เพื่อไทยแหกตา ลดาวัลลิ์เครียด! ฆ่าตัวตายสูงลิ่ว


เพิ่มเพื่อน    

 ลืมแล้วชาวนาผูกคอตาย "ลดาวัลลิ์"  เครียดมาก คนมีหนี้สินมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูง อ้าง 5 ปีสถิติสูงลิ่วจนน่าตกใจ รัฐบาลหลอกลวงบอกว่าเศรษฐกิจดี เปิดสถิติเพื่อไทยแหกตา ฆ่าตัวตายสูงลิ่วสมัยนายกฯ ชื่อทักษิณ ส่วนยุคยิ่งลักษณ์ น้ำท่วม-หนี้ชาวนา ก็คิดสั้นกันไม่น้อย

    เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยว่า ในฐานะเป็นนักการเมืองที่ทำงานเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัวกลุ่มหลากหลายทางเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้ใช้แรงงาน รู้สึกเครียดมากเมื่ออ่านข่าวกรณีแพทย์หญิงกรองกาญจน์ แก้วชัง รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ และประธานทีมนำทางคลินิก โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา ออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า ผู้ที่มีภาระหนี้สินมีความเสี่ยงสูงในการฆ่าตัวตาย ทั้งนี้ จากการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2560 มี 10.8 ล้านครัวเรือนที่มีหนี้สิน คิดเป็น 57% ของ 21 ล้านครัวเรือนทั้งประเทศ เฉลี่ย 1 ครัวเรือน มีหนี้ 178,994 บาท
         "การฆ่าตัวตาย อันเกิดจากปัญหาหนี้สินถูกตามทวงหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ เป็นภัยเงียบ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละครอบครัว โดยที่คนอื่นไม่ได้รับรู้ และไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลืออะไรได้ มาทราบข่าวอีกทีก็เมื่อตกเป็นข่าวว่ามีการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นแล้ว"
    รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สถิติการฆ่าตัวตายมีจำนวนสูงขึ้นมากจนน่าตกใจ จะบอกว่าเศรษฐกิจดี ก็เหมือนเป็นการหลอกลวง ไม่มีใครเชื่อ รัฐบาลมีหน้าที่ในการแก้ไขและหาทางป้องกัน เพื่อลดสถิติการฆ่าตัวตายลงให้ได้ หน่วยงานรัฐทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาค รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องลงไปให้ถึงก้นครัว เพื่อสำรวจว่ามีครอบครัวใดกำลังหมดหนทางในการเผชิญภาระหนี้สินล้นพ้นตัว จนต้องคิดสั้นจะฆ่าตัวตายเพื่อยับยั้งมิให้เกิดเหตุร้ายอันน่าเศร้าสลดขึ้น
     นางลดาวัลลิ์กล่าวอีกว่า ทุกกลางเดือนและต้นเดือน มีข่าวทางสื่อสารมวลชนว่ามีผู้ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เป็นเงินหลายสิบล้านบาท ผู้ที่เป็นเศรษฐีรายใหม่ไม่ได้มีส่วนที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้มีหนี้สินรุงรังที่เกิดขึ้น เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติพี่น้องกัน รวมไปถึงมหาเศรษฐีของเมืองไทยที่ร่ำรวยหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท ใช้จ่ายไม่รู้กี่สิบชาติก็ไม่หมดตนอยากขอวิงวอนให้คนเหล่านี้ได้ยื่นน้ำใจไมตรีเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนพี่น้องร่วมชาติที่มีอยู่จำนวนมาก ที่ยากจนไม่มีกินไม่มีใช้ และกำลังจะอำลาโลกเพราะหาทางออกไม่ได้ มีแต่หนี้สินล้นพ้นตัว
เปิดสถิติฆ่าตัวตาย
          เธอบอกว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาทางสังคมไม่น้อยกว่าการแก้ไปเศรษฐกิจและการเมือง จะพยายามทำหน้าที่กระทุ้งและเสนอแนะรัฐบาล ให้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง และต้องลดจำนวนการฆ่าตัวตายหนีหนี้ลงให้ได้ และที่สำคัญ รัฐบาลต้องจัดทำนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ประชาชนมีรายได้เลี้ยงชีพอย่างยั่งยืน คือ การช่วยเหลือให้ประชาชนช่วยตัวเองได้ เหมือนนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว
    ทั้งนี้ สถิติจากกรมสุขภาพจิตพบว่า อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยไม่ได้เป็นไปอย่างที่นางลดาวัลลิ์เผย เพราะพบว่าตัวเลขการฆ่าตัวตายสูงมากคือช่วงปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จนถึงปี 2548 ซึ่งอยู่ในช่วงปลายรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร และที่สูงที่สุดคือปี 2542 ต่อประชากร 1 แสนคน จะมีคนฆ่าตัวตาย 8.59 คน และปี 2549 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลนายทักษิณถูกรัฐประหาร กลับเป็นปีที่มีสถิติการฆ่าตัวตายต่ำที่สุดคือ  5.77 ต่อ 1 แสนคน  
    จากนั้นสถิติการฆ่าตัวตายเริ่มมากขึ้นอีกครั้งในปี 2554 จากเหตุน้ำท่วมใหญ่ภาคกลาง อัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 6.03 ต่อ 1 แสนคน จากนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะลดลงในปี 2560 กลับไปเท่ากับปี 2554 สำหรับปี 2561 กลับสูงขึ้นมาอีกครั้งที่ 6.32 ต่อ 1 แสนคน แต่ทั้งหมดนี้ต่ำกว่ายุครัฐบาลนายทักษิณ ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 7-8  ต่อ 1 แสนคน
    ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย  เผยว่า สถานการณ์ของไทยขณะนี้ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือเศรษฐกิจ เพราะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทุกตัวได้ดับสนิทอย่างสิ้นเชิงแล้ว เครื่องยนต์ตัวสุดท้ายที่เป็นความหวังของรัฐบาลคืออีอีซี (Eastern Economic Corridor) ที่รัฐบาลตั้งความหวังว่าจะใช้เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจของไทยก็ดับลงแล้วเช่นกัน
    เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ 4 ตัว ได้แก่ (1) การส่งออกที่เคยประมาณการว่าปี 2562 จะเติบโต 0% แต่ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าการส่งออกครึ่งปีแรกกลายเป็นติดลบ 4.1% (2) การบริโภคภายในไม่ต้องพูดถึง เพราะรัฐบาลประยุทธ์ทำให้คนส่วนใหญ่เป็นคนจนถ้วนหน้าไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย ดูจากการขึ้นทะเบียนคนจนและหนี้ครัวเรือน (3) การท่องเที่ยวปีนี้จะหดตัวตามเศรษฐกิจโลก รวมถึงการที่เงินบาทแข็งค่ายิ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่มาไทย แต่คนไทยจะไปเที่ยวต่างประเทศแทน (4) เครื่องยนต์ตัวสุดท้ายคือการลงทุนซึ่งรัฐบาลตั้งความหวังไว้ เพราะในปี 2561 มีตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอรวม 887,470 ล้านบาท รัฐบาลหวังว่าหากมีคนนำเงินมาลงทุนจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไทยให้เงยหัวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่มีนักลงทุนนำเงินมาลงทุน จึงทำให้รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจออกมาร้องคร่ำครวญขอความเมตตาจากนักลงทุนอย่าหนีประเทศไทยตามที่เป็นข่าว
เจ๊งเพราะรัฐประหาร
    การที่ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2561 สูงที่สุดในรอบ 5 ปีนับแต่มีการยึดอำนาจ ทำให้พลเอกประยุทธ์และรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจเอาไปคุยโตว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นในรัฐบาล คสช.แล้ว แต่ความจริงเกิดจากนักลงทุนมีความหวังว่าการเลือกตั้งในต้นปี 2562 คงจะมีการเปลี่ยนแปลงได้รัฐบาลใหม่มาแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ สุดท้ายด้วยอภินิหารของรัฐธรรมนูญและกระบวนการโกงที่สุมหัวกันทำขึ้นจนได้รัฐบาลหน้าเดิมอีก จึงทำให้ประชาชนและนักลงทุนหมดหวังกับประเทศ
    สาเหตุที่นักลงทุนหนีประเทศไทยเกิดจากทั้งปัจจัยภายนอก ได้แก่ สงครามการค้าที่ทำให้เศรษฐกิจโลกหดตัวจึงชะลอการลงทุน สงครามการค้าครั้งนี้จะยืดเยื้ออย่างน้อยอีกสองปี จนกว่าสหรัฐจะเลือกตั้งประธานาธิบดีเสร็จในปลายปีหน้า การประท้วงในฮ่องกง ความตึงเครียดระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น และอินเดียกับปากีสถาน ทั้งหมดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่น่าเศร้าคือรัฐบาลยังไม่เคยมีมาตรการใดๆ ที่จะป้องกันหรือแก้ไขผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว นายกรัฐมนตรียังไม่รู้ร้อนรู้หนาวสร้าง แถมยังภูมิใจกับการตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
    ส่วนปัจจัยภายในคือความไม่เชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อรัฐบาลที่มีคะแนนเสียงที่ปริ่มน้ำ ตัวนายกฯ และทีมเศรษฐกิจเป็นชุดเดิมที่บริหารล้มเหลวมา 5 ปีแล้วไม่ทำให้คนเกิดความหวัง แย่ไปกว่านั้นคือการที่พลเอกประยุทธ์ที่นำ ครม.ถวายสัตย์ฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญยิ่งทำให้ประชาชนและนักลงทุนไม่มั่นใจว่ากิจการที่รัฐบาลได้ทำไปจะเป็นโมฆะหรือไม่ ยิ่งทำให้ประชาชนและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ผลกระทบที่ตามมาคือประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย และนักลงทุนไม่กล้าลงทุน นั่นคือหายนะของประเทศ
    พลเอกประยุทธ์และรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจตั้งความหวังไว้กับอีอีซีสูงมาก เพราะเป็นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ เนื่องจากเครื่องยนต์ตัวอื่นๆ ดับสนิทไปนานแล้ว ดังนั้น ทางรอดของรัฐบาลประยุทธ์จึงเหลือทางเดียว การกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่ทำมาแล้ว 5 ปี เพื่อรอความล้มเหลวในปีที่ 6 และปีต่อๆ ไปตราบเท่าที่รัฐบาลนี้ยังด้านอยู่ต่อแล้วทิ้งหนี้สินไว้ให้กับประชาชนเป็นผู้ชดใช้ แต่ไม่ใช่ทางรอดของประเทศชาติและประชาชน พรุ่งนี้ผมจะเล่าให้ฟังว่าสภาพเศรษฐกิจแบบนี้นายกทักษิณทำอย่างไรถึงพาประเทศรอด
