ผ่านกม.ลูกเดินสู่โรดแมป เพื่อแม๊วดี๊ด๊าตีปบี๊ เลือกตั้ง


   

  สนช.โหวตท่วมท้นผ่าน กม.ลูก ส.ส.-ส.ว. หลังเคลียร์ 2 ปมใหญ่ส่อขัด รธน. เพื่อแม้วดี๊ด๊าพร้อมลุยสนามเลือกตั้ง บี้ "บิ๊กตู่" ประกาศวันให้ชัด "มาร์ค" ปัดกปปส.ไม่ใช่มวลมหาประชาธิปัตย์ ชี้จุดยืน-อุดมการณ์ต่าง ยันต้องแข่งกับตัวเองตอบโจทย์ประชาชนได้

    ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม เวลา 10.00 น. มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ตามที่คณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวได้พิจารณาทบทวนแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยนายวิทยา ผิวผ่อง ประธานกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายได้รายงานเนื้อหาที่ กมธ.ร่วมฯ ได้ทบทวนเสร็จแล้วให้ที่ประชุม สนช.รับทราบ มีสาระสำคัญ อาทิ การแก้ไขมาตรา 35 เรื่องการตัดสิทธิดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและรองผู้บริหารท้องถิ่นแก่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง  มาตรา 73 การห้ามจัดแสดงมหรสพและงานรื่นเริงระหว่างการหาเสียง 
    จากนั้นเปิดโอกาสให้ กมธ.และสมาชิก สนช.ได้อภิปราย ซึ่งประเด็นที่ได้รับการทักท้วงมากคือการจำกัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายแก้ไข กรณีข้าราชการการเมือง และรองผู้บริหารท้องถิ่น หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะถูกตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งทันที จากเดิมที่ตัดสิทธิแค่เฉพาะการได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและรองผู้บริหารท้องถิ่นเท่านั้น หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง  
    โดยนายธนาวัฒน์ สังข์ทอง กมธ.ร่วมเสียงข้างน้อยระบุว่า มติ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายที่ตัดสิทธิการห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ไม่ใช่แค่จำกัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ยังไปจำกัดอำนาจของผู้มีสิทธิแต่งตั้งบุคคลมาดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองด้วย ถือว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ขณะที่นายกล้านรงค์ จันทิก สมาชิก สนช. อภิปรายว่า การที่ กมธ.ร่วม 3ฝ่ายไปตัดสิทธิข้าราชการการเมืองต้องพ้นจากตำแหน่งทันที หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะเกิดปัญหาการเลือกปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะมาตรา 35 (2) ระบุว่า กรณี ส.ส.และ ส.ว.ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะถูกตัดสิทธิเพียงแค่การรับสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส.เท่านั้น แต่ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่ง อาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติได้
    นายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. อภิปรายว่า สิ่งที่กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายไปแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง เขียนแบบนี้เหมือนได้คืบเอาศอก ทำเหมือนคนพวกนี้เป็นอาชญากร อย่างไรก็ตาม นายสมชาย แสวงการ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายเสียงข้างมากชี้แจงว่า เหตุที่ต้องตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะอยากให้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน ยืนยันว่าไม่ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
    หลังจากที่สมาชิก สนช.ได้อภิปรายแสดงความเห็นครบถ้วนแล้ว ที่ประชุม สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ด้วยคะแนน 211 ต่อ 0 งดออกเสียง 7  
    จากนั้นเวลา 12.30 น. ที่ประชุม สนช.เข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ตามที่ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายพิจารณาเสร็จแล้ว ทั้ง 4 ประเด็น คือ 1.การลดจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่ม เหลือ 10 กลุ่ม โดยปรับแก้เป็นบทหลักมี 20 กลุ่ม ส่วนบทเฉพาะกาล ให้มี 10 กลุ่ม 2.การแบ่งผู้สมัครแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภท คือ อิสระและการเสนอชื่อโดยองค์กร แก้เป็นบทหลัก รับสมัครแบบอิสระอย่างเดียว ส่วนบทเฉพาะกาล ให้รับสมัคร 2 ประเภท คือ อิสระและการเสนอชื่อโดยองค์กร 3.วิธีการเลือกตรงและการเลือกไขว้ ปรับแก้เป็น ในบทหลักให้ใช้การเลือกตั้งและการเลือกไขว้ ส่วนบทเฉพาะกาล ให้ใช้การเลือกตรงเพียงอย่างเดียว และ 4.ปรับแก้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
    นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธาน กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายฯ ชี้แจงว่า การกำหนดบทหลักต่างจากบทเฉพาะกาลไม่ได้มีปัญหา ในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่หลายเรื่อง เช่น ในส่วนของ ส.ว. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวน อำนาจหน้าที่ และวิธีการเลือก ที่หลายฝ่ายติดใจการแบ่งวิธีสมัคร ส.ว.เป็น 2 วิธีนั้น จึงไม่เป็นปัญหา เชื่อว่าการเลือก ส.ว. 2 แบบนี้ จะทำให้ได้ ส.ว.ที่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ
    ภายหลังใช้เวลาอภิปรายกว่า 1 ชั่วโมง ที่ประชุม สนช.มีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 202 ต่อ 1 งดออกเสียง 13 ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ตามที่ กมธ.ร่วมฯ ปรับแก้ไข เพื่อนำส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายก่อนบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
