กูรูแม้วเมินสู้คดี แปลงสัมปทานฯ พิจารณาลับหลัง


   

  “ทักษิณ” ไม่ส่งทนายสู้คดีแปลงสัมปทาน   อ้างจบดอกเตอร์ด้านกระบวนการยุติธรรม รับไม่ได้พิจารณาคดีลับหลัง ทะแนะยันแค่เอาเงินกระเป๋าข้างหนึ่งมาใส่กระเป๋าสองข้างไม่มีใครเสียหาย “วิษณุ” บอกช่วยไม่ได้ต้องรับผลที่ตามมา เด็กแม้วเดือด! ทวงบุญคุณเนติบริกรได้ดีเพราะใคร

เมื่อวันพุธ นายวีรภัทร ศรีไชยา หนึ่งในคณะทนายความคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ออกหมายจับนายทักษิณ ในคดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิตว่า ได้รับทราบจากคนสนิทของนายทักษิณว่าท่านไม่เห็นด้วยกับกรณีแก้กฎหมายให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ และเป็นกฎหมายย้อนหลัง อันขัดหลักนิติธรรมสากล เพราะท่านจบปริญญาเอกด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงขอคัดค้านความไม่ยุติธรรมทุกรูปแบบ 
นายวีรภัทรกล่าวต่อว่า กรณีการแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิตนั้น รัฐไม่ได้เสียหาย บริษัทก็ไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เนื่องจากบริษัทต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าเดิม โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิต อีกส่วนหนึ่งจ่ายให้รัฐวิสาหกิจซึ่งรัฐเป็นเจ้าของ การจ่ายแบบนี้ทำให้รัฐได้เงินมาแก้ปัญหาประเทศเร็วขึ้น ไม่ต้องรอปันผลจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจนำไปลงทุนผิดพลาดก็ได้ โดยบริษัทต้องจ่ายเงินให้รัฐเร็วขึ้นกว่าเดิม น่าจะเสียประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์ 
“เปรียบเสมือนว่าเอาเงินเดิมใส่กระเป๋ารัฐข้างหนึ่งมาใส่กระเป๋าสองข้างด้วยจำนวนเงินเดิม ไม่มีความเสียหายใดเกิดขึ้นเลย เมื่อคดีอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลแล้ว เชื่อว่าศาลคงพิจารณาตรวจสอบว่ากรณีดังกล่าว เมื่อกระทรวงการคลังได้รับประโยชน์ตามที่กล่าวแล้ว จะก่อเกิดความเสียหายแก่รัฐตามฟ้องของอัยการสูงสุดหรือไม่ ผมจะได้ติดตามผลของคดีนี้ต่อไป”นายวีรภัทรกล่าว
นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวเช่นกันว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 เป็นการเลือกปฏิบัติ มุ่งหมายใช้บังคับกับคนใดคนหนึ่ง ทั้งที่หลักกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไป และหลักการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยในคดีอาญาก็ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้ ซึ่งนายทักษิณไม่แต่งตั้งทนายความเข้าต่อสู้คดี ถือเป็นสิทธิ์ของนายทักษิณ ที่จะคัดค้านกฎหมายดังกล่าวที่ถือเป็นผลไม้พิษจากการปฏิวัติรัฐประหาร
ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในเรื่องนี้ว่า ศาลจะพิจารณาไปฝ่ายเดียว ถือว่าช่วยไม่ได้ เพราะเป็นระบบไต่สวน และไม่มีความเห็นกรณีนายทักษิณไม่ยอมรับการพิจารณาคดีลับหลัง แต่การไม่ตั้งทนายต่อสู้คดีจะเป็นผลเสียต่อนายทักษิณแน่นอน เพราะศาลพิจารณาได้ฝ่ายเดียว แม้ศาลอาจช่วยซักพยานให้ได้บ้าง แต่คงทำได้ไม่เต็มที่เหมือนมีทนายมาช่วยซัก การตั้งทนายความมาสู้คดีแบบนั้นดีที่สุด แม้ไม่ซักถามอะไร มานั่งสังเกตการณ์ก็ยังดี   
นายสมคิดยังกล่าวโต้นายวิษณุว่า ถือเป็นคำพูดที่ไม่ควรใช้เพื่อพูดซ้ำเติมกัน เพราะหากดูภูมิหลังของนายวิษณุ ได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งทางการเมืองในสมัยนายทักษิณหรือไม่ อีกทั้งเหตุในคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2544-2549 อยากถามว่าในขณะนั้นนายวิษณุมีตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลของนายทักษิณด้วยหรือไม่ และตำแหน่งอะไร ขอแจ้งให้ ป.ป.ช.และอัยการสูงสุดไปตรวจสอบว่าในช่วงเวลาของรัฐบาลนายทักษิณขณะนั้น นายวิษณุทำหน้าที่อะไร และเกี่ยวข้องกับการเสนอกฎหมายที่นายทักษิณถูกดำเนินคดีหรือไม่ อย่างไร ซึ่งทางที่ดีนายวิษณุช่วยชี้แจงด้วยว่าในขณะนั้นนายวิษณุทำหน้าที่ใด เพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบกันต่อไป
    วันเดียวกัน ที่ศาลทหารกรุงเทพ ได้ออกนั่งบัลลังก์เพื่อสอบคำให้การแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 19 คน ที่ถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากที่ทั้งหมดร่วมกันแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2559 โดยแกนนำ นปช.มาอย่างพร้อมเพรียง ยกเว้นนายศักดิ์ระพี พรหมชาติ  
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้เบิกตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ มาจากเรือนจำ โดยนายจตุพรมีสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายมวลชนที่มาให้กำลังใจจำนวน 15 คน ก่อนเข้าไปในศาลทหาร
    ต่อมาเวลา 11.30 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ในวันนี้นายศักดิ์ระพีมีอาการป่วยกะทันหัน เนื่องจากอาหารเป็นพิษ โดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อศาล และศาลได้พิจารณาแล้ว พร้อมทั้งอัยการศาลทหารที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องก็ไม่ได้คัดค้าน จึงเลื่อนนัดสอบคำให้การไปในวันที่ 17 ก.ค.2561 ส่วนกรณีนายจตุพรที่อยู่ระหว่างถูกคุมขัง ได้มีการยื่นแก้คำฟ้องโดยอัยการศาลทหาร ซึ่งไม่มีอะไรสลับซับซ้อน เป็นไปตามกระบวนการของทนายฝ่ายจำเลย ซึ่งเราก็ต้องต่อสู้ตามกระบวนการต่อไป.


 


"ตัวอะไรเอ่ย........... หางอยู่ไทย หัวไปส่ายอยู่นอกประเทศ?" ไม่ใช่หัวเดียวนะ แต่ "ทีเดียว ๒ หัว" เลย

ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?
ยุทธศาสตร์ชาติกับทิศทางโจร