน เพราะเรื่องนี้สู้ในสภายังไม่เพียงพอ เราต้องการพลังของพี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพเพื่ออนาคตใหม่ของประเทศไทย
    นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 กล่าวถึงความเคลื่อนไหวที่พรรคการเมืองต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนทุกข์ยากเดือดร้อน เกษตรกรลำบากจะตายกันหมดอยู่แล้ว แต่นักการเมืองกลับมาเถียงกันเรื่องจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการตั้งวงเพื่อถกกันว่ารัฐธรรมนูญมาตรานี้มีผลกระทบอย่างไร ก็สามารถพูดคุยกันได้ และต้องคุยไปเรื่อยๆ จนกว่าตกผลึก เมื่อตกผลึกแล้ว เชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่ก็รักชาติ รักบ้านเมืองเหมือนกัน ก็คงไม่มีปัญหาในการแก้ไขในอนาคต แต่คงไม่ใช่เวลานี้.
 


นี่น่ะเรอะ "รุ่นใหม่" ของธนาธร? ที่ใช้ออกหน้า "เปิดประตูบานแรก" ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามที่ประกาศวันก่อนน่ะ สถุล "ต่ำสัตว์" อย่างนี้ มันจะไหวหรือ?

ยุทธศาสตร์ชาติ 'มิติกองทัพ'
'กราบเดียว' จันทร์ส่องหล้า
กระจกสภา 'ชุมพล จุลใส'
อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'