    ทางด้านนายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานีและสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องเร่งรัดจัดการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หากประกาศวันได้ต้องประกาศออกมาเลยว่าจะเกิดในช่วงวันที่เท่าไหร่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน 
    "จากการโหวตของ สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับ คงไม่ใช่ว่าสัญญาณดีหรือไม่ดี เรื่องนี้รัฐบาลเพียงทำตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ก็จบ ในส่วนของความพร้อมพรรคเพื่อไทยและนักการเมืองในพรรคนั้น เราเป็นเหมือนนักมวย พร้อมเสมอในทุกกติกา ส่วนของพรรคคงต้องรอให้มีการผ่อนคลายให้ได้ทำกิจกรรม จัดประชุมพรรคได้ก่อนค่อยมาว่ากัน แต่ดูแล้วเรื่องการจัดการเรื่องสมาชิกคงไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ แต่จะไปยุ่งยากสำหรับพรรคการเมืองที่ขอจดจัดตั้งใหม่มากกว่า" นายสมคิดระบุ
    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ กปปส. แยกออกไปตั้งพรรคว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการแข่งขันกับตัวเอง โดยมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์พื้นฐานของพรรค และในประสบการณ์ที่ได้เคยทำงานให้กับบ้านเมืองทั้งในฐานะฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน อีกทั้งได้เตรียมการกันมาระยะหนึ่งว่าความเปลี่ยนแปลงในเชิงของการพัฒนา หรืออาจจะเรียกว่าการปฏิรูป ทำอย่างไรให้พรรคประชาธิปัตย์สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ว่าเป็นที่พึ่ง เป็นนักการเมืองที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน และรักษาระบบได้ รวมไปถึงความสามารถในการแก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชนเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง รวมทั้งการวางแนวทางโครงสร้างให้ประเทศ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว หากว่าไม่มีกรอบความคิดใหม่ๆ ในเชิงนโยบายสาธารณะ จะตอบโจทย์ของประชาชนกับสังคมไม่ได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาระที่ใหญ่
    เมื่อถามว่า หากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยตั้งพรรคการเมืองจริง ความสัมพันธ์ของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าจะมีการตั้งพรรคโดยใคร หรือไม่อย่างไร แต่ถ้าบอกว่าจะเป็นพรรคการเมืองโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ตรงนี้คงเป็นจุดต่าง เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ นโยบาย บุคลากรของตนเองที่เสนอเป็นทางเลือกให้กับประชาชนอยู่แล้ว
    เมื่อถามย้ำว่า กปปส.จะไม่ใช่พรรคมวลมหาประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หากเห็นว่าแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ตรงกับความคิดเขา คงไม่จำเป็นจะต้องออกไปตั้งพรรค แต่การออกไปตั้งพรรคต้องมีจุดต่างในบางเรื่อง 
    ส่วนที่มีพรรคการเมืองที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ อย่างพรรคของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานบริหารกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิทฯ ที่ร่วมกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ทุกคนเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้นมา ถือเป็นเรื่องที่ดี ส่วนทางเลือกนั้นจะตรงหรือไม่ตรงใจกับประชาชนแต่ละคนอย่างไร ก็เป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะเลือก แล้วต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจ 
    "พวกผมไม่ใช่นักเรียนที่ต้องเข้าแถวเช็กชื่อ เรื่องนี้ไม่มี แต่ในกฎหมายกำหนดว่า วันที่ 1 เม.ย.-30 เม.ย. สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประสงค์จะเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป ถูกคำสั่ง คสช.ว่าให้ต้องมายืนยันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นภายในสิ้นเดือนเม.ย. ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่ามีใครมายืนยันสมาชิกบ้าง เท่าที่ทราบ ยกเว้นกรณีของนายธานี เทือกสุบรรณ ซึ่งพ้นจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตอนที่ไปบวช แต่คนอื่นที่เป็นอดีต ส.ส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ก็ยังไม่มีใครที่ได้มาแสดงเจตจำนงในการที่จะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์" นายอภิสิทธิ์ระบุ
    ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สื่อสารผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนเป็นการหาเสียงว่า หากเป็นการหาเสียงทำไม่ได้ แต่ถ้ายังเป็นแค่คล้ายๆ กับหาเสียง ไม่ถือเป็นการหาเสียง วันนี้เขายังไม่จัดตั้งพรรค ยังไม่ได้เปิดประชุมพรรค อย่าไปอะไรมาก เอาพอประมาณ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีพรรคใดขออนุญาตประชุมพรรคมา ส่วนหลักเกณฑ์นั้นให้ กกต.พิจารณา เพราะ กกต.จะเป็นผู้ส่งเรื่องต่อให้ คสช.พิจารณา. 


 


ในส่วน "ราชอาณาจักร"...........คสช.ปักธงปฏิรูปตั้งแต่ พฤษภา ๕๗ มัวรุ่มร่ามอยู่กับการออกแบบ ๔ ปีผ่านไป "แกะแบบ" ลงมือเป็นเนื้อ-เป็นหนังได้ส่วนเดียว คือ EEC!

หัวหน้าพรรค 'เพื่อไทย' ตัวจริง
ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?