    ขณะที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก จึงได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ เพราะเศรษฐกิจฐานรากเป็นเสาหลักของความมั่นคงประเทศ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เน้นย้ำว่าจะต้องเร่งดูช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากที่มีรายได้ไม่เกิน 5,344 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งมีถึง 40% หรือ 26.9 ล้านคน และส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย แต่กลับอยู่ในสภาพที่ง่อนแง่น 
"บิ๊กตู่"จะไปสุรินทร์
    โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นโยบายประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม โดยจะ 1.สานต่อนโยบายเกษตรประชารัฐซึ่งเป็นแนวทางเกษตรยั่งยืนด้วยมาตรการ 3 เพิ่ม 3 ลด 2.ตั้งกองทุนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่เอกชนและชุมชนร่วมทุนกัน ใช้เป็นกลไกการเงินของชุมชน 3.ส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากมีความหลากหลาย 4.เสริมความแข็งแกร่ง SMEs รายเล็กๆ ด้วยการเติมทุน เติมทักษะ เติมรายได้ และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น มาตรการกระตุ้นการลงทุน เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ การขยายสิทธิบัตรสวัสดิการไปยังกลุ่มอื่น รวมถึงมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากด้วย คาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ในเร็วๆ นี้
    "นายกรัฐมนตรีใส่ใจในเรื่องนี้มาก โดยพบว่าการบริหารประเทศในอดีตเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมหภาค ที่มุ่งไปสู่อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ทำให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ดังนั้น เป้าหมายในการดูแลเศรษฐกิจฐานรากคือ ทำให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีคุณธรรม และเป็นระบบเศรษฐกิจที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาด้านอื่นๆ ทั้งเรื่องสังคม ผู้คน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ"
    นอกจากนี้ ปัญหาของชาวนาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มีรากของปัญหา เช่น การถูกกดราคา กฎหมายและตลาดไม่เอื้อต่อชาวนารายย่อย ภัยธรรมชาติ ต้นทุนสูง ไม่มีที่ดินของตนเอง ขาดความรู้ มีภาระหนี้สิน ฯลฯ จึงต้องเร่งแก้ไขที่ต้นตอ ไม่เช่นนั้นจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวพันกัน
    นางนฤมลเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ห่วงใยสถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ จ..สุรินทร์ ซึ่งมีรายงานว่า รพ. สุรินทร์ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขและให้ความช่วยเหลือโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีแผนจะลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ จ.สุรินทร์และบุรีรัมย์ในเร็วๆ นี้ 
    โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนที่ จ.สุรินทร์ ได้ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำอำปึล-ลำห้วยกระดาษ-อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง 0.50 ล้าน ลบ.ม. ขุดร่องชักน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงเข้าสู่จุดสูบประปา 26,400 ลบ.ม./วัน ผันน้ำจากบ่อหินเข้าคลองบ้านตรม ลงคลองธรรมชาติที่เชื่อมต่อกับห้วยเสนง ปริมาณน้ำต้นทุนบ่อหิน 20 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่ จ. บุรีรัมย์ กำลังเร่งเพิ่มปริมาณน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด และอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ออกปฏิบัติการฝนหลวง และพิจารณาเจาะบ่อน้ำบาดาลเพิ่ม เป็นต้น
    "นายกรัฐมนตรีกำชับให้กองทัพบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ใช้น้ำร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้" โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ.
 


บอกก่อน.....ผมไม่รู้จริงๆ ว่า "พรรคพลังประชารัฐ" เขาเล่นอะไรกัน?รัฐบาลกำลังไปได้ดีจู่ๆ ก็เล่นเกมชิงเก้าอี้ "หัวหน้าพรรค" โดย กก.บห. "เกินกึ่งหนึ่ง" รวมหัวกัน ยื่นหนังสือลาออก เมื่อวาน (๑ มิ.ย.๖๓)เป็นผลให้คณะกรรมการบริหารพรรค "พ้นตำแหน่ง" ทั้งคณะ ต้องเลือกตั้ง กก.บห.กันใหม่ทั้งหมด ภายใน ๔๕ วัน!

"การเมืองวันที่ไม่มีประยุทธ์"
เมื่อ "ทัวร์ลง" เดือนพฤษภา.
"